บทที่3.1 สมบัติมากมาย
จิวเฉินนั้นเดินเข้ามาถึงหน้าประตูวิหารศักดิ์สิทธิ์สีทองประตูขนาดใหญ่ราวห้าเมตรถูกเปิดไว้โดยพวกวานรขนทมิฬ จิวเฉินต้องขมวดคิ้วแน่นเมื่อมีแรงกดดันรุนแรงราวูเากดทับลงมาที่ร่างของเขาทำให้เขามิสามารถก้าวต่อไปได้แม้เพียงครึ่งก้าว
"แรงกดดันนี้ช่างรุนแรงยิ่งนัก แต่คิดว่าแรงกดดันเพียงเท่านี้จะหยุดข้าได้รึ?"
จิวเฉินรีดเค้นพลังปราณทุกส่วนในร่างกายออกมาเขาเปลี่ยนมันให้เป็เกราะลมปราณห่อหุ้มร่างตนเองไว้ ทั่วร่างของเขาในตอนนี้มีออร่าสีฟ้าอ่อนๆคลุมไว้เมื่อแรงกดดันมิเป็ผลต่อเขาแล้ว จิวเฉินก็ทะยานร่างเข้าสู่วิหารตามรอยพวกวานรขนทมิฬต่อไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างการก้าวย่างเท้าเข้าสู่ข้างในวิหารนั้นสายตาของจิวเฉินก็กวาดมองรอบด้าน ในวิหารนี้กลับมิได้มืดมิดเลยมันกับสว่างจ้ามากด้วยแสงสีทองด้านในวิหารนั้นสวยงามเป็อย่างมากลวดลายบนผนังของวิหารสลักลวดลายโบราณหลายอย่าง จิวเฉินมิมีความสนใจต่อลวดลายพวกนั้นแม้แต่น้อยเขายังคงมุ่งเข้าสู่ด้านในของวิหารเรื่อยๆ เส้นทางในวิหารในมันเป็ทางตรงอย่างยาวเหยียดมิเห็นแม้แต่ปลายทางในที่สุดเขาก็ตามเหล่าวานรขนทมิฬทัน
จิวเฉินหยุดเล็กน้อยเพื่อดูว่าเหล่าวานรขนทมิฬมันซ่อนสมบัติอันใดเอาไว้เหล่าวานรขนทมิฬทั้งสามตัวนั้นก็ได้เดินทางมาถึงสุดทาง สุดปลายทางนั้นมีประตูสีทองสูงสี่เมตรบานหนึ่งวานรขนทมิฬตัวหนึ่งก็ได้ผลักเปิดประตูนั้นออกและมันก็นำพาพวกมันเข้าไปด้านใน
"พวกมันซ่อนอะไรไว้กันแน่? หวังว่ามันคงเป็อะไรที่มีค่าและสามารถนำไปขายได้นะ"
จิวเฉินพลันพูดออกมาหากเป็สิ่งที่สามารถขายได้ราคาดีๆนั้น ครอบครัวของเขาย่อมมิลำบากเช่นตอนนี้เขาทำเพียงยืนดูอยู่ไกลๆ ผ่านไปราวยี่สิบนาทีเหล่าวานรขนทมิฬทั้งสามตัวก็เดินออกมาจิวเฉินลบตัวตนก่อนทะยานร่างขึ้นเกาะผนังวิหารที่สูงถึงห้าเมตร
เหล่าวานรขนทมิฬมิได้สังเกตหรือจับพลังอะไรของเขาได้แม้แต่น้อยพอพวกวานรออกไปแล้วจิวเฉินก็เหินร่างลงมา เขาไม่รอช้าเร่งรีบสืบเท้าไปยังประตูสีทองนั้นอย่างรวดเร็วเขาพลันยื่นมือทั้งสองข้างออกไปผลักประตูบานใหญ่สีทองด้วยแรงทั้งหมด
ครืนน!!
ประตูขยับและเปิดออกในที่สุดแสงสีทองจ้าระรานตาส่องแสงออกมาทำให้จิวเฉินต้องเอามือปิดตาไว้หลังจากนั้นเขาก็เอามือออกสิ่งที่เขาพบถึงกับทำให้เขาตาอ้าปากค้างเพราะสิ่งที่เขาพบนั้นมันเป็สมบัติ! มิใช่แค่นั้นมันยังเป็สมบัติกองมหึมา!
"ฮ่าฮ่าฮ่า ดวงข้านี้ช่างดีจริงๆ ถ้าข้านำพวกนี้ไปขายคงได้เงินมามิน้อย และข้ายังจะสามารถซื้อสมุนไพรระดับสูงมาหลอมโอสถได้อีกด้วยฮ่าฮ่าฮ่า"
ทันทีที่จิวเฉินเห็นสมบัติมากมายเขาก็หัวเราะดังลั่นออกมาอย่างบ้าคลั่งเขากวาดตาสำรวจในห้องสมบัติด้านในชั่วครู่ ห้องนี้มีขนาดใหญ่มีมันกว้างห้าเมตรและยาวห้าเมตรบนมุมห้องมีบันไดขึ้นไปข้างบน จิวเฉินนั้นมิคิดเลยว่าเหล่าวานรขนทมิฬจะรวบรวมสมบัติไว้มากมายขนาดนี้
จิวเฉินสำรวจดูกองสมบัติขนาดมหึมานั้นเขาพบว่ามันมีทั้งแก้วถ้วย มีด หม้อ แหวน ซึ่งเพื่อมันล้วนทำมากจากทองคำทั้งสิ้น มุมปากของจิวเฉินยกยิ้มอย่างปิติเขารีบหาถุงสีดำที่เหล่าวานรแบกมาเมื่อครู่ จิวเฉินกวาดสายตาชั่วครู่ก็พบมันวางอยู่ตรงมุมห้องเขารีบสาวเท้าเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะเขา้าถุงขนาดใหญ่เพื่อขนสมบัติออกไป แม้เขาจะมิสามารถนำมันออกไปได้หมดแต่มันก็ยังสามารถทำเงินให้กับเขาได้มิน้อย หนำซ้ำเขายังสามารถมาเอามันได้อีกหากพวกวานรขนทมิฬเผลอ
จิวเฉินคว้าถุงขนาดใหญ่นั้นมาเปิดออกทันทีเขาพบว่าถุงนี้นั้นทำจากหนังสัตว์อสูรวิหคทมิฬ ซึ่งขนของมันมีความทนทานเป็อย่างมากแต่สิ่งที่ทำให้จิวเฉินตกตะลึงนั้นคือสิ่งที่อยู่ด้านใน
"หินผลึกิญญา!!"
จิวเฉินมีสีหน้ายินดียิ่งเพราะนี้คือหินผลึกิญญา มันสามารถนำไปหลอมรวมกับโอสถได้ อีกทั้งมันยังจะช่วยเพิ่มระดับลมปราณได้ด้วยหากดูดกลืนพลังงานจากมันมันมีรูปร่างสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากำปั้นมีสีคราม หินผลึกิญญานั้นส่วนมากจะได้จากสัตว์อสูรระดับเขตแดนิญญาที่ตายแล้วเท่านั้น
จิวเฉินเทถุงทั้งสามออกมาดูสิ่งที่เขาพบทำให้เขาตกตะลึงอีกครั้งเพราะหินผลึกิญญานี้มันมิได้มีน้อยเลย มันมีมากถึงหนึ่งร้อยสามสิบก้อน!เช่นนั้นแล้วสมควรมีสัตว์อสูรระดับเขตแดนิญญาตายไปมากถึงหนึ่งร้อยสามสิบตัว
"พวกวานรมันไปเอาหินผลึกิญญามาจากที่ใดกัน? เหตุใดพวกมันถึงได้มากมายเช่นนี้"
จิวเฉินอดสงสัยมิได้แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกขอบคุณพวกวานรขนทมิฬอยู่บ้างเพราะหินผลึกิญญาทั้งหมดนี้กำลังจะตกเป็ของเขาจิวเฉินรีบเก็บหินผลึกิญญาทั้งหมดเข้าถุงใบหนึ่ง ส่วนอีกสองใบเขาต่างขนสมบัติในห้องมาใส่จนเต็มแต่สมบัติขนาดมหึมานั้นมิได้ลดลงมากเท่าใดนัก!
จิวเฉินแบกถุงทั้งสามและทะยานร่างออกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์โบราณไปอย่างรวดเร็วขากลับของเขานั้นมิได้พบสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเท่าใดนัก แม้เขาจะแบกสมบัติอยู่ทั้งสามถุงแต่เหล่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งหรือระดับสองเขตแดนมนุษย์ก็มิสามารถตามความเร็วของเขาได้ทันไม่นานจิวเฉินก็ออกจากป่าทมิฬมาถึงบ้านไม้ของสองสามีภรรยาจิวเฉียนและจิวฮวาในที่สุด
____________________________________________________________________
บทที่3.2 สมาคมการค้าตระกูลเจียว
จิวเฉินนำสมบัติเ่าั้เข้าไปเก็บไว้ในห้องของตนอย่างเงียบเชียบที่สุดตอนนี้เขายังมิได้บอกจิวเฉียนและจิวฮวา จิวเฉินนั้นพอเขานำสมบัติไปขายได้แล้วเขาค่อยนำเงินมาให้สองสามีภรรยาและบอกพวกเขาทีหลังพอเขากลับมาก็เป็ยามพบค่ำแล้วจิวฮวานั้นก็ได้ทำอาหารไว้รอจิวเฉิน พอจิวเฉินอาบน้ำแต่งตัวเสร็จคนทั้งสามก็นั่งรับประทานอาหารอย่างมีความสุขพวกเขาคุยเื่ทั่วไปกับจิวเฉินเล็กน้อยก่อนจะแยกกันไปเข้านอน
จิวเฉินนั้นก็ได้กลับมาที่ห้องของตนและล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้เก่าๆของตนเช่นเดิมครอบครัวนี้ทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นมิน้อย เนื่องด้วยในกาลก่อนที่เขามีชีวิตอยู่นั้นเขามิได้มีครอบครัวอบอุ่นเช่นนี้แต่เขาเป็เพียงเด็กกำพร้าที่เ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งเก็บมาเลี้ยงเพียงเท่านั้นเอง
"ครอบครัวนี้ช่างอบอุ่นจริงๆเ้าหนู!มิต้องเป็ห่วงข้าจะมิให้มีอันตรายเกิดขึ้นกับพวกเขาเด็ดขาด"
จิวเฉินนั้นได้ให้คำมั่นกับตนเองและจิวเฉินคนเก่าด้วยเขาจะไม่ยอมให้เกิดอันตรายต่อครอบครัวของเขาเด็ดขาด ไม่นานจิวเฉินก็หลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
รุ่งเช้าได้มาเยือนอีกคราวันนี้เป็เช้าวันที่สี่แล้วที่เขามาอยู่ในร่างของจิวเฉิน เขานั้นตื่นแต่เช้าเช่นเดียวกับเมื่อวานแต่วันนี้เขามิได้ออกไปเลยเขาเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้สองสามีภรรยาว่าเขาจะเข้าไปฝึกตนในป่าสักสามวัน
จิวเฉินสวมผ้าคลุมสีเทาเก่าเคอะผืนหนึ่งทับชุดสีเทาหม่นหมองของตนเขานำสมบัติส่วนหนึ่งและหินผนึกิญญาราวสามสิบก้อนใส่ถุงขนวิหคทมิฬถุงหนึ่งก่อนจะแบกมันออกจากบ้านไป
จิวเฉินนั้นทะยานร่างมุ่งหน้าสู่เมืองหนานกงซึ่งตามความทรงจำของจิวเฉินคนเก่านั้นเมืองนี้อยู่ห่างจากป่าที่เขาพักอาศัยอยู่มากระยะทางไกลราวร้อยกิโลเมตรถ้าเดินทางด้วยม้าสมควรใช้เวลามิต่ำกว่าสามถึงสี่ชั่วยามแต่ด้วยระดับวิชาทะยานผ่านท้องฟ้าซึ่งเป็ทักษะระดับสูงของจิวเฉินนั้นสมควรไปถึงก่อนหนึ่งชั่วยามครึ่งหลังจากเดินทางมาอย่างยาวนานจิวเฉินก็เห็นกำแพงเมืองหนานกง
เมืองหนานกงนั้นมีขนาดใหญ่เป็อันดับสองของอาณาจักรหนานซึ่งอาณาจักรหนานนั้นตั้งอยู่ในทวีปตะวันออกแห่งนี้ พอจิวเฉินมาถึงประตูเมืองเขาก็มิได้เข้าทางประตูเมืองแต่อย่างใดจิวเฉินใช้ทักษะทะยานผ่านท้องฟ้าขึ้นสูงจนข้ามกำแพงเมืองไปได้อย่างง่ายดาย
เมืองหนานกงตรงที่จิวเฉินอยู่นี้สมควรเป็เขตใต้และมันยังห่างจากที่ตั้งของตระกูลจิวมากอีกด้วยตระกูลจิวนั้นตั้งอยู่ตรงเขตกลางของเมืองหนานกง ด้วยเหตุนี้พวกมันก็มิสามารถรู้ได้ว่าจิวเฉินนั้นได้เข้ามาในตัวเมืองแล้ว
"ข้าสมควรเอาสมบัติพวกนี้ไปขายที่สมาคมการค้าตระกูลเจียวสาขาเขตใต้"
จิวเฉินจำได้ว่าสมาคมการค้าตระกูลเจียวนั้นยิ่งใหญ่มากเพราะพวกเขามีรากฐานมาจากทวีปตะวันตก เมื่อพวกเขาเข้ามาก่อตัวกิจการที่ทวีปตะวันออกจึงทำให้พวกเขาเป็ขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังมากแม้แต่ตระกูลใหญ่ทั้งสี่ของเมืองหนานกงก็ยังมิกล้ายุ่งเกี่ยวกับสมาคมตระกูลเจียว
จิวเฉินเดินไปตามถนนซึ่งมีผู้คนสัญจรไปมามากมายมิมีผู้ใดสนใจเขาแม้แต่น้อย ด้วยเสื้อผ้าที่เข้าสวมใส่และถุงดำที่แบกไว้ที่หลังทำให้ผู้คนมองจิวเฉินมิต่างจากขอทานสักเท่าใด
พอจิวเฉินเดินมาเรื่อยๆเขาก็เดินเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่งและเริ่มใช้ทักษะระดับสูงที่เรียกว่า 'ทักษะเงาลวง' มันทำให้ใบหน้าของเขาจากเด็กหนุ่มผู้มีอายุสิบห้าปีกลายเป็ชายวัยกลางคนอายุสามสิบปีในทันที ผมยาวรุงรังรวบไว้ด้วยหลังอย่างลวกๆ ใบหน้าธรรมดามีแผลเป็ที่หว่างคิ้วเป็แนวยาวดวงตาดูคมกริบน่าหวาดกลัว ส่วนสูงของเขาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน รูปร่างจากเด็กน้อยกลายเป็มีร่างกายกำยำสมส่วนเต็มไปด้วยมัดกล้ามในทันที
จิวเฉินในมาดชายวัยกลางคนเดินต่อไปเพื่อไปยังสมาคมการค้าตระกูลเจียวที่เขาต้องทำเช่นนี้เพราะกลัวว่าหากเด็กน้อยอายุสิบห้าปีเอาสมบัติมากมายขนาดนั้นไปขายคงถูกหาว่าขโมยมาเป็แน่แท้ หรือไม่ก็อาจจะเป็ที่เพ่งเร่งให้ถูกขโมยก็เป็ได้
เดินมาไม่นานจิวเฉินก็พบกับร้านค้าแห่งหนึ่งมันมีขนาดใหญ่เป็อย่างมากสร้างจากไม้ชั้นดีตกแต่งอย่างสวยงามมันมีทั้งหมดสี่ชั้น ตรงประตูทางเข้ามีป้ายขนาดใหญ่สลักตัวหนังสือไว้ว่า'สมาคมการค้าตระกูลเจียวสาขาเขตใต้'
จิวเฉินสืบเท้าเดินไปเพื่อเข้าไปด้านในทว่ายามสองคนซึ่งเฝ้าอยู่หน้าประตูพวกมันก็เห็นชายวัยกลางคนผู้นี้มิต่างจากขอทานเท่าใดพวกมันทั้งสองจึงคิดว่าจิวเฉินมาขอทานที่สมาคมการค้าตระกูลเจียวแห่งนี้แน่นอน
"เฮ้ย! น้องชายถ้าคิดจะมาขอทานล่ะก็รีบใสหัวไปซะ!มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน!"
"ใช่รีบใสหัวไป! ไอ้ขอทาน!"
ยามสองคนเดินเข้ามาขวางจิวเฉินไว้พร้อมทั้งพูดอย่างดูิ่ว่ากล่าวต่อจิวเฉินผู้คนรอบข้างที่สัญจรไปมาอีกทั้งคนที่มาใช้บริการสมาคมการค้าล้วนหยุดมองเพียงชั่วครู่เมื่อพวกเขาเห็นเป็ขอทานผู้หนึ่งจึงมิได้สนใจอันใดอีกต่อไป
____________________________________________________________________
บทที่3.3 ทำการค้า
จิวเฉินเลิกคิ้วขึ้นสูงจ้องมองยามสองคนที่มาขวางเขาไว้ด้วยััจากประสบการณ์ในยุคาของเขาสามารถบอกได้เลยว่ายามสองคนนี้อยู่ระดับสี่ของเขตแดนมนุษย์ซึ่งหากเขาเอาจริงในตอนนี้คงพอต่อกรกับพวกมันได้บ้าง แต่จิวเฉินในตอนนี้มิค่อยอยากทำตัวเด่นสักเท่าใดนัก
"ข้ามาทำการค้ากับสมาคมการค้าตระกูลเจียว!"
จิวเฉินพูดออกมาด้วยใบหน้านิ่งเรียบมิสนใจคำขู่ของพวกยามแม้แต่น้อยยามสองคนพลันะเิเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา พวกมันมิคิดเลยว่าขอทานผู้นี้จะโกหกได้ห่วยแตกเช่นนี้
"ฮ่าฮ่าฮ่า! มาทำการค้ากับสมาคม? เฮอะๆเ้าไปหลอกเด็กอายุสามขวบเถอะ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! น่าขันยิ่งนักขอทานจะมาทำการค้า ฮ่าฮ่าฮ่า!ไปๆรีบใสหัวไป!"
"ข้ามาทำการค้ากับสมาคมการค้าตระกูลเจียว! พวกเ้ามิได้ยินรึ?"
จิวเฉินส่งสายตาดุร้ายมองพวกยามทั้งสองด้วยใบหน้าที่มีแผลเป็ตรงหางตาเป็ทางยาวและดวงตาอันน่ากลัวทำให้เหล่ายามพลันหยุดหัวเราะพวกมันตั้งท่าเตรียมต่อสู้กับจิวเฉิน แต่เมื่อพวกมันจ้องมองไปยังดวงตาของจิวเฉินร่างของพวกมันทั้งสองล้วนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ปรากฏเม็ดเหงื่อบนแผ่นหลังของพวกมันจนเปียกโชก
เพราะสิ่งที่มันพวกมันทั้งสองเห็นในดวงตาคู่นั้นคือความกระหายเือันน่าสยดสยองชนิดที่ว่าพวกมันมิเคยพบเคยเจอมาก่อนในชีวิตนี้ อีกทั้งยังััได้ถึงรังสีฆ่าฟันอันน่าหวาดหวั่นและสยดสยองกว่าในดวงตาคู่นั้นอีก
"ข้าบอกว่าข้ามาทำการค้ากับสมาคมการค้าตระกูลเจียวหลีกทางไปมิเช่นนั้น...เหอะๆ!"
จิวเฉินหลังจากให้พวกมันได้ััจิตสังหารของผู้เป็อันดับหนึ่งแห่งยุคาแล้วก็เริ่มขู่พวกมันด้วยคำพูดสองยามมิกล้าพูดคำใดออกมาอีกแม้เพียงครึ่งคำ พวกมันทั้งสองต่างหลีกทางให้แก่จิวเฉินอย่างรวดเร็วในทันที
จิวเฉินพลันสืบเท้าเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็วพอพ้นบานธรณีประตูมา ภายในของสมาคมการค้าตระกูลเจียวนั้นถูกตกแต่งอย่างสวยงามวิจิตราด้านในมีคนอยู่เล็กน้อยเป็พวกลูกค้าที่มาหาเลือกซื้อของ
มีพนักงานต้อนรับเป็หญิงสาวอายุสิบแปดปีนางหนึ่งใบหน้าของนางนั้นขาวเนียนสวยงาม ดวงตาสีดำท่อประกายน้ำตาลอ่อนๆ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้ด้วยปิ่นปักผมนางสวมชุดสีม่วงนับเป็สาวงามคนหนึ่งเลยทีเดียว จิวเฉินมองดูนางเล็กน้อยเขาก็รู้ได้ในทันทีว่าหญิงสาวนางนี้อยู่ระดับเขตแดนิญญาขั้นสอง
'อืม...ยุคสมัยนี้พลังเพียงเท่านี้นับว่าเหมาะสมถึงจะเทียบมิได้กับยุคาของข้าก็ตาม'
เมื่อหญิงสาวเห็นจิวเฉินเข้ามาข้างในสภาพของเขามิต่างจากขอทานเท่าใดทำให้นางขมวดคิ้วอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินเข้ามาหาจิวเฉิวด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
"มิทราบคุณชายท่าน มาซื้อหรือมาขายเ้าค่ะ"
"ข้ามาขาย"
หลังจากซุ้มเสียงอันไพเราะของหญิงสาวพูดถามจิวเฉินก็ตอบกับด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย หญิงสาวรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างแต่เมื่อเห็นถุงสีดำที่จิวเฉินแบกอยู่ก็มิได้สนใจอันใดอีก
"เช่นนั้นรบกวนคุณชาย ตามเฟิ่งอี้มาเลยเ้าค่ะ"
จิวเฉินเดินตามหลังหญิงสาวนามเฟิ่งอี้ไปเพียงก้าวไม่ถึงยี่สิบก้าวเฟิ่งอี้ก็พาจิวเฉินมาถึงหน้าโต้ะไม้ยาวซึ่งมีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ ชายชรากวาดสายตามองจิวเฉินที่อยู่ในร่างชายวัยกลางคนอยู่ครู่หนึ่ง
"ผู้จัดการเจียวหวง คุณชายท่านนี้บอกว่ามีของจะมานำเสนอขายเ้าค่ะ"
"โอ้ว?"
ชายชราพูดออกมาอย่างแปลกใจก่อนจะหันไปมองจิวเฉินอีกครั้งจิวเฉินมองสำรวจชายชราอยู่ชั่วครู่มันก็ทำให้เขาได้รู้ว่าชายชรานามเจียวหวงผู้นี้ไม่ธรรมดาเพราะเจียวหวงนั้นอยู่ในระดับสามของเขตแดน์!! ระดับเขตแดน์ขั้นต้น!
"มิทราบว่าท่านลูกค้ามีสิ่งใดมานำเสนอขายรึ?"
ปั้งง!!
จิวเฉินโยนถุงสีดำลงบนโต้ะไม้อย่างแรงโดยมิมีการเกรงใจหรืออะไรทั้งสิ้นชายชราขมวดคิ้วแน่นจ้องมองไปยังจิวเฉินอย่างขุ่นเคืองเล็กน้อย เฟิ่งอี้ก็ดูจะใกับการกระทำอันไร้มารยาทของชายวัยกลางคนเหมือนขอทานผู้นี้มิน้อยเช่นกันแต่เจียวหวงก็ระงับอารมณ์ไว้และเริ่มคว้าจับไปที่ถุงสีดำ ทันทีที่ััเขารู้ได้เลยว่ามันทำมาจากขนวิหคทมิฬพอเปิดออกชายชราก็ต้องตกตะลึงเล็กน้อย
"หะ..หินผลึกิญญาแถมยังมีถึงสามสิบก้อน...อีกทั้งยังมีของมีค่าจำพวกทองคำบริสุทธิ์มากมาย"
เจียวหวงพูดออกมาอย่างตกตะลึงเล็กน้อยสิ่งที่มันตกตะลึงนั่นย่อมเป็ทองคำบิรสุทธิ์จำนวนมากมายและหินผลึกิญญาสามสิบก้อนแน่นอนเฟิ่งอี้ที่อยู่ข้างๆจิวเฉินหัวควับมามองเขาอย่างตกตะลึงทันที หินผลึกิญญานั้นหากสัตว์อสูรที่อยู่ระดับเขตแดนิญญามิตายล่ะก็จะมิสามารถได้มาเด็ดขาดแม้จะสังหารมันก็ตามที หนำซ้ำยังมีทองคำบริสุทธิ์ที่หาได้เฉพาะในวิหารโบราณอีก
'ชายคนนี้ไม่ธรรมดาเขาสามารถหาสัตว์อสูรระดับิญญาที่ตายไปได้มากมาย อีกทั้งยังได้ทองคำบริสุทธิ์จำพวกนี้มาอีกชายคนนี้ต้องเข้าไปยังวิหารโบราณเป็แน่'
เจียวหวงจ้องมองหน้าของจิวเฉินอย่างไม่วางตาทันทีที่สายตาของชายชราสบกับดวงตาอันน่ากลัวของจิวเฉินนั้น มันทำให้ร่างของชายชราผู้อยู่ระดับสามเขตแดน์ต้องสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวขนทั่วทั้งตัวของชายชราต่างรุกขึ้นอย่างพร้อมเพียง
'ระดับของเขาอยู่ที่เขตแดนใดกัน?เหตุใดความกระหายเืและรังสีฆ่าฟันถึงน่าสยดสยองถึงเพียงนี้!'
เจียงหวงต้องหลั่งเหงื่อบนแผ่นหลังจนเปียกโชกชายชราผู้เคยสู้กับสัตว์อสูรมามากมายอีกทั้งยังสังหารคนไปมิน้อย เคยพบเจอจิตสังหารมาก็มากแต่จิตสังหารที่อยู่ตรงหน้าชายชราตอนนี้นั้น ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวไปจนถึงขั้วกระดูกเลยทีเดียว
จบบทที่3