เช้าวันรุ่งขึ้น…
เด็กหญิงวัยสี่ขวบลืมตาตื่นด้วยอาการวิตกกังวลปากเล็ก ๆ ของนางบิดคว่ำคล้ายจะร้องไห้ ดวงตากลมโตดุจหงสาพยายามชำเลืองมองไปโดยรอบ ซือฉุยไม่พบใครเลยท่านอาจ้วนไม่ได้เข้ามาปลุก ท่านพ่อก็ไม่ได้นอนอยู่ข้างตัว
ทุกคนหายไปไหนกันหมด!
เ้าลูกเต่าเริ่มหัวใจว้าวุ่นและคิดฟุ้งซ่านนางไม่อยากถูกทิ้งอีกแล้ว เมื่อวานนี้ท่านลุงใต้เท้าเหวิน…ไม่สิ...ในเมื่อประทับตราลงบนหน้าผากของคนผู้นั้นแล้ว เท่ากับว่าซือฉุยเลือกแล้วเช่นนั้นซือฉุยต้องเรียกท่านลุงใต้เท้าเหวินว่าท่านพ่อถึงจะถูก
"เมื่อวานนี้ท่านพ่อบอกว่าไม่ยอมรับซือฉุยเป็บุตรสาวและไม่้าซือฉุย หรือว่าท่านพ่อทิ้งซือฉุยไปแล้ว!"
พอคิดว่าตัวเองกำลังจะถูกทิ้งซ้ำสองหยาดน้ำตากลมโตก็ไหลสะบั้นออกจากม่านตาราวฝนห่าใหญ่
ซือฉุยรีบพาตัวเองลงจากเตียงนอนแล้ววิ่งปร๋อไปสำรวจหลังม่านกั้นซึ่งเป็มุมแต่งตัว จากนั้นวิ่งตรงไปเกาะขอบหน้าต่างเพื่อให้แน่ใจว่าท่านพ่อไม่ได้ทิ้งซือฉุยไป ถ้าท่านพ่อยังอยู่เ้าเฟิงเฮยจะต้องอยู่ในคอก แต่นี่!!! ไม่พบเ้าเฟิงเฮย
แย่แล้ว…ทุกคนทิ้งซือฉุยไปแล้ว...
เด็กหญิงวัยสี่ขวบทิ้งก้นลงบนพื้นไม้เย็นๆ มือเ้าเนื้อสองข้างขยี้ตาถี่ ๆ ปากอวบอิ่มของนางอ้ากว้างพร้อมกับเปล่งเสียงอันส่งพลังออกมาโดยไม่สนว่าเสียงร้องไห้แจจะดังไปรบกวนใครหรือไม่ วินาทีนี้นางรู้เพียงแต่ว่านางเสียใจยิ่ง
ทว่าไม่นาน ฝีเท้าของใครบางคนก็เดินเข้ามาในห้องนอน…
ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้างเมื่อเห็นคนผู้นั้นเป็ท่านพ่อของซือฉุยนี่เอง เด็กน้อยงึมงำในลำคออันตีบตันจากนั้นหยัดก้นกลมกลึงพาร่างอ้วนท้วนลุกขึ้นยืนแล้วโผกอดหน้าขาของผู้บัญชาการหนุ่ม ปากเล็ก ๆของนางกำลังท่องบทสวดมนต์อะไรอยู่ก็ไม่ทราบ
“ท่านพ่อจะทิ้งข้าหรือซือฉุยไม่ยอมเด็ดขาด ซือฉุยไม่อยากถูกทิ้งอีกแล้ว”
เหวินวั่งซูย่นคิ้วเล็กน้อยก่อนจะย่อตัวลงกึ่งหนึ่งเพื่ออุ้มเด็กขี้โวยวายขึ้นพาดบ่า
“เป็บุตรสาวข้าทั้งทีจะขี้แยอย่างนี้นะหรือ?”
น้ำเสียงแหบพร่าบ่งบอกว่ารำคาญเ้าลูกเต่าไม่ใช่น้อยแต่ถึงกระนั้นคนหน้าตายก็ยังอุตส่าห์เคลื่อนมือซ้ายขึ้นมาลูบหัวทุยของซือฉุยมากถึงสามครั้งนี่อาจไม่ได้ทำให้เ้าซือฉุยเลิกงอแง เพียงแต่คำเรียกที่เหวินวั่งซูใช้แทนสถานะเมื่อครู่ทำให้เด็กหญิงหัวใจพองโตขึ้นมาง่าย ๆ
“บุตรสาวหรือ?ท่านยอมรับซือฉุยเป็บุตรสาวแล้วจริงหรือ?”
เด็กหญิงนิ่งชะงักไปจังหวะหนึ่งก่อนจะนาบสองอุ้งมือน้อย ๆ โอบแก้มของคนตรงหน้าไว้แแ่นางเขย่าหลายทีเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ เห็นอย่างนี้วั่งซูนึกอยากตำหนินางที่เอาแต่ส่งเสียงโวยวายอยู่ได้ พอเอาเข้าจริง ๆ ก็ทำไม่ลงอยู่ดียิ่งได้เห็นน้ำตาก้อนกลมที่เกาะพราวอยู่บนแพขนตาหนา ๆ ของนางยิ่งทำให้พ่อคนตัวใหญ่ใจเหลวไม่เป็ท่า
“สะสางงานราชการเสร็จแล้วพวกผู้ร้ายที่ลอบขนเกลือเถื่อนข้ามแดนก็กวาดล้างได้แล้วอีกอย่างไม่กี่วันข้างหน้าคณะทูตจะเดินทางมาเยือนเมืองหลวงในฐานะผู้บัญชาการใหญ่ของสำนักกลาโหม ข้าจำเป็ต้องรีบกลับไปรับรองแขกจากต่างแดน”
วั่งซูพยายามอธิบายเหตุผลให้ซือฉุยฟังแล้วยังอธิบายอีกว่าเมื่อครู่นี้ตนแค่ออกไปสะสางเื่เหม็นโฉ่ของโรงม้าเมิ่งเข่อเท่านั้นเห็นซือฉุยนอนหลับน้ำลายยืดทั้งยังส่งเสียงกรนเล็ก ๆ จึงไม่อยากปลุกรอเวลาที่ซือฉุยตื่นนอน เวลานั้นถึงจะเป็เวลาออกเดินทางที่แท้จริง
“ท่านจะพาซือฉุยกลับเมืองหลวงใช่หรือไม่?”
เด็กหญิงเอียงคอถามด้วยเสียงเจื้อยแจ้วก่อนจะแหมะแก้มที่พองโตเหมือนซาลาเปานึ่งสุกใหม่ลงไปซบบนหัวไหล่ของขุนนางหนุ่มอย่างออดอ้อนนางพยายามทำตัวน่ารักน่าชังที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะซือฉุยรู้ดีว่า...ตนเองไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของท่านพ่อ หากซือฉุยทำตัวไม่ดีท่านพ่ออาจปลดซือฉุยลงจากตำแหน่งบุตรสาวก็ได้
“ข้ารับปากเ้าแล้วว่าจะช่วยเ้าตามหามารดา ย่อมไม่คืนคำแน่นอนเพียงแต่ว่า่นี้ข้ามีภารกิจสำคัญกว่าที่ต้องทำแต่วางใจได้เื่ตามหามารดาของเ้าข้าล้วนไม่เพิกเฉยระหว่างนี้จะให้เจ๋อหร่านสืบหาข้อมูลไปพลาง ๆ”
ซือฉุยฉีกยิ้มยินดีทั้งที่น้ำมูกยังเปื้อนอยู่นางไม่สนหรอกว่าใบหน้าของนางจะมีสิ่งแปลกปลอมปนเปอยู่นางสนแค่ว่าท่านพ่อน่ารักเพียงนี้ อย่างไรก็ต้องมอบรางวัลให้ท่านพ่อ
หมับ~
ทันทีที่ปลายจมูกเล็ก ๆขโมยหอมแก้มท่านพ่อฟอดใหญ่น้ำมูกเหนียวของเด็กหญิงก็ป้ายอยู่บนแก้มของขุนนางหนุ่มด้วยเช่นกันหากไม่ติดว่านางเป็แค่เด็กสี่ขวบที่ไม่รู้ประสีประสา เขาจะหักคอนางเดี๋ยวนี้!
“เอาล่ะ!จงรีบล้างหน้าล้างตาให้สะอาด พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”
ชายหนุ่มรูปงามงอปลายนิ้วเคาะบนลานหน้าผากกว้างของซือฉุยไปครั้งหนึ่งแล้ววางนางลงให้เท้าแตะพื้น จากนั้นเท้าเล็ก ๆ ของนางก็วิ่งรัวเร็วไปหลังฉากกั้นที่มีถังน้ำตั้งอยู่นางใช้น้ำในนั้นล้างหน้าล้างตาพอลวก ๆ สลับกับวิ่งออกมาสังเกตการณ์อยากรู้ว่าท่านพ่อยังยืนอยู่ที่เดิมหรือไม่? กลัวท่านพ่อหนีไป!
“เร็วเข้าอย่าคิดถ่วงเวลา ข้าไม่หนีเ้าไปไหนหรอก แต่ขืนยังชักช้าอยู่อีก ไม่แน่ข้าอาจจะทิ้งเ้าไว้ที่นี่จริงๆ ก็ได้”
ว่าไว้อย่างนั้นเหวินวั่งซูก็แอบยิ้มมุมปากเมื่อเห็นสีหน้าร้อนรนของเด็กหญิงเขานึกเอ็นดูนางที่กินเก่ง นอนก็เก่ง หนำซ้ำยังร้องไห้เก่งอีกด้วยแต่เดิมไม่อยากแต่งงานมีบุตร เพราะไม่อยากมีภาระผูกพันกับผู้ใดอีก ส่วนหนึ่งเป็เพราะเคยผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ในปีนั้น
แต่ทว่าเด็กน้อยซือฉุยกลับเป็หัวผักกาดก้อนโตที่เข้ามาในชีวิตของขุนนางหนุ่มโดยบังเอิญและทำให้กิจวัตรประจำวันของวั่งซูดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
ด้วยจิตใจที่โอนอ่อนต่อคนรุ่นเยาว์ทำให้เขาไม่อาจเพิกเฉยแล้วปล่อยนางไว้ที่นี่ตามลำพังได้ด้วยเหตุนี้เหวินวั่งซูจึงต้องพานางกลับเมืองหลวงด้วยกัน
.
..
ยามเฉินสองเค่อ...
รถม้าคันเล็กออกเดินทางโดยมีอาชางามนามว่าเฟิงเฮยเดินย้ำเท้าอยู่เบื้องหน้าคนคุมบังเหียนทั้งอาจหาญและโอ่อ่าไม่ต่างจากม้าตัวงามส่วนม้าอีกสองตัวที่ขนาบอยู่ด้านข้างทั้งซ้ายและขวาคือม้าของท่านอาจ้วนกับม้าของพี่ชายอันเฉิง
ซือฉุยนั่งเกยคางอยู่บนกรอบหน้าต่างของกระโจมรถม้าอย่างเฝ้ารอนางตื่นตาตื่นใจเหลือเกินที่จะได้ไปเยือนเมืองหลวงในใจดวงน้อยของซือฉุยอยากให้เดินทางไปถึงเมืองหลวงเร็ว ๆซือฉุยเคยได้ยินผู้คนในหัวเมืองซานลู่พูดว่า เมืองหลวงคือสถานที่อโคจรมีทั้งนักฆ่า ขุนนางชั่วช้า โจรเถื่อน และพวกพ่อค้าหน้าเืทั้งยังมีคำเตือนที่บอกว่า เมืองหลวงคือที่ที่อันตรายที่สุดหากรักชีวิตอย่าคิดไปที่นั่น
ทว่าด้านหนึ่งกลับมีคนบอกว่าเมืองหลวงไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
นั่นเป็เพราะแผ่นดินแห่งจิ้งโจวในต้าหนานผลัดเปลี่ยนาาพระองค์ใหม่แล้วแผ่นดินที่กว้างใหญ่ผืนนั้นจึงไม่ใช่สถานที่อัปมงคลอีกต่อไปทั้งยังมีคนบอกอีกว่าขุนนางชั่วช้าถูกวีรบุรุษเกราะดำผู้สวมหน้ากากผีกวาดล้างหมดแล้วจะมีก็แต่พวกแก่หงำเหงือกที่จวนจะสิ้นอำนาจบารมีก็เท่านั้น
ซือฉุยรับฟังแค่ผ่าน ๆล้วนไม่มีความเห็นกับสิ่งนี้ แต่พอได้พบเจอกับท่านพ่อคนใหม่กลับทำให้ในหัวของซือฉุยคำนึงว่าเมืองหลวงดูน่าสนใจขึ้นมา ท่านพ่อเก่งกาจท่านอาจ้วนก็เก่งกาจ นั่นเท่ากับว่าเมืองหลวงเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยคนที่เก่งกาจซือฉุยตั้งมั่นกับตัวเองไว้ตั้งนานแล้วว่าจะเป็บุตรสาวที่เก่งกาจให้ท่านแม่ภูมิใจ
ครั้นเดินทางไปถึงเมืองใหญ่ซือฉุยจะชื่นชมความงามของมันให้หนำใจ และจะหาสหายจากเมืองหลวงให้ได้มาก ๆจากนั้นซือฉุยจะเรียนรู้ความเก่งกาจจากพวกเขา!