เป็ดั่งที่องค์หญิงหนิงอันได้กล่าวไว้บัดนี้ ราชสำนักมีราชโองการให้หวังหย่งเป็ราชทูตตัวแทนของแคว้นเหอฉี เพื่อไปเจรจาให้เมืองเหอผิงยอมเปิดเส้นทางการค้าให้กลับมาเป็ดั่งเดิม
ราชสำนักได้รับเื่ร้องทุกข์จากพ่อค้ามากมายว่าบัดนี้ เส้นทางการค้าเกือบทั้งหมด ถูกปิดตาย หากเป็เช่นนี้ต่อไปประชาชนคงจะประสบภาวะอดอยากเป็แน่ แม้ทางการจะมอบหมายให้กรมพิธีการเป็ผู้จัดการเื่นี้ แต่ใต้เท่าหวังเหล่ย เสนาบดีกรมพิธีการ กลับอ้างว่า่นี้สุขภาพของตนไม่ค่อยจะดีนัก การเดินทางไกลย่อมไม่เหมาะ จึงมอบหมายให้หวังหย่งรับหน้าที่แทนตนเอง
ทุกคนดูจะเห็นดีเห็นงามกับการมอบหมายภารกิจนี้แม้จะเป็งานที่แสนจะยากเย็น เพราะการยกทัพไปรุกรานเพื่อนบ้านที่ไม่ได้มีเื่บาดหมางกันย่อมเป็สิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ดูเหมือนหวังหย่ง จะไม่แสดงอาการสะทกสะท้านใดเขากลับตอบรับทำภารกิจนี้ด้วยความเต็มใจ สร้างความแปลกใจให้กับขุนนางคนอื่นๆยิ่งนัก
“ข้าแปลกใจเหลือเกินที่เห็นเ้ายินดีรับภารกิจนี้อย่างเต็มใจเหมือนเ้าจะไม่รู้หรือว่า พวกนั้นเจตนาส่งเ้าไปตาย” ราชครูรีบเข้ามาสอบถามหวังหย่งทันทีที่เลิกประชุม
“ใต้เท้าจะว่าอะไรมั้ยถ้าข้าขอตามใต้เท้ากลับไปยังตำหนักของท่าน เราจะได้คุยกันสะดวก” หวังหย่งกระซิบเบาๆ
“ทำไมจะไม่ได้ละ เชิญ” ราชครูเดินนำหวังหย่งกลับไปยังตำหนักเมื่อมาถึง ราชครูพยายามจะถามความเห็นหวังหย่ง แต่เขาไม่ยอมพูดอะไรได้แต่นั่งจิบน้ำชาอยู่เงียบๆ อย่างใช้ความคิด ไม่นานนัก อัครมหาเสนาบดีก็เข้ามาสมทบ เมื่อหวังหย่งเห็นเช่นนั้น ก็ตั้งท่าที่จะเริ่มพูดก่อนจะโดนราชครูขัดจังหวะ
“นี่เ้ารอใต้เท้าอี้เฉินอยู่เหรอเ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาจะมา” ราชครูถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ใครๆก็รู้กันทั้งนั้นว่าพวกท่านจะนัดพบกันทุกครั้งหลังประชุม เช่นนั้นข้าจึงขอติดตามใต้เท้ามาด้วย หากเป็การเสียมารยาท ข้าก็ต้องขออภัยด้วย”
“สมแล้วที่เป็ศิษย์เอกสำนักไฉ่หงไม่มีเื่ใดในใต้หล้าที่สำนักนี้ไม่รู้”
“ท่านราชครูยกย่องข้าเกินไปแล้วเพียงแต่ครั้งนี้ข้าอยากให้ใต้เท้าทั้งสองช่วยเป็ภาระให้ข้าหน่อย”
“เ้ามีเื่ใดจะรบกวนข้าทั้งสองบอกมาได้เลย” อัครมหาเสนาบดีตอบรับอย่างเต็มใจ
“ใต้เท้าทั้งสองอาจจะแปลกใจที่เห็นข้าตอบรับภารกิจนี้อย่างเต็มใจนั่นเพราะว่าข้ารู้มาก่อนแล้วว่า อย่างไรเสียคนพวกนั้นก็คงจะลากข้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับเื่นี้อยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ข้าจึงทำใจยอมรับมันไว้ก่อนแล้วนั่นเอง ที่สำคัญข้าเชื่อว่าหากใต้เท้าทั้งสองยินดีช่วยข้า การเจรจาครั้งนี้ก็จะสำเร็จอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นเ้าจะให้พวกเราทำอะไร”ราชครูกล่าวอย่างร้อนรน
“เราทุกคนทราบดีว่าการเจรจาครั้งนี้ยากจะสำเร็จนั่นเพราะเป็ฝ่ายเราที่เปิดศึกก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง ข้ารู้มาว่าใต้เท้าหลิว ผู้ดูแลเมืองเหอผิง กับใต้เท้าทั้งสองหาใช่คนอื่นคนไกลล้วนแต่เป็คนสนิทกันทั้งนั้น เช่นนั้น หากใต้เท้าทั้งสองร่วมเดินทางไปกับข้ามีหรือที่ใต้เท้าหลิวจะไม่ต้อนรับ”
“ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ป่านนี้ใครๆก็คงจะเปิดากันสนุกแน่ นี่ไม่ใช่เื่เล่นๆ นะ เราไปเปิดาบ้านเขา แล้วจะให้พวกเราไปขอขมาเนี่ยนะเ้าคิดอะไรของเ้าอยู่”
“ใต้เท้าอี้เฉินเห็นทีข้าคงต้องพูดกับใต้เท้าตรงๆ เสียแล้ว” หวังหย่งหันไปสบตากับอัครมหาเสนาบดี “เราทุกคนต่างก็ไม่อยากเห็นาสุดท้ายแล้วหากมันจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญเราก็ไม่อยากให้รัชทายาทชนะศึกเช่นกันไม่ใช่เราไม่รักบ้านเมืองของเรา แต่เราต่างก็รู้ดีกว่าหากศึกครั้งนี้ทัพเหอฉีได้รับชัยชนะ รัชทายาทคงจะไม่หยุดอยู่แค่นั้นอย่างแน่นอนความวุ่นวายอีกมากมายจะตามมาไม่หยุดหย่อนมีหรือที่ใต้เท้าทั้งสองจะยอมให้มันเกิดขึ้น”
“เ้าพูดอะไรของเ้า” อัครมหาเสนาบดีเริ่มร้อนรน
“รัชทายาทประกาศจะทำาล่วงหน้าเพียงแค่สามวันระยะเวลาแค่นั้นมีหรือที่จะเตรียมกองทัพได้ทัน แม้ทุกคนพยายามจะปกปิดแต่ขุนนางอย่างเราๆ ย่อมเห็นได้ชัดถึงความเคลื่อนไหวนี้ อีกอย่างข้าเห็นคนในกองทัพแวะเวียนมาหาใต้เท้าทั้งสองอยู่บ่อยครั้ง หากการเตรียมทัพต้องใช้เวลา เช่นนั้นการที่ใต้เท้าหลิววางแผนรับมือการรบครั้งนี้ได้อย่างทันท่วงทีแถมต้านทานกองทัพนับหมื่นลงได้ นั่นย่อมต้องใช้เวลาเตรียมการมิใช่น้อยเช่นกัน”
“เ้าจึงคิดว่าพวกเราส่งข่าวไปบอกใต้เท้าหลิวงั้นเหรอ” อัครมหาเสนาบดีเริ่มกังวล
“บางอย่างเราไม่จำเป็ต้องพูดมันออกมาก็ได้”
“แต่เ้าก็ยังนำแผนทั้งหมดไปบอกในที่ประชุม” อัครมหาเสนาบดีถามออกมา
“ก็เพราะเขาคิดว่ารัชทายาทไม่มีทางจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดไง” ราชครูตอบแทนหวังหย่งที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ
“หากเื่นี้หลุดออกไปพวกเราได้หัวหลุดจากบ่ากันทุกคนแน่” อัครมหาเสนาบดีสบถออกมาเบาๆ
“ตอนนี้คนพวกนั้นดูจะร้อนรนกว่าเราไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าเอ่ยปากให้พวกเราช่วย เส้นทางการค้าที่ลี่ถังควบคุมอยู่ตอนนี้แทบจะปิดสนิท ถ้าเราเจรจาสำเร็จก็เท่ากับช่วยต่อลมหายใจให้พวกเค้าแต่ถ้าเราทำไม่สำเร็จ เราก็จบเห่ เช่นนั้นข้าจึงอยากจะปรึกษากับใต้เท้าทั้งสองว่าข้าควรจะทำอย่างไรดี”
“ชีวิตของประชาชนย่อมเป็สิ่งสำคัญเราจะปล่อยให้ชีวิตของพวกเขาต้องมาลำบากเพียงเพราะความขัดแย้งของพวกเราไม่ได้หรอกข้ายินดีช่วยเหลือเ้าให้การเจรจาครั้งนี้สำเร็จให้ได้” ราชครูรับคำ
“เพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองแล้วใต้เท้ายอมสละทุกอย่าง ข้าเลื่อมใส่ยิ่งนัก เช่นนั้นข้าจะบอกแผนการของข้ากับพวกท่าน” หวังหย่งเริ่มอธิบายแผนการของเขาให้ใต้เท้าทั้งสองฟังอย่างละเอียด
ขบวนรถม้าของหวังหย่งเคลื่อนตัวออกจากตัวเมืองอย่างช้าๆแม้ครั้งนี้เขาจะไปในฐานะของราชทูต แต่ก็ไร้ซึ่งผู้ติดตาม แถมยังไม่มีขุนนางคนใดออกมาส่งเขาเลย แม้จะทำใจมาบ้างแล้ว ว่าคนอย่างเขาคงไม่มีสิทธิเรียกร้องเกียรติใดๆ แต่ก็อดน้อยใจไม่ได้ที่รัชทายาทจะทำกับเขาถึงเพียงนี้ คนกันเองแท้ๆ และที่สำคัญ ครั้งนี้หาใช่เขาเดินทางเพียงคนเดียวไม่แต่เขาได้ให้องค์หญิงหนิงอันติดตามไปด้วย
“ท่านพี่มีคิดการอะไรอยู่ในใจหรือถึงให้น้องติดตามมาด้วยเช่นนี้” องค์หญิงหนิงอันถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ออกจากเมืองรอบนี้ ข้าตั้งใจจะกลับไปหาอาจารย์กับศิษย์น้องด้วยคงต้องใช้เวลาหลายวัน ข้าเป็ห่วงเ้า ไม่อยากให้เ้าอยู่คนเดียวที่สำคัญเ้าไม่เคยออกไปไหนมาก่อน ครั้งนี้ ถือเป็การเปิดหูเปิดตา ดูบ้านเมืองบ้างเ้าจะได้สบายใจ”
“ท่านไม่ต้องมาทำปากหวานเลย ข้ารู้ว่าท่านคงจะกลัวอาซ้อเฟยหรงมากวนใจข้าอีกใช่มั้ย”
“เ้านี้ฉลาดนักนะรู้ได้อย่างไรว่าข้ากังวลเื่นั้น”
“ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า่นี้นี้พี่สะใภ้มาหาข้าบ่อย ท่านเองก็ดูจะไม่ค่อยสบายใจนัก แต่ท่านสบายใจได้ข้าไม่มีทางคล้อยตามความคิดของนางหรอก”
“เช่นนั้นข้าก็สบายใจแต่ที่ให้เ้ามาด้วยในครั้งนี้ มีอีกเื่ที่ข้าอยากจะไหว้วานให้เ้าช่วย”
“น้องคงไม่ถนัดเจรจาเื่การค้ากลัวจะทำให้ท่านพี่ผิดหวัง”
“เื่เจรจาการค้าเ้าไม่ต้องห่วง เ้าคิดจริงๆ เหรอ ว่าขุนนางชั้นปลายแถวอย่างข้าแม้จะมีตำแหน่งเป็เขยของท่านอ๋อง แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าคนอย่างข้าแทบจะไม่มีอำนาจใดๆ ในราชสนักเลย เช่นนั้น ข้าจะเอาอะไรไปต่อรองผลประโยชน์กับใต้เท้าหลิวได้ เื่นั้นข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว การเจรจาอาจจะจบลงก่อนเราจะไปถึงด้วยซ้ำเช่นนั้นเ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ทุกวันนี้ ไม่ใช่แต่เราที่ลำบาก เมื่อไม่มีสินค้าของเรา ทั้งเมืองหลวงและเหอผิงต่างก็ประสบปัญหาเช่นกัน การเจรจาย่อมไม่ยากเย็น หากแต่ที่ข้าอยากจะให้เ้าช่วย นั่นเพราะว่าใต้เท้าหลิวแห่งเมืองเหอผิงผู้นี้ มีบุตรสาวอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่าซูเหม่ย นางเป็ที่รักของใต้เท้าหลิวมากนางถูกเลี้ยงมาเช่นเดียวกับเ้า อยู่แต่ในตำหนักกับหญิงรับใช้ ไร้เพื่อนขาดมิตร ข้าคิดว่า หากเ้าไปผูกสัมพันธ์กับนางไว้ย่อมเป็ผลดีกับเราในอนาคตอย่างแน่นอน”
.........................................................
“ใต้เท้ามีสิ่งใดให้เป็กังวลอีกรึในเมื่อการเจรจาได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วแถมเรายังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำมาค้าขายได้อย่างเสรี ตอนนี้ทุกอย่างไม่ได้อยู่ในมือของลี่ถังคนเดียวอีกต่อไปแล้ว” อัครมหาเสนาบดีถามขึ้นหลังจากที่เห็นว่าราชครูเงียบไปั้แ่นั่งรถอออกมาจากเมืองเหอผิง
“ใต้เท้าอี้เฉิน ท่านมองไม่เห็นจริงๆเหรอ” ราชครูตอบกลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ดูเหมือนว่าอะไรๆมันจะเป็ไปดั่งที่เ้าเด็กคนนั้นพูดทุกอย่าง หวังหย่งผู้นี้จะฉลาดเกินไปแล้ว ข้าเกรงศึกครั้งนี้คงไม่จบลงง่ายๆแน่”
“ข้าเข้าใจดีถึงความกังวลของท่านราชครูแต่คนฉลาด หากใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง ย่อมดีกว่าไม่ใช่หรือหวังหย่งผู้นี้ปรารถนาเพียงแค่อยากให้แคว้นของเราเจริญก้าวหน้า ประชาอยู่เป็สุขแต่รัชทายาท พระองค์ไม่ได้สนใจความเป็ไปของบ้านเมือง แสวงหาแต่อำนาจมักใหญ่ใฝ่สูง ผู้นำเช่นนี้มีแต่จะพาบ้านเมืองสู่หายนะ”
“เช่นนั้นใต้เท้าคิดว่าเมื่อฮ่องเต้ตแล้ว บ้านเมืองจะเป็เช่นไร” ราชครูถามกลับมา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ตอบ เขาก็เอ่ยต่อไป“บ้านเมืองก็คงจะกลับไปวุ่นวายเช่นเดิมสิ่งที่ฮ่องเต้พยายามมาหลายสิบปีก็สูญเปล่า”
“เห้อ คิดแล้วก็หนักใจเช่นนี้ข้าจึงไม่แปลกใจที่เห็นคนเ่าั้รุมห้อมล้อมรัชทายาทก็เพื่อเป้าหมายนี้”
“ศึกครั้งนี้เราก็มองเห็นแล้วว่ารัชทายาทคงไม่ใช่คนที่จะรวบรวมแผ่นดินได้ มิหนำซ้ำขุนพลรอบข้างก็ไร้ความสามารถหากพระองค์ยังดื้อด้านต่อไป มีแต่จะทำให้แคว้นเหอฉีของเราย่อยยับไปด้วยแต่การจะห้ามคนเช่นนี้ย่อมยากยิ่งกว่า นึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าอนาคตจะเป็เช่นไร”
…………………………………………………..
ใต้เท้าหลิวแห่งเมืองเหอผิงให้การต้อนรับหวังหย่งอย่างสมเกียรติ จนมองไม่ออกเลยว่าสองเมืองนี้เพิ่งจะทำศึกากันมาเมื่อไม่นานมานี้
หวังหย่งใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับใต้เท้าหลิวให้เขาได้รู้ว่า แท้จริงแล้วใต้เท้าหลิวผู้นี้เป็อีกหนึ่งคนที่อยู่ร่วมกับฮ่องเต้ในทุกสมรภูมิเมื่อครั้งอดีตแม้จะดูเหมือนว่าท่านอ๋องจะเป็สหายร่วมรบกับฮ่องเต้มากกว่า แต่ใต้เท้าหลิวเป็ดั่งกุนซือผู้คอยให้คำชี้แนะดังนั้นฮ่องเต้จึงไว้วางพระทัยให้ใต้เท้าหลิวรักษาเมืองหน้าด่านที่ถือเป็ด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่เมืองหลวง
ในขณะเดียวกันองค์หญิงหนิงอันถือโอกาสนี้สร้างความใกล้ชิดกับองค์หญิงซูเหม่ยดังที่หวังหย่ง้า และดูเหมือนทั้งคู่จะเข้ากันได้ดีเพียงเวลาไม่นาน คนทั้งสอง ก็ตกลงเป็พี่เป็น้องกันเรียบร้อยแล้ว
บัดนี้การค้าในเมืองเหอผิงกลับมาคึกคักอีกแล้วเมื่อการเจรจาสำเร็จลุล่วงไปก่อนหน้าแล้ว หวังหย่งจึงไม่มีภารกิจสำคัญใดอีกเขารอเพียงแค่ได้เห็นกองคาราวานสินค้าจากแคว้นเหอฉีผ่านเมืองนี้ไปอีกครั้ง แค่นั้นก็ถือว่าภารกิจของเขาสำเร็จลุล่วง เมื่อเป็เช่นนั้นก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องจากเมืองนี้ไปเสียที
“เ้ากลับมาเยือนที่นี่ได้เสมอ” ใต้เท้าหลิวเอ่ยเมื่อมาส่งหวังหย่งที่ประตูเมือง
“ข้าจะกลับไปทูลกับท่านอ๋องว่าใต้เท้าดีกับข้าเพียงใด”
“เ้าไม่ต้องทำเช่นนั้นหรอก”ใต้เท้าหลิวเอ่ยอย่างแ่เบา หวังจะให้หวังหย่งได้ยินแต่เพียงผู้เดียว“อันที่จริงข้ากับท่านอ๋องของเ้าแทบจะไม่ได้สนิทกันเลย เราขัดแย้งกันหลายครั้งข้าจำได้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ เขาและฮ่องเต้ออกไปทำศึกเพียงลำพังเมื่อข้าตามมาสมทบกลับพบว่าเขาได้ฆ่าชาวเมืองจนหมดสิ้น ข้าได้แต่ยืนดูซากศพโดยที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรพวกเขาได้เลยจางเหว่ยผู้นี้มีจิตใจโเี้ผิดมนุษย์ ข้าจึงดีใจที่เขาคิดจะวางมือแต่กลับเป็รัชทายาทของเขา ที่ก้าวเดินบนเส้นทางเดียวกันข้าได้แต่หวังว่าพวกเ้าจะช่วยเตือนสติเขาได้ ถ้าคิดจะพิชิตเมืองหลวงก็ต้องข้ามศพขุนพลแห่งเมืองเหอผิงของเราไปก่อน”
หวังหย่งออกจากเมืองเหอผิงมาด้วยความไม่สบายใจนักความอิ่มเอิบจากการต้อนรับตลอดสามวันที่เขาอาศัยอยู่ในเมืองนี้ต้องหมดไปเพราะคำกล่าวลาของใต้เท้าหลิว
เป็ไปได้ที่บัดนี้ความมักใหญ่ใฝ่สูงของรัชทายาท จะเป็ที่รู้กันไปทั่วแล้ว หากปล่อยให้เป็แบบนี้ย่อมไม่เป็ผลดีแคว้นเหอฉีเป็แน่ ถึงแม้หวังหย่งรับปากใต้เท้าหลิวว่าเขาจะเป็คนเตือนสติรัชทายาท แม้ความหวังดูจะเลือนรางแต่เขาก็ขอที่จะเสี่ยงดู เพราะมองดูแล้ว คงไม่มีใครที่จะกล้าทำเช่นนั้นแน่