บทที่ 20 นามของนางคือจ้าวซินเยว่
“ตื่นเต้นหรือไม่”อู่หงถิงที่นั่งรออยู่ที่ศาลาเอ่ยถามสองสาวสวยที่ออกงานสังคมในเมืองหลวงครั้งแรกและเป็งานสังคมครั้งแรกของ
จ้าวซินเยว่
“หากกล่าวว่าไม่ตื่นเต้นก็คงจะโกหก”จ้าวอี้หยางตอบอย่างฉลาด นางไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนั้นตอนอยู่เมืองเว่ยล้วนออกงานสังคมแทบจะทุกงานในฐานะลูกสาวท่านเ้าเมืองแต่จะให้กล่าวว่าไม่ตื่นเต้นก็ดูจะไม่งามนัก
สิ่งที่ทุกคนต้องแปลกใจแม้แต่คนที่มาด้วยกันคือท่าทางการเดิน มารยาทและการแสดงออกของจ้าวซินเยว่ล้วนอยู่อย่างพอเหมาะพอควรไม่เหมือนคุณหนูที่ไปเติบโตที่อยู่ห่างไกลนั่น
ต้องขอบคุณประสบการณ์ชีวิตครั้งเก่าที่ทำให้นางใจเย็นจ้าวซินเยว่คิดกับตัวเองเช่นนั้น
“วันนี้พวกเ้าทั้งสองคนงดงามมากไม่เสียแรงที่ท่านแม่ให้ช่างมาตัดชุดให้พวกเ้าโดยเฉพาะ”อู่หงถิงแสดงความสนิทสนมทันที
ทางด้านอู่หงถิงที่มองจ้าวซินเยว่ด้วยายตาภาคภูมิใจอย่างไม่ปิดบังจ้าวซินเยว่ช่างเป็สตรีที่งดงามตามที่คาดเอาไว้นับว่าไม่เสียแรงที่นางหมายตาเด็กสาวผู้นี้ให้กับลูกชายตัวดีของนางทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ถูกตาต้องใจไปหมดจนรู้สึกอยากเร่งให้ลูกชาย ไม่สิ ต้องให้พี่ชายของนางเร่งประทานสมรสพระราชทานให้เร็วสักหน่อยไม่งั้นพวกฮูหยินทั้งหลายคงได้แห่ไปสู่ขอเป็แน่
ส่วนจ้าวอี้หยางก็งดงามไม่แพ้กันเกรงว่าหลังจบงานนี้รุ่ยอ๋องคงนั่งไม่ติดเสียแล้วคงต้องพูดกล่าวสู่ขออย่างเป็ทางการแต่บุรุษผู้นั้นช่างโชคร้ายที่เกิดมาเป็ลูกชายของเสิ่นฮองเฮาผู้นั้นเกรงว่าเส้นทางรักจะไม่ราบรื่นเช่นนั้น
“ล้วนเป็ความเมตตาของไทเฮากับพิงจิ่งกงจูเ้าค่ะ”จ้าวซินเยว่กล่าว
“เช่นนั้นก็แยกย้ายกันไปนั่งที่นั่งของตัวเองเถิดจ้าวอันหราน เ้ามานั่งสนทนากับข้าเถอะ ข้าอยู่ท่ามกลางพวกองค์หญิงท่านหญิงอึดอัดจะแย่”
“ข้าก็ท่านหญิงผู้หนึ่งนะเ้าคะ”จ้าวอันหรานพูดหยอกล้ออีกฝ่าย ทำให้อู่หงถิงขมวดคิ้วทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอแต่ก็จับมือของจ้าวอันหรานจูงไปนั่งยังที่นั่งของตัวเองอยู่ดี
ที่นั่งที่ลานการแสดงนั้นจะถูกแบ่งออกตามยศตำแหน่งโดยแบ่งตามตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดของผู้ชายหรือนายใหญ่ของแต่ละบ้านยกเว้นแต่สตรีที่มียศสูงกว่าก็จะถูกแบ่งตามสตรีให้นั่งแยกตามความประสงค์ที่แจ้งเอาไว้
วันนี้อู่หงถิงมาเพียงลำพังนางจึงแจ้งจะนั่งในตำแหน่งของลูกชายซึ่งอยู่รองลงมาจากพวกสนม และองค์หญิงองค์ชายในฝ่าาต่างๆแต่ก็ไม่ได้หลุดจากที่นั่งของเชื้อพระวงศ์เพราะเฉินจือหานก็มียศตำแหน่งเป็องค์ชายคนหนึ่งเช่นกันหากแต่เป็สิ่งที่คนหลายคนอาจจะลืมไปแล้ว
อันที่จริงอู่หงถิงจะไปนั่งร่วมกับไทเฮาหรือฮองเฮาก็ยังได้แต่นางเบื่อปั้นหน้าตรงนั้น จึงมานั่งตรงนี้สบายใจกว่า
เช่นเดียวกับตระกูลจ้าวที่ถูกจัดให้นั่งอยู่ในกลุ่มฮูหยินและขุนนางระดับเดียวกับจ้าวหานที่ยามนี้ออกไปสนทนากับขุนนางคนอื่นๆสตรีทั้งสามจึงเตรียมตัวแยกออกไป
“จ้าวซินเยว่”อู่หงถิงร้องเรียกร่างเล็ก หญิงสาวผู้ถูกเรียกหันไปตามเสียงทันที“เ้าไปกับพวกข้าเถิด ไปดูแลแม่ของเ้าไงทางหลี่หลินให้จ้าวอี้หยางไปคนเดียวก็ได้”
ใบหน้าสวยมองใบหน้าของมารดาที่ยกยิ้มและพยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้ถึงจะบอกว่าไม่เหมาะสม หากแต่อู่หงถิงผู้นี้พูดออกมาแล้ว ยังไงก็ต้องไปนั่งด้วยกันพิงจิ่งกงจูเอาแต่ใจถึงเพียงนี้ นางไม่ลืมหรอก
เมื่อได้รับคำอนุญาตหญิงสาวจึงเดินตามผู้ใหญ่ทั้งสองไปยังที่นั่งแทบเชื้อพระวงศ์ที่มีที่นั่งกว้างกว่าตรงขุนนาง
ร่างเล็กกำลังจะลงไปนั่งที่ของบ่าวแต่ก็ถูกอู่หงถิงดุเข้าจนได้สตรีสูงศักดิ์จ้องหน้าจ้าวซินเยว่ให้มานั่งข้างๆ นางอีกฝั่งที่ว่าง บนแท่นแม้จ้าวซินเยว่จะอึดอัด แต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี
ภาพความสนิทสนมของพิงจิ่งกงจูและท่านหญิงเจี่ยลี่อยู่ในสายตาทุกคู่ที่มายังสถานที่แห่งนี้เรียกได้ว่าภรรยาของขุนนางที่อยูในเมืองหลวงล้วนเห็นมัน ทำให้เกิดบทสนทนามากมายแม้แต่ฮูหยินของขุนนางยุคใหม่ๆต้องมาไล่เรียงถามว่าสตรีที่นั่งคู่กับพิงจิ่งกงจูผู้นั้นคือใครกันแน่
เื่ที่ถูกลืมเลือนตามกาลเวลาก็ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดอีกครั้งอย่างเงียบๆ
“คุณหนูเ้าคะทำเช่นนั้นไม่ใช่ว่าพิงจิ่งกงจูกับท่านหญิงเจี่ยลี่กำลังหักหน้าตระกูลหลิวอยู่หรอกหรือ”บ่าวขั้นหนึ่งที่เป็บ่าวประจำตัวของหลิวลู่เสียนนามว่าเสี่ยวเซียวเอ่ยถามผู้เป็นายด้วยน้ำเสียงที่แสดงความไม่พอใจอย่างมาก
“ท่านหญิงเจี่ยลี่ไม่เท่าไหร่สตรีนางนั้น จ้าวซินเยว่ นางมีสิทธิ์อะไรไปนั่งตรงนั้นนางไม่ได้เป็สะใภ้สักหน่อย” เสิ่นอ้ายไม่พอใจ ส่วนหลิวลู่เสียนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเ็าตัวนางไม่ได้อิจฉาที่จ้าวซินเยว่ใกล้ชิดสนิทสนมกับมารดาผู้ให้กำเนิด สำหรับนางจ้าวอันหรานผู้นั้นไม่ใช่มารดาของนางนานแล้วไม่ว่าเหตุผลอะไรอีกฝ่ายก็ทิ้งนางแล้วหนีหายไปทว่ากับเื่จ้าวซินเยว่อยู่ตรงนั้นมันต่างกัน
ใครๆก็รู้ว่านาง หลิวลู่เสียนนั้นเป็สตรีอันดับหนึ่งไม่มีสอง ทั้งใบหน้า รูปร่าง ฐานะและความเพรียบพร้อมในฐานะสตรี ทว่าการปรากฏตัวของสตรีตระกูลจ้าวกลับทำให้นางมีคู่แข่งที่ร้ายกาจทันทีจะจ้าวอี้หยางก็ดี จ้าวซินเยว่ก็ดี ล้วนขัดหูขัดตาไปหมด
โดยเฉพาะนังน้องสาวผู้นั้น! นางชมชอบแม่ทัพเฉินมาั้แ่ยังไม่มียศใดจนมาเป็แม่ทัพ อู่หงถิงไม่เคยชายตามองนางให้ลูกชายตัวเลยสักครั้งแต่กับนังน้องสาวผู้นั้น กลับเรียกให้ไปนั่งตำแหน่งสะใภ้ั้แ่ยังไม่ได้แต่ง!
สตรีที่จะได้ขึ้นเกี้ยวแดงแปดคนหามแต่งเข้าจวนแม่ทัพ ได้นั่งตำแหน่งสะใภ้เอกแห่งจวนเฉินเป็ฮูหยินเอกที่งดงามเป็อันดับที่หนึ่งของแม่ทัพได้เป็ภรรยาที่ใครต่างก็ต้องอิจฉาและสตรีทั่วแคว้นจำต้องมองนางอย่างตาร้อนควรจะเป็นาง นางเท่านั้น! คนอื่นไม่มีสิทธิ์! แม้แต่คนที่อู่หงถิงเลือก!
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เ้าคะคุณหนู” เสี่ยวเซียวกระซิบข้างหูเ้านายสองสามประโยครอยยิ้มของหลิวลู่เสียนผุดขึ้นมาอย่างพอใจ มือบางยกถ้วยน้ำชายกมาจิบอย่างสบายใจ
“ไปจัดการให้ดีล่ะข้าก็อยากรู้เหมือนกัน สตรีจากบ้านนอกคอกนา จะมีปัญญาแค่ไหนกันเชียว”
... ... ...
ขันทีประกาศการมาถึงของรุ่ยอ๋องและแม่ทัพเฉินจือหานที่พ่วงตำแหน่งเป้ยเล่อตำแหน่งองค์ชายชั้นสามที่รองจากองค์ชายสายตรงเท่านั้นซึ่งตำแหน่งนี้ได้มาจากความโปรดปรานที่ฝ่าามีต่อมารดาแต่เดิมทีญาติสตรีแต่งออกลูกที่เกิดมาย่อมมียศเป็เพียงองค์ชายหรือท่านชายทั่วไปไม่ได้ยิ่งใหญ่เช่นนี้
บุรุษทั้งสองเดินเข้ามาในงานอย่างสง่างามบรรยากาศรอบข้างของทั้งสองคนแตกต่างกันทว่าความรูปงามของทั้งสองคนกินกันไม่ลงทีเดียว
หนึ่งคนงดงามในอาภรณ์สีน้ำเงินเช่นบัณฑิตให้ความรู้สึกคล้ายเทพเซียนบน์อีกบุรุษดูท่าทางหนักแน่นกว่าร่างกายกำยำในอาภรณ์สีดำสนิทให้ความรู้สึกสมกับเป็เทพาผู้หนึ่งของยุคนี้
รุ่ยอ๋องเดินผ่านที่นั่งของรองแม่ทัพก็ไม่ลืมยิ้มให้จ้าวอี้หยางและทักทายพี่ชายและพี่สะใภ้ของคนรักก่อนจะเดินไปนั่งที่ของตนเองส่วนเฉินจือหานเมื่อมาถึงที่ของตนเองกลับชะงักเล็กน้อยก่อนจะต่อไป
“คารวะรุ่ยอ๋องท่านแม่ทัพเ้าค่ะ” เสียงหวานกล่าวบางเบาพลางย่อเต็มขั้น รุ่ยอ๋องยกยิ้มรับเช่นเคยส่วนเฉินจือหานกลับมองด้วยสายตานิ่งอย่างที่ไม่เคยและท่าทางนั้นก็ทำให้อู่หงถิงพอใจมากทีเดียว
ไอ้ลูกชายเห็นหรือยังว่านางงดงามเพียงใด!และที่นี่ก็มีบุรุษที่พร้อมเป็คู่แข่งแย่งชิงนาง!
“เหตุใดคุณหนูจ้าวถึงมาอยู่กับท่านอาเล่ามิใช่ว่าท่านพานางมาแกล้งเล่นอีก” รุ่ยอ๋องกล่าวด้วยรอยยิ้มหยอกล้ออู่หงถิงได้ยินหลานชายตัวดีกล่าวเช่นนั้นก็ไม่รู้สึกโกรธพลันยิ้มเล็กน้อยอย่างร่าเริงจนรุ่ยอ๋องขนลุก
“ข้าจะรังแกอะไรคุณหนูจ้าวข้าให้นางมาปรนนิบัติข้ากับมารดาของนางเอง มารดาของนางนั่งอยู่ตรงนี้นางจะมาร่วมสนทนากับสหายของมารดามิได้จริงหรือไม่เพคะ ท่านอ๋อง”อู่หงถิงตอบกลับด้วยท่าทางปกติ พลางหันไปมองจ้าวซินเยว่ด้วยความเอ็นดู
“เช่นนั้นเองงั้นข้าต้องขอตัวก่อน เชิญท่านตามสบายเถิด” รุ่ยอ๋องเดินไปแล้วแต่เฉินจือหานยังอยู่ที่เดิมชายหนุ่มจ้องหญิงสาวที่กำลังลังเล
“นั่งลง”เฉินจือหานพูดกับจ้าวซินเยว่ที่กำลังจะก้าวออกจากตรงนั้นก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆหญิงสาวเงียบๆ
ตอนแรกก็ดีใจที่จะได้เจอนางในงานสังคมพอมาเจอจริงๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องนางออกงานสังคมเช่นนี้ก็เท่ากับบอกใครต่อใครว่านางงดงามแค่ไหนไม่ใช่หรือ?
เฉินจือหานรู้อยู่แล้วว่าจ้าวซินเยว่นั้นงดงามแต่นางในวันนี้มันมากเกินไปจริงๆ นางงดงามเกินไป! หากเป็เช่นนี้ ไม่ใช่ว่าบุรุษทั่วทั้งเมืองหลวงจะรุมเข้าหานางหรือยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด
ชายหนุ่มองหญิงสาวตัวเล็กด้วยท่าทางที่ดูไม่พอใจนักก่อนจะหันไปมองพวกบุรุษคนอื่นที่หันมามองนาง
ส่วนบุรุษคนอื่นที่มองจ้าวซินเยว่อย่างชื่นชมความงดงามยามที่แม่ทัพหันมามองกวาดด้วยสายตาดุดันต่างก็หลบหน้าหลบตากันหมดเพราะสายตานั้นมันสายตาของคนที่พร้อมจะฆ่าคนอื่นได้ทันทีเลย!
“ชาเ้าค่ะแล้วก็เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้ว บรรยากาศดีๆ เสียหมด”มือบางวางจอกชาของชายหนุ่มลงเบาๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงบางเบาแล้วก็หันหน้าหนีอย่างไม่สนใจ
“เพราะเ้านั่นแหละเหตุใดแต่งเสียงดงามปานนี้ ข้าจะหักคอผู้ชายทุกคนที่มาสู่ขอเลยคอยดู”
“เราไม่ได้เป็อะไรกันนะเ้าคะ”
สตรีผู้นี้ยั่วโมโหเก่งเหลือเกิน! ไม่ได้เป็งั้นหรือ? เดี๋ยวก็รู้ว่าเป็หรือไม่เป็!
… … …
ไม่นานนักขันทีก็ประกาศถึงการมาของเหล่าสนมของฮ่องเต้ ฮองเฮาและไทเฮาตามลำดับยามที่สตรีเหนือสตรีทั้งสองผู้คนต่างยืนขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียงจนไทเฮายกมือให้นั่งลงตามสบายดวงตาหงส์กวาดมองก็พบว่าอู่หงถิงนั่งอยู่กับจ้าวอันหราน โดยที่เฉินจือหานและจ้าวซินเยว่ก็นั่งอยู่ด้วยทำให้แปลกใจไม่น้อย แท้จริงหลานชายตัวดีก็ชมชอบคุณหนูจ้าวหรอกหรือ
“เริ่มงานเถอะ”ไทเฮาพูดเสียงไม่ดังมาเบาเพื่อเป็สัญญาณของการเริ่มงาน
เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงเหล่าผู้คนในงานเริ่มพูดคุยกันไปพลาง ชมการแสดงเบื้องหน้าไปพลางงานชมดอกไม้นี้มิใช่งานเพื่อชมดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิตามชื่อแท้จริงแล้วดอกไม้ที่เป็ชื่องานหมายถึงเหล่าสตรีชั้นสูงต่างหากเป็งานที่แม่สามีและคุณชายทั้งหลายจะได้เจอกับสตรีในห้องหอที่คัดเลือกมาอย่างดีเป็พิธีการเลือกคู่ครองอย่างหนึ่ง
งานดำเนินไปสักระยะหนึ่งฮองเฮาที่นั่งเงียบก็วางถ้วยชาลงก่อนจะหันไปยิ้มให้แม่สามีด้วยท่าทางสงบสมเป็ฮองเฮาผู้เป็แบบอย่างของสตรีทั้งแคว้น
แม้เื้ัจะแย่งชิงเพียงใดแต่ฉากหน้าก็ต้องเล่นบทละครแม่สามีและลูกสะใภ้ที่รักใคร่กัน
“เสด็จแม่เพคะอย่างไรวันนี้เหล่าคุณชายและคุณหนูก็รวมตัวกันมากขนาดนี้แล้วหากมีการแข่งขันความสามารถกันด้วย จะดีหรือไม่เ้าคะ” เสิ่นฮองเฮาเสนอแินี้ด้วยรอยยิ้มไทเฮาเองก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย อย่างไรนี่ก็เป็งานที่นางจัดเพื่อหนุ่มสาวเปิดโอกาสให้อีกสักหน่อยก็ไม่เลว
“เอาสิข้าอนุญาต”
สิ้นเสียงของไทเฮาเหล่าขันทีและนางกำนัลของฮองเฮาก็จัดการทำอย่างเสร็จสรรพด้วยเวลาไม่นานไทเฮาเห็นเช่นนั้นก็จับผิด
นางหงส์ที่มักจะอยู่สงบยามออกจากรังอย่างเสิ่นฮองเฮา ไม่เคยลงมือนอกรั้วของวังหลัง และงานสังคมทั่วๆไปด้วยมือของนางเอง แต่ครั้งนี้ช่างแตกต่าง
ในขณะที่ลานรื่นเริงให้เหล่าผู้มาร่วมได้รับชมศิลปะกำลังถูกแปลงโฉมให้เป็ลานเรียบๆมีเพียงนักดนตรีและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็สำหรับการแสดงทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว เสิ่นฮองเฮาสงบนิ่งมองทุกสิ่งอย่างอบอุ่นเหล่าสนมทั้งหลายต่างก็ไม่กล้าจะเอื้อนเอ่ยอันใดทั้งนั้น
อู่หงถิงปรายตามองพี่สะใภ้ผู้นี้เล็กน้อยก่อนจะหันไปมองจ้าวซินเยว่ด้วยใบหน้าอบอุ่นเช่นเดิมจ้าวซินเยว่นี่ก็กระไร ทำอันใดก็ถูกใจนางไปหมด เด็กคนนี้ช่างเอาอกเอาใจหยอกล้อคนมีอายุทั้งยังปรนนิบัติอย่างดีทั้งจ้าวอันหราน ทั้งนางและยังลูกชายของนาง แม้จะยังมีปากเสียงกันเล็กๆแต่มือบางก็ปรนนิบัติลูกชายนางไม่ขาด
“จ้าวซินเยว่อย่าเอาแต่ดูแลคนอื่น เ้าควรจะทานอะไรบ้างนะ” อู่หงถิงไม่กล่าวเฉยๆนางเอื้อมไปรินน้ำชาให้จ้าวซินเยว่อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเลื่อนขนมให้อะไรที่นางทานแล้วว่าดีว่าอร่อยนางยกให้จ้าวซินเยว่เสียทั้งหมด
“ขอบคุณเ้าค่ะ”ท่าทางการเกรงใจของจ้าวซินเยว่ช่างน่าเอ็นดูยิ่งอู่หงถิงยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะค่อยๆ สังเกตเ้าลูกชายที่นั่งข้างๆ
เฉินจือหานบุรุษร่างสูงผมถูกรวบเรียบร้อยในชุดสีดำสนิทลายพั์ดิ้นเงินใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่ค่อยสนใจสตรีแต่ดวงตาของบุรุษกล่าวตกอยู่ที่หญิงสาวข้างกายอยู่เสมอวันนี้แตกต่างออกไป เพราะชายหนุ่มกำลังอารมณ์ไม่ดีเล็กน้อย
เ้าลูกชายตัวดีเก่งทุกอย่างยกเว้นเื่สตรี น่าสงสารเสียจริง!
... ... ...
งานประชันความสามารถเริ่มต้นขึ้นเหล่าคุณหนูขันทีประกาศชื่อของคุณหนูแต่ละคนออกมาพร้อมกับความสามารถที่จะแสดงให้ได้รับชมบ้างก็แสดงความสามารถทางด้านดนตรี บ้างก็แสดงความสามารถทางด้านศิลปะบางก็กาพย์โคงกลอน บ้างก็ระบำต่างๆ
“หลิวลู่เสียนกู่เจิ้ง” ขันทีกล่าวเสียงดังฟังชัด
ผู้คนหันมามองหลิวลู่เสียนที่ก้มหน้ายกยิ้มเล็กน้อยตามกิริยามารยาทที่ควรโดยที่หญิงสาวไม่ลืมเปรยดวงตามาให้แม่ทัพเฉินจือหานที่อยู่อีกฝั่งเป็การแสดงสัญญาณให้อีกฝ่ายได้รับรู้
“เสน่ห์รุนแรงเช่นนี้ไปเกี้ยวคนอื่นป่านนี้คงได้แต่งงานมีลูกไปแล้ว” จ้าวซินเยว่กล่าวเรียบๆ
“มีปัญหากับความชอบของข้ารึหรือเ้าว่าสตรีที่ข้าชอบด้อยกว่าคุณหนูเ่าั้”จ้าวซินเยว่แอบกรอกตาให้กับคำพูดหยอกล้อของเฉินจือหาน
ทว่าท่าทางของสองหนุ่มสาวล้วนอยู่ในสายตาของนางหงส์ที่ยกจอกน้ำชาขึ้นมายกจิบเพื่อปิดบังสีหน้าของตนเอง
เด็กสาวคนนั้นเป็ใครคงไม่ต้องเดาทั้งจ้าวอันหรานอยู่ตรงนั้น และใบหน้าที่คล้ายกับหลิวลู่เสียนคงเป็เด็กกาลกิณีจ้าวซินเยว่เป็แน่ทั้งที่ยามเกิดมานางมีพิษทำให้ผิวกายเป็ตุ่มเนื้อ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีผลหรือใครเป็คนรักษานางกันแน่?
คนที่จะมีวิชารักษาชั้นสูงก็นึกออกเพียงตระกูลไป่ไท่จือเฟยผู้นั้น แต่นางให้คนไปลอบสังหาร ไป่หวางเฟยตายไปพร้อมลูกชายคนเล็กเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้วไม่น่าจะเป็ไปได้
โดยที่เสิ่นฮองเฮาไม่รู้เลยว่าบุคคลที่นางคิดว่าตายไปแล้วยังคงมีชีวิตอยู่และหนึ่งในนั้นยังอยู่ใกล้ตัวจนอาจจะมองข้ามไปเลย
หลิวลู่เสียนเองก็เห็นภาพตรงหน้าแม้ในหัวใจจะลุกเป็ไฟ แต่ใบหน้าก็ยังคงมีรอยยิ้มมุมปากเดินมายังลานแสดงที่มีกู่เจิ้งสวยวางอยู่
มือบางค่อยๆกรีดกรายบนสายดนตรีเสียงของกู่เจิ้งดังขึ้นด้วยบทเพลงที่มีก่ำกึ่งระหว่างบทเพลงที่มีความยากกลางค่อนไปทางสูงเหมาะสมกับบรรยากาศ มีความร่าเริงและสดใสเหมาะสมกับ่ต้นของฤดูใบไม้ผลินี้เหลือเกิน
ความสามารถทางด้านดนตรีของหลิวลู่เสียนนั้นเป็ที่ยอมรับแม้จะอายุเท่านี้และสามารถเล่นระดับนี้ได้ก็ไม่ใช่ธรรมดาแน่นอนว่าหลิวลู่เสียนนางอยากเป็สตรีอันดับหนึ่ง นางฝึกฝนตนเองอย่างหนักเพื่อทำให้ตัวเองเก่งทุกด้าน
แปะแปะ แปะ!
“เยี่ยมดีมาก” เสียงของสตรีผู้สูงศักดิ์อย่างฮองเฮากล่าวด้วยใบหน้าภาคภูมิใจพร้อมกับปรบมือนำผู้คนจึงปรบมือให้หญิงสาวกลางลานที่ทำการแสดงเสร็จเป็การเอาใจฮองเฮา
ส่วนจ้าวซินเยว่นางมองหลิวลู่เวียนอย่างชื่นชมเช่นกัน ในฐานะครูดนตรีในชาติก่อนการเห็นคนมีความสามารถมากขนาดนี้ทั้งที่อายุยังน้อยนับว่าเป็เื่ที่น่าดีใจและไม่แปลกใจเลยที่นางจะได้รับฉายาสตรีอันดับที่หนึ่ง
“คุณหนูเล็กจ้าวพึ่งเคยออกงานสังคมครั้งแรกข้ายังไม่เคยเห็นความสามารถของเ้า จะเป็อะไรหรือไม่หากข้าอยากให้เ้าออกมาแสดง”เสิ่นฮองเฮากล่าวด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่ดังฟังชัดจนคนที่ปรบมืออยู่ต้องหันไปสบตาผู้พูด
อ่า...ดูท่าทางชีวิตในเมืองหลวงจะวุ่นวายน่าดู...
จ้าวซินเยว่คิดกับตัวเองในใจ
อู่หงถิงได้ยินเช่นนั้นก็ปรายตามองพี่สะใภ้ผู้นั้นเล็กน้อยก่อนจะหันมองจ้าวซินเยว่
“หากเ้าไม่ประสงค์จะออกไปข้าจะออกหน้าให้” การแสดงความสามารถเป็ความสมัครใจของสตรีทั้งหลายจ้าวซินเยว่มิได้สมัครเข้าร่วมแต่อย่างใดนั่นก็หมายถึงนางไม่ได้อยากแสดงความสามารถเพื่ออวดผู้ใด
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะข้าทำได้” จ้าวซินเยว่ยิ้มให้อู่หงถิงก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาขันทีที่จัดเตรียมงานไม่นานตัวของนางก็ไปนั่งที่กลางลานพิธี
“เ้าจะแสดงอะไรให้พวกเราดูหรือ”ดวงตาของฮองเฮามองนางั้แ่หัวจรดเท้าไม่ปิดบัง
ดูจากพฤติกรรมเมื่อครู่เสิ่นฮองเฮาผู้นี้คงอยากให้นางถูกเปรียบเทียบกับหลิวลู่เสียนผู้นั้น ก็ดีเหมือนกันจะได้เลือกการแสดงได้ง่ายสักหน่อย
“กู่เจิ้งเพคะ”จ้าวซินเยว่ยกยิ้มตอบอย่างมั่นใจ ท่ามกลางสายตาที่มองนางอย่างประหลาดใจเมื่อครู่คุณหนูใหญ่หลิวเล่นกู่เจิ้งไว้อย่างดีมากหากเป็คนอื่นคงจะหลีกเลี่ยงที่จะเล่นต่อ
แต่สตรีนางนี้ใจกล้ายิ่งรู้ทั้งรู้ว่าฮองเฮา้ากลั่นแกล้งให้นางเป็ตัวส่งเสริมให้หลิวลู่เสียนคนของฮองเฮาได้โดดเด่นที่สุดในงานแต่นางก็เลือกปะทะโดยตรง
ใจกล้ายิ่ง!
“ดี!” เสิ่นฮองเฮาพูดเสียงดังสตรีผู้นี้ไม่หลีกแต่กลับพุ่งเข้าชนอย่างไม่ล้าถอยถ้าเป็ลูกสาวที่จ้าวอันหรานเลี้ยงมาก็ต้องประมาณนี้ไม่อย่างนั้นคงจะเล่นด้วยไม่สนุก
หญิงสาวนางลงกลางลานที่มีกู่เจิ้งตัวเดิมตั้งอยู่หญิงสาวได้ฟังที่หลิวลู่เสียนเล่นแล้วดีมากทีเดียว ดีอย่างที่ซ้อมไว้ มันติดตรงที่หลิวลู่เสียนผู้นั้นไม่รู้ว่ามีเส้นเอ็นบางเส้นที่เสียงเพี้ยนอยู่จ้าวซินเยว่ดีดทดสอบและปรับแต่งไม่นานนางก็เงยหน้ามองฮองเฮาด้วยรอยยิ้ม
อยากดูนางก็จะให้ดูอยากเห็นก็จะให้เห็น!
งานสังคมแรกของลูกสาวคนเล็กของท่านหญิงจ้าวอันหรานจงดูให้เต็มตาแล้วกล่าวต่อนามของนางไปให้ทั่วทั้งเมืองหลวง
ใบหน้าสวยยกยิ้มพลางเงยหน้าหลับตารับสายลมที่พัดมาอ่อนๆก่อนจะตัดสินใจเลือกเพลงที่ใช้ในการบรรเลง
ปลายนิ้วจรดลงที่เส้นเอ็นอย่างปราณีตใบหน้าสวยยกยิ้มอย่างพึ่งพอใจกับเสียงของเส้นสายที่เปล่งออกมาสายลมของฤดูใบไม้ผลิพาพัด ปลายผมปลิวไสวตามสายลมราวกับกำลังเต้นระบำไปกับเสียงดนตรีที่เครื่องเสียงเปล่งออกมา
บทเพลงรักฤดูใบไม้ผลิที่ถูกแต่งขึ้นโดยปรมจารย์ด้านดนตรีในอดีตว่ากันว่ามีเพียงคนไม่กี่คนที่สามารถเล่นมันได้อย่างพริ้วไหวประกอบกับเสียงกู่เจิ้งที่นุ่มนวลไพเราะ
และมันคือเพลงเดียวกับที่หลิวลู่เสียนใช้บรรเลงเมื่อครู่! เพียงแต่ความซับซ้อนในวิธีการบรรเลงแตกต่างกันมากเพลงนี้เป็เพลงระดับกลางในส่วนที่ดนตรีถูกตัดทอนออกในบางเสียงเพื่อให้คนทั่วไปยังสามารถบรรเลงมันได้เอาไว้โอ้อวดความสามารถ แต่ของแบบนั้นมันไม่สมศักดิ์ศรีอาจารย์สอนดนตรีเช่นนางจึงยกบทเพลงเดียวกันฉบับเต็มมาบรรเลง
แม้ความซับซ้อนของการใช้เสียงดนตรีจะมีมากกว่าแต่จ้าวซินเยว่ก็เอาอยู่ทุกท่อน นางเล่นได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุดสักเสียงยิ่งเสื้อผ้าสีเข้มของนางตัดกับฉากฤดูใบไม้ผลิที่แสนสดใสนางยิ่งดูโดดเด่นรวมกับใบหน้าที่สวยงามยกยิ้มเล็กน้อย ทำให้นางดูเหมือนเทพเซียนที่ลงมาบนโลก
สายตาทุกคู่จับจ้องไม่ได้ทำให้นางประหม่าเลยสักนิดแม้นางจะใช้วิธีการเล่นที่ยากและซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม
เมื่อสิ้นเสียงกู้เจิ่งเสียงสุดท้ายทุกอย่างก็เงียบราวกับอยู่ในภวังค์ มือบางค่อยๆ วางลงที่เครื่องดนตรีเบาๆก่อนจะคุกเข่าจ้องไปเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
แปะแปะ แปะ!
เสียงปรบมือดังมาจากฝั่งขุนนางตามด้วยคนอื่นๆ โดยที่คนที่สนับสนุนนางนั่งนิ่ง เพียงยิ้มอย่างภาคภูมิใจไม่ต้องมีการชี้นำ ไม่ต้องมีการลำเอียง ฝีมือของคุณหนูจ้าวผู้นี้ประจักษ์แล้วและนางก็เปิดตัวสู่สังคมชนชั้นสูงได้อย่างงดงามไร้ที่ติ นับจากวันนี้จะไม่มีใครไม่รู้จักนามของนาง
จ้าวซินเยว่สตรีที่เกิดมาเพื่อฆ่าหลิวลู่เสียนโดยเฉพาะ!
#####