เวลาหมุนเวียนผ่านไปอีกสามวัน... สองพ่อลูกฉิวหลงและฉิวฟงยังคงเดินทางไปฝึกวรยุทธ์ ณ ป่ารอบนอกของเทือกเขาหยกดำเช่นเคย
ผลลัพธ์จากการเคี่ยวกรำที่ผ่านมาส่งผลให้วรยุทธ์ของฉิวฟงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งความแข็งแกร่งของร่างกาย ความว่องไวในการเคลื่อนไหว ตลอดจนการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวฉับไว แม้แต่การจับจังหวะใบไม้ก็แม่นยำขึ้นมาก
่เช้าของการฝึกฟันใบไม้ผ่านพ้นไปยี่สิบรอบ ผลปรากฏว่าฉิวฟงสามารถฟันใบไม้กระทบเป้าหมายได้ครบทั้งสิบใบ รอยกระบี่ไม้บนใบไม้สลักลึกขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ฉิวหลงมองดูผลงานของลูกชายด้วยความพึงพอใจ ยิ้มละมุนปรากฏบนใบหน้าสุขุม
ขณะนั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ฉิวฟงถือโอกาสเล่าเื่ราวที่ได้พูดคุยกับเด็กหนุ่มผู้มาเยือนให้ผู้เป็พ่อฟัง
“ท่านพ่อขอรับ... ตลอดห้าวันที่ผ่านมา ลูกได้พูดคุยกับชิงหยางอยู่บ้าง ชะตาชีวิตของเขาน่าสงสารยิ่งนัก เขากำพร้าพ่อแม่มาั้แ่เด็ก ซ้ำเมื่อไม่กี่วันก่อนยังเคราะห์ร้ายไปเจอโจรค้าทาสปล้นชิงทรัพย์สิน แล้วถูกไล่ล่าหมายจับไปเป็ทาส ยังดีที่เขาหนีรอดมาได้ แต่ก็ต้องหลงทางอยู่ในป่าเทือกเขาหยกดำจนมาพบพวกเรา... ท่านพ่อขอรับ ข้าอยากขอให้ท่านพ่อกับท่านแม่รับชิงหยางมาเป็ครอบครัวเดียวกับพวกเราได้หรือไม่ขอรับ? หากเขามาอยู่ด้วย ชีวิตเขาต้องดีขึ้นแน่ ซ้ำข้าจะได้มีเพื่อน และมีคู่ซ้อมวรยุทธ์ด้วย ท่านพ่อคิดเห็นเช่นไรขอรับ?”
ฉิวหลงฟังคำขอร้องแล้วทำสีหน้าหนักใจเล็กน้อย สายตาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของลูกชาย “หนุ่มน้อยคนนั้นนามว่าชิงหยางหรือ... แล้วเ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะให้พ่อกับแม่รับเขามาอยู่ด้วยกัน?”
ฉิวฟงพยักหน้าอย่างมั่นคง “ลูกมั่นใจขอรับว่าหากชิงหยางได้อยู่กับเรา เขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และลูกก็เชื่อว่าเขาจะเป็สหายที่ดีที่สุดของลูก อีกอย่างเขาก็อยากฝึกวรยุทธ์เหมือนกัน ลูกจะได้มีคู่ซ้อมอย่างไรล่ะขอรับท่านพ่อ”
ฉิวหลงพยักหน้ารับฟังคำตอบ กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “เื่นี้พ่อต้องถามความเห็นจากแม่ของเ้าก่อน หากแม่ของเ้ารับปาก พ่อก็ไม่มีปัญหา... เอาล่ะ ได้เวลากลับไปกินข้าวเที่ยงแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถอะ”
ฉิวฟงยิ้มร่า รีบลุกขึ้นยืน ทั้งสองพ่อลูกจึงพากันเคียงคู่กลับเรือนพัก
เมื่อเดินมาถึงลานบ้าน ก็พบคนสองคนนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว นั่นคือภรรยาของฉิวหลงและชิงหยาง เด็กหนุ่มที่อาการาเ็เริ่มทุเลาลง
ภรรยาของฉิวหลงยิ้มทักทายเมื่อเห็นสามีและลูกชาย “กลับมากันแล้วหรือ มาๆ ข้าทำอาหารมื้อเที่ยงเสร็จพอดี ไปล้างไม้มือให้เรียบร้อยก่อนมากินข้าวล่ะ วันนี้ชิงหยางอาการดีขึ้นมากแล้ว เลยมาร่วมโต๊ะกับพวกเราด้วย”
ชิงหยางยิ้มทักทายสองพ่อลูกอย่างนอบน้อม ทั้งสองรีบไปล้างมือแล้วกลับมานั่งเก้าอี้ที่ว่าง กลิ่นหอมของอาหารลอยเตะจมูกจนชวนให้น้ำลายสอ
“ว้าว! กับข้าวของท่านแม่น่าทานที่สุดเลยขอรับ ลูกไม่เกรงใจล่ะนะ ขอลุยก่อนเลย!” ฉิวฟงเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ
ผู้เป็แม่มองด้วยความเอ็นดู ก่อนหันไปบอกเด็กหนุ่ม “ชิงหยาง... เ้าก็ทานเยอะๆ เถิด ไม่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวจะโดนเ้าฟงเอ๋อกินหมดเสียก่อน”
ชิงหยางยิ้มรับด้วยความซาบซึ้ง “ขอบพระคุณท่านผู้มีพระคุณขอรับ เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะขอรับ”
ทั้งสี่คนลงมือกินอาหารอย่างมีความสุข จนกระทั่งกับข้าวบนโต๊ะถูกจัดการจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้อย
“อิ่มจังเลย!” ฉิวฟงลูบท้องพลางเอ่ยขึ้นคนแรก
ชิงหยางหันมามองฉิวฟง “น้องฟงกินจุจริงๆ เห็นทีวันที่เราประลองกินจุกัน ข้าคงต้องพ่ายแพ้ให้เ้าเป็แน่”
ฉิวฟงหัวเราะ “พี่หยางก็ใช่ย่อยที่ไหน กินเยอะพอๆ กับข้าเลย ข้าเองก็เริ่มกลัวท่านแล้วเหมือนกัน!”
เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของคนทั้งสี่ดังขึ้นอบอวลทั่วลานบ้าน จากนั้นฉิวหลงจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “เ้าชื่อชิงหยางใช่หรือไม่? เ้าฟงเล่าเื่ราวที่เ้าประสบพบเจอให้ข้าฟังหมดแล้วนะ”
ชิงหยางพยักหน้ารับ “ขอรับ... เื่ที่ข้าเล่าให้น้องฟงฟังล้วนเป็ความจริงของข้าน้อย”
ฉิวหลงพยักหน้า ก่อนจะหันไปหาภรรยา “ลูกฟงขอร้องให้พี่รับชิงหยางมาเป็ส่วนหนึ่งในครอบครัวของพวกเรา น้องหญิงมีความคิดเห็นเช่นไร?”
ผู้เป็แม่หันไปมองลูกชาย ซึ่งบัดนี้ฉิวฟงกำลังทำตาโต ส่งสายตาอ้อนวอนอย่างสุดชีวิต นางเห็นแล้วก็หลุดยิ้มด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะหันไปเอ่ยถามชิงหยางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ชิงหยาง... เ้าแน่ใจแล้วหรือว่าอยากอยู่กับพวกเรา? ครอบครัวเราไม่ใช่คนมั่งมี อยู่อย่างเรียบง่ายสมถะ เ้าจะอยู่ได้หรือ?”
ชิงหยางได้ยินดังนั้น ก็รีบลุกจากเก้าอี้แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าคนทั้งสามทันที สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ครอบครัวตระกูลฉิวเป็อย่างมาก
“ผู้น้อยชิงหยาง กำพร้าพ่อแม่มาั้แ่เยาว์วัย ร่อนเร่ทำงานไปเรื่อยไร้หลักแหล่ง จนกระทั่งประสบเคราะห์กรรมเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจากพวกท่าน ซาบซึ้งในบุญคุณยิ่งนัก... อีกทั้งเมื่อได้ััการใช้ชีวิตของพวกท่าน ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นรักใคร่ ผู้น้อยจึงปรารถนายิ่งนักที่จะมีชีวิตเช่นนี้ หากพวกท่านยินดีรับผู้น้อยไว้ ผู้น้อยชิงหยางพร้อมสละชีวิตเพื่อปกป้องครอบครัวนี้ จะไม่หนีหายไปไหนอย่างแน่นอนขอรับ!”
คำพูดอันเด็ดเดี่ยวหนักแน่นแฝงไว้ด้วยความจริงใจทำเอาความเงียบปกคลุมไปชั่วครู่ ผ่านไปราวห้าลมหายใจ ผู้เป็แม่จึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ข้ายินดีรับเ้า... ขอเพียงเ้าจริงใจต่อฉิวฟงลูกของเรา และไม่คิดทรยศพวกเรา นั่นก็เพียงพอแล้ว”
“ชิงหยางยินดีทำด้วยใจจริง ขอบพระคุณท่านผู้มีพระคุณมากขอรับ!”
ฉิวหลงได้ยินคำว่า ‘ผู้มีพระคุณ’ อีกครั้ง ก็ถอนหายใจเบาๆ พลางโบกมือ “คำว่าผู้มีพระคุณนั้น เ้าเก็บไว้ในใจเถิด ต่อไปนี้เรียกข้ากับภรรยาว่า ‘ท่านน้า’ กับ ‘ท่านอา’ ก็พอ”
ชิงหยางยิ้มรับอย่างนอบน้อม “ขอบพระคุณท่านน้า ท่านอาขอรับ” พูดจบก็โขกศีรษะลงกับพื้นสามครั้งด้วยความเคารพ ก่อนจะลุกขึ้นกลับไปนั่งที่เก้าอี้
ฉิวฟงหันไปยกมือไหว้พ่อแม่ด้วยความดีใจ “ลูกขอบพระคุณท่านพ่อท่านแม่มากขอรับ! พวกท่านใจดีที่สุดเลย!”
ขณะนั้นเอง ชิงหยางได้หันมามองฉิวหลงด้วยสายตาจริงจัง “ท่านน้าขอรับ... ข้าอยากเรียนวรยุทธ์ขอรับ ั้แ่เล็กข้ามักถูกผู้คนรังแกอยู่เสมอ ข้าอยากมีวรยุทธ์ไว้ป้องกันตัวและช่วยเหลือผู้อื่นที่ถูกข่มเหงขอรับ”
ฉิวหลงมองหน้าเด็กหนุ่ม แล้วแอบส่งพลังลมปราณสายหนึ่งเข้าไปสำรวจสภาพร่างกายของชิงหยางทันที พอลมปราณกระทบ ร่างของชิงหยางสั่นสะท้านขึ้นมาเบาๆ ทว่าดวงตากลับยังคงนิ่งสงบไม่ไหวติง ฉิวหลงจึงดึงลมปราณกลับคืน
“หากเ้าอยากเรียนวรยุทธ์จริง ข้าก็ยินดีจะสอนให้... แต่เ้าต้องรับปากข้าก่อน เ้าทำได้หรือไม่?”
“ชิงหยางพร้อมบุกน้ำลุยไฟขอรับ!” เด็กหนุ่มตอบโดยไม่ลังเล
“เ้าอยากเรียนวรยุทธ์ด้านใด? ตัวข้านั้นถนัดเพียง ‘กระบี่’ อย่างเดียวเท่านั้น”
“ข้าอยากเรียนกระบี่ขอรับ!”
ฉิวหลงพยักหน้าพึงพอใจ “ได้! ข้าจะสอนวิชากระบี่ให้เ้า แต่ต้องรอให้ร่างกายเ้าฟื้นตัวเต็มที่เสียก่อน หากฝืนฝึกในตอนนี้อาจาเ็ซ้ำรอยเดิม ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม เ้าเข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้วขอรับข้าจะรอให้หายดี... แต่ข้าขอไปนั่งดูท่านน้ากับน้องฟงฝึกวรยุทธ์ได้หรือไม่ขอรับ อยู่ในห้องคนเดียวไม่มีอะไรทำเลย”
ฉิวฟงรีบเอ่ยเสริม “ได้สิพี่หยาง! ฝึกกับท่านพ่อคนเดียวข้าก็มีเบื่อๆ บ้าง อยากมีเพื่อนคุยวัยใกล้ๆ กัน”
ฉิวหลงหันมาค้อนใส่ลูกชายทันที “เ้าเด็กคนนี้นี่อย่างไร! พ่อก็คุยกับเ้าทุกวัน ยังมีหน้ามาเหน็บพ่ออีก เดี๋ยวสั่งลงโทษเสียเลย!”
ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เสียงหัวเราะสนุกสนานของทั้งสามคนดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดทันที
เช้าวันต่อมา... ฉิวหลง ฉิวฟง และชิงหยาง เดินมุ่งหน้าไปยังจุดฝึกยุทธ์กลางป่า
“ชิงหยาง เ้าไปนั่งพักดูอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ ก่อนนะ” ฉิวหลงสั่งด้วยน้ำเสียงสุขุม
“รับทราบขอรับท่านอา... น้องฟง ตั้งใจฝึกนะ ข้าจะคอยเชียร์”
ฉิวฟงยิ้มรับอย่างมั่นใจ ก่อนจะขยับไปยืนประจำที่ หลับตาลง มือกำกระบี่ไม้ยกขึ้นชี้ตรงไปข้างหน้า
ฉิวหลงพยักหน้า แล้วเริ่มสะบัดมือใส่ต้นพฤกษาศิลา ใบไม้หนาพุ่งร่วงหล่นลงมาสิบใบและเริ่มเคลื่อนไหวฉวัดเฉวียนด้วยพลังลมปราณอย่างรวดเร็ว!
ฉิวฟงยืนสงบนิ่งเพียงอึดใจ ก่อนจะลืมตาขึ้น ดวงตาทอประกายคมกล้า “เริ่มที่ใบนี้ก่อนแล้วกัน!”
ฟิ้ว! ฟับ!
กระบี่ไม้ในมือตวัดออกอย่างว่องไว คมกระบี่ฟันโดนใบไม้ใบแรกและใบต่อๆ ไปอย่างแม่นยำจนครบสิบใบในรอบเดียว!
ชิงหยางที่นั่งดูอยู่ใต้ต้นไม้ถึงกับตาโตด้วยความตกตะลึง รีบะโชม “น้องฟง! เคลื่อนไหวเร็วมาก ข้ามองตามแทบไม่ทันเลย สุดยอดไปเลย!”
ฉิวฟงหันมายิ้ม “ข้ายังเร็วไม่พอหรอกพี่หยาง ยังต้องฝึกอีกมาก แต่ก็ขอบใจเ้ามากนะ! ท่านพ่อ... รอบต่อไปเริ่มได้เลยขอรับ!”
ฉิวหลงนึกในใจ ‘เ้าเด็กคนนี้นี่อย่างไร ทุกวันพอจบรอบแรกก็ล้มลงหอบแล้ว วันนี้พอมีชิงหยางมานั่งดู กลับคึกคักมีแรงฝึกต่อทันทีเลยนะ เห้อ...’
ฉิวหลงเริ่มการฝึกรอบที่สอง สาม สี่... จนกระทั่งครบยี่สิบรอบใน่เช้า ฉิวฟงล้มลงไปนั่งหอบหายใจถี่อยู่บนพื้นหญ้า
ฉิวหลงและชิงหยางเดินเข้ามาหา ฉิวหลงยื่นกระบอกน้ำไม้ไผ่ให้ “ดื่มน้ำก่อน จะได้หายเหนื่อย”
ฉิวฟงรับมากระดกพรวดๆ “ฮ้า! ขอบพระคุณขอรับท่านพ่อ”
ชิงหยางเอ่ยถาม “น้องฟง... เ้าฝึกยุทธ์มานานเท่าใดแล้วหรือ?”
“ประมาณหนึ่งปีแล้วล่ะพี่หยาง ท่านพ่อบอกว่าหากข้าฟันใบไม้ขาดเป็สองท่อนได้อย่างเรียบเนียนทั้งหมด ถึงจะเริ่มสอนวิชากระบี่ขั้นต่อไปให้”
ดวงตาของชิงหยางทอประกาย “ข้าเชื่อว่าเ้าทำได้แน่นอน!... ท่านอาขอรับ หากข้าหายดีแล้ว ข้าต้องฝึกแบบเดียวกับน้องฟงหรือไม่ขอรับ?”
ฉิวหลงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “โครงสร้างร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ร่างของฉิวฟงเหมาะกับสายความเร็ว แต่ของเ้าอาจไม่ใช่ ข้าจะออกแบบการฝึกทดสอบร่างกายให้เ้าเป็เวลาสามเดือน เมื่อครบกำหนดแล้วจึงค่อยสรุปว่าเ้าเหมาะกับวรยุทธ์สายใด เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของเ้าออกมา... เ้าตกลงตามนี้หรือไม่?”
“ตกลงขอรับ!” ชิงหยางพยักหน้ารับคำอย่างตั้งใจ
่บ่าย... มีเพียงสองพ่อลูกที่เดินทางกลับมายังลานฝึก เนื่องจากชิงหยางต้องอยู่พักรักษาตัวต่อกับผู้เป็แม่
“เอาล่ะ ได้เวลาฝึก ‘เคล็ดวิชาจิตกระบี่เทวะ’ แล้ว” ฉิวหลงสั่งการ
ฉิวฟงนั่งขัดสมาธิ เข้าสู่ความสงบ และเริ่มส่งจิตเข้าไปสื่อสารทันที...
วาบบบ!
ในห้วงจิตอันลึกล้ำ... ร่างจำลองสีขาวขนาดเล็กของฉิวฟง กำลังยืนจ้องมองกระบี่เล่มเล็กสีม่วงที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าไม่เกินห้าก้าว รัศมีพลังสีม่วงแผ่ขยายตูมตามน่าเกรงขาม
“จิตกระบี่ของข้า... ข้าสื่อสารกับเ้าหลายครั้งแล้ว เหตุใดยังไม่ตอบรับข้าอีกเล่า?” เสียงเล็กๆ ของฉิวฟงเอ่ยขึ้น
ฉิวฟงพยายามก้าวเท้าขยับเข้าไปหาอีกหนึ่งก้าว ทันใดนั้น กระบี่สีม่วงก็ปลดปล่อยระลอกคลื่นพลังมหาศาลผลักดันจนร่างจิตของฉิวฟงถอยกระเด็นออกมาทันที!
“ข้ามองเห็น แต่ยังเข้าใกล้ไม่ได้มากกว่านี้เลย... ออกไปก่อนดีกว่า”
วาบบบ!
ฉิวฟงลืมตาขึ้นสู่โลกความเป็จริง ใบหน้าเปียกปอนไปด้วยเหงื่อ
“เป็อย่างไรบ้างลูกฟง?” ฉิวหลงเอ่ยถาม
“ข้ายังเข้าใกล้จิตกระบี่ไม่ได้เลยขอรับ พอเข้าใกล้เกินห้าก้าว ก็ถูกรัศมีพลังของมันผลักออกมาตลอด... ท่านพ่อพอทราบสาเหตุหรือไม่ขอรับ?”
ฉิวหลงพยักหน้า “จิตกระบี่คือจิตแห่งอาวุธที่ทรงพลังเหนืออาวุธทั่วไป การจะกระตุ้นหรือสื่อสารกับมันได้ ร่างกายและจิตใจของเ้าต้องแข็งแกร่งทัดเทียมกับมันเสียก่อน... แล้วเ้าเห็นจิตกระบี่ของเ้าเป็สีอะไร?”
“สีม่วงขอรับ”
“อะไรนะ!! สะ... สีม่วงอย่างนั้นหรือลูกฟง?!” ฉิวหลงตื่นตะลึงจนเอ่ยเสียงติดขัด
ฉิวฟงทำหน้างุนงง พยักหน้ารับยืนยัน ฉิวหลงปรับสีหน้าให้เป็ปกติก่อนอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จิตแห่งอาวุธแบ่งระดับความแข็งแกร่งตามสี จากต่ำไปสูง ได้แก่ ขาว > เขียว > เหลือง > ส้ม > แดง > น้ำเงิน > ม่วง ยิ่งจิตอาวุธอยู่ระดับสูงเท่าใด ก็ยิ่งดูดซับและโคจรลมปราณได้เร็วกว่าระดับล่างหลายเท่าตัว... จิตกระบี่ของเ้าคือ ‘สีม่วง’ ซึ่งเป็ระดับสูงสุดในบรรดาจิตอาวุธทั้งปวง! ดังนั้นมันจึง้าร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่งเหนือกว่าคนทั่วไปมหาศาล”
ฉิวฟงอึ้งไป ไม่คาดคิดว่าจิตกระบี่ในร่างตนเองจะเป็ถึงระดับตำนานเช่นนี้
“ที่เ้ายังเข้าใกล้ไม่ได้ เพราะร่างกายและจิตใจของเ้ายังไม่แกร่งพอ จงเพียรพยายามต่อไป พ่อเชื่อว่าอีกไม่นานเ้าต้องสื่อสารกับมันได้แน่”
“ลูกจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวังขอรับ!” ฉิวฟงรับคำด้วยความตั้งใจ แล้วเริ่มนั่งสมาธิฝึกฝนต่อทันที
วันเวลาหมุนเวียนผ่านไปอย่างขยันขันแข็ง... 10 วัน... 15 วัน... 20 วัน จนกระทั่งครบ 1 เดือน
อาการาเ็ของชิงหยางหายเป็ปกติสมบูรณ์ และแล้ว... วันแห่ง ‘ศึกประลองกินจุ’ ก็มาถึง!
ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหารหน้าลานบ้าน บนโต๊ะเต็มไปด้วยกับข้าวหอมกรุ่น ฉิวฟงและชิงหยางนั่งจ้องหน้ากันด้วยสายตาจริงจัง
“วันนี้ข้าจะเป็ผู้ตัดสินให้พวกเ้าเอง” ผู้เป็แม่เอ่ยขึ้น “กติกาก็คือ ข้าให้เวลาสามสิบนาที แต่ละคนมีข้าวเตรียมไว้คนละห้าถ้วย ต้องกินให้หมดไม่เหลือแม้แต่เม็ดเดียว โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องกินข้าวสองคำ สลับกับกับข้าวหนึ่งคำ... เข้าใจหรือไม่?”
เด็กทั้งสองพยักหน้ารับคำ
“เริ่มได้!”
สิ้นเสียงสัญญาณ ทั้งคู่ก็คว้าตะเกียบจ้วงข้าวเข้าปากอย่างมูมมาม ข้าวชามที่หนึ่งหมดลงพร้อมกัน ชามที่สองหมดลงในสิบนาทีถัดมา จนกระทั่งเข้าสู่ชามที่สามและสี่ ทั้งคู่เริ่มกินช้าลงด้วยความอิ่มแน่น แต่สายตายังคงแข่งขันกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
จนกระทั่งเข้าสู่ชามที่ห้า... บนโต๊ะไม่มีกับข้าวเหลือแล้ว เหลือเพียงข้าวครึ่งถ้วยสุดท้ายในมือของทั้งคู่ ทั้งสองเค้นแรงฮึดเร่งความเร็วในการคีบข้าวเข้าปาก!
ตึง! ตึง!
เสียงวางถ้วยและตะเกียบดังขึ้นเกือบจะพร้อมกัน!
ผู้เป็แม่ก้าวเข้ามาตรวจเช็กชามข้าวของทั้งสองอย่างละเอียด ก่อนจะยิ้มออกมา “และผู้ชนะในศึกประลองกินจุครั้งนี้ ได้แก่... ฉิวฟง!”
“ฮ่าๆๆ! ข้าชนะแล้ว! พี่หยาง ข้าต้องขอโทษด้วยนะ ฮ่าๆ!” ฉิวฟงหัวเราะร่าด้วยความตื่นเต้น
ชิงหยางยิ้มยินดี “ข้ายอมแพ้เ้าแล้วน้องฟง เ้านี่กินจุจริงๆ”
ทว่าผู้เป็แม่กลับเอ่ยขัดขึ้น “หากข้าไม่ตรวจดูอย่างละเอียด ก็คงให้พวกเ้าเสมอกันแล้ว... แต่ที่ชามของชิงหยาง มีเศษข้าวเม็ดเล็กๆ ติดอยู่ขอบชามหนึ่งเม็ด ชิงหยางจึงแพ้ไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น! ลูกฟง... ต่อไปเ้าอย่าได้ประมาทคู่ต่อสู้เป็อันขาด”
ฉิวฟงฟังคำอธิบายแล้วชะงักไป ความรู้สึกละอายใจเข้าแทนที่ เขาหันไปหาชิงหยาง “พี่หยาง... ข้าขอโทษที่หัวเราะใส่ท่าน จริงๆ แล้วพวกเรากินจุเท่าๆ กันต่างหาก คำเดิมพันที่เราเคยตกลงกันไว้ ให้ยกเลิกไปเถิดนะขอรับ”
ชิงหยางยิ้มตอบ “ข้าอย่างไรก็ได้ แล้วแต่เ้าเลยน้องฟง”
ฉิวหลงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยตัดบทขึ้น “ชิงหยาง... ตอนนี้ร่างกายเ้าหายดีสมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่?”
“หายเป็ปกติแล้วขอรับท่านอา”
“ดี! วันพรุ่งนี้เช้า ข้าจะเริ่มทดสอบร่างกายเ้า เพื่อดูว่าเ้าเหมาะกับการฝึกแบบใด ตื่นแต่เช้าด้วยล่ะ”
“รับทราบขอรับ!” ชิงหยางรับคำด้วยความมุ่งมั่น
รุ่งเช้าของวันถัดมา...
ฉิวหลง ฉิวฟง และชิงหยาง เดินทางมายังลานฝึกกลางป่า ทว่าคราวนี้ บริเวณใกล้ต้นไม้กลับมี ‘หุ่นไม้หยกดำ’ จำนวนห้าตัว ยืนเรียงแถวสลับฟันปลาอยู่ โดยหุ่นสี่ตัวแรกเป็มือเปล่า ส่วนตัวสุดท้ายถือกระบี่ไม้ลักษณะเดียวกับของฉิวฟง
ฉิวหลงพาชิงหยางมาหยุดอยู่หน้าหุ่นไม้ “ชิงหยาง... บททดสอบของเ้าคือ ต้องหลบการโจมตีของหุ่นไม้สี่ตัวแรก เพื่อเข้าไปแย่งชิงกระบี่ไม้จากหุ่นตัวที่สี่กลับมาให้เร็วที่สุด... เ้าคิดว่าทำได้หรือไม่?”
“ข้ามั่นใจว่าทำได้ขอรับ!” ชิงหยางตอบเสียงหนักแน่น
ฉิวหลงพยักหน้า ก่อนจะหยิบวัตถุสีแวววับลักษณะคล้ายหินกลมสว่างไสวออกมาห้าก้อน เขาโคจรลมปราณอัดใส่หินจนมันเรืองแสง แล้วสะบัดมือพุ่งหินทั้งห้าเม็ดเข้าใส่ช่องวงกลมบริเวณหน้าผากของหุ่นไม้ทันที!
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ครืน... ร่างของหุ่นไม้ทั้งห้าพลันขยับขับเคลื่อนขึ้นมาทันที! ชิงหยางเห็นดังนั้นก็ตกตะลึง
“มันเป็เพียงกลไกง่ายๆ ที่ใช้ ‘หินรวมลมปราณ’ เป็แหล่งพลังงานขับเคลื่อน เ้าไม่ต้องสนใจ จงตั้งสมาธิกับการฝึก” ฉิวหลงอธิบาย
หุ่นไม้ตัวที่หนึ่งโจมตีด้วยฝ่ามือ ตัวที่สองใช้หมัด ตัวที่สามใช้เท้า ตัวที่สี่ใช้ทั้งหมัด ฝ่ามือ และเท้าผสมผสาน ส่วนตัวสุดท้ายตวัดกระบี่ฟันสี่ทิศทาง
“เริ่มได้!”
ฟุบ! ชิงหยางพุ่งตัวเข้าหาหุ่นไม้ตัวแรกทันที!
ตึง! ตับ! ตึง! ตับ!
ทว่าเพียงผ่านไปไม่ถึงสามนาที ชิงหยางก็ถูกฝ่ามือของหุ่นไม้โจมตีเข้าอย่างจังจนกระเด็นออกมา ตามร่างกายและใบหน้าปรากฏรอยเขียวช้ำ
ฉิวหลงส่ายหน้าเบาๆ หันไปสั่งลูกชาย “ฟงเอ๋อ... เอายาแก้ฟกช้ำไปให้ชิงหยางทาเสีย”
ฉิวฟงยื่นขวดยาให้ “พี่หยาง ทายาก่อนเถอะ ค่อยๆ ฝึกไป ตอนข้าฝึกครั้งแรกก็สภาพดูไม่ได้แบบนี้แหละ อย่าเพิ่งท้อนะ!”
ชิงหยางรับยามาทา พลางเอ่ยด้วยสายตามุ่งมั่น “ขอบใจมากน้องฟง... ข้าไม่มีวันยอมท้อเด็ดขาด! เื่แค่นี้ไม่อาจหยุดยั้งข้าได้ หายแล้วข้าจะลองใหม่ เ้าไปฝึกของเ้าเถอะ”
ฉิวฟงพยักหน้า แล้วแยกตัวไปฝึกฟันใบไม้กับผู้เป็พ่อ
เมื่อรอยช้ำเริ่มบรรเทา ชิงหยางก็ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับหุ่นไม้รอบสอง ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวและเฉียบคม ‘ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น! อุปสรรคแค่นี้จะมาขัดขวางข้าไม่ได้!’
“ย้าก!” ชิงหยางพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง!
คราวนี้เขาสามารถหลบหลีกและยืนหยัดได้นานถึงห้านาที ก่อนจะถูกฟาดกระเด็นออกมาอีกรอบ แม้จะมีรอยช้ำเพิ่มขึ้น แต่เขากลับยิ้มออกมาได้ ‘ครั้งนี้ข้าทำได้ดีขึ้น... แต่ยังไม่ดีพอที่จะผ่านตัวแรกไปได้ ข้าต้องคิดหาทางให้มากกว่านี้!’
ฉิวหลงที่แอบสังเกตอยู่ไกลๆ นึกชมในใจ ‘จิตใจมุ่งมั่นทรหดยิ่งนัก... ถือเป็ต้นกล้าชั้นดีที่จะเติบใหญ่เป็ยอดจอมยุทธ์ในวันข้างหน้า’
กระทั่งสิ้นสุดการฝึก่เช้า ทั้งสามคนมานั่งพักผ่อนคุยกันใต้ร่มไม้
“ฝึกวันแรกเป็อย่างไรบ้าง ชิงหยาง?” ฉิวหลงถาม
“ยากมากขอรับท่านอา... หุ่นไม้โจมตีรอบทิศและรวดเร็วมาก แม้ข้าจะประคองตัวได้นานขึ้น แต่ก็ยังโดนมันเล่นงานอยู่ดี... แต่ข้าชอบการฝึกแบบนี้ขอรับ มันบังคับให้ข้าต้องใช้ความคิดหาทางหลบหลีกตลอดเวลา”
ฉิวหลงพยักหน้าพึงพอใจ “หุ่นไม้พวกนี้แม้จะว่องไว แต่มันก็มี ‘จุดอ่อน’... ทุกสิ่งในโลกล้วนมีจุดอ่อนเสมอ เ้าต้องหาจุดอ่อนของมันให้พบ”
“จุดอ่อนหรือขอรับ...” ชิงหยางพึมพำกับตัวเอง “ขอบพระคุณท่านอามากขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะหาจุดอ่อนของมันให้พบให้ได้!”
ฉิวฟงเอ่ยเสริม “ใช่แล้วพี่หยาง! คำใบ้ของท่านพ่อช่วยให้ข้าพัฒนาขึ้นมากเลยนะ!”
ฉิวหลงยิ้มเล็กน้อย “การฝึกของแต่ละคนย่อมต่างกัน... ฉิวฟงอาจเหมาะกับสายความเร็ว ส่วนเ้าอาจเหมาะกับการค้นหาและทำลายจุดอ่อน รอให้ครบสามเดือนก่อน แล้วข้าจะวางแนวทางการฝึกที่เหมาะที่สุดให้เ้าเอง... กลับบ้านกันเถอะ”
“รับทราบขอรับท่านอา!” ชิงหยางรับคำด้วยความหวังและเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม