อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 4 ความสงสัยที่เริ่มก่อตัว (2)

                      กระดาษมากมายถูกรื้อออกมาจากกล่องที่เขาไม่ได้เปิดออกมานานหลายปีตั้งแต่เรียนจบ แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะทิ้งของพวกนี้ไปไหน ภาวินพยายามหาหลักฐานเพื่อพิสูจน์คำพูดที่ได้รับรู้มาเท่าไรก็ไม่เห็นแม้แต่ชื่อของปกรณ์หรือรสาด้วยซ้ำ เพราะเอกสารทุกอย่างถูกจัดการด้วยชื่อของจินดา               “น้าจินดาจะโกหกไปทำไม” ภาวินได้แต่ถามตัวเองก่อนจะนิ่งคิดอย่าหาเหตุผลไม่ได้               “แต่ท่านปกรณ์ก็แสดงตัวชัดเจนตลอดเวลาว่าเป็นคนที่สนับสนุนทุกอย่าง แม้แต่ต่อหน้าของรสาด้วยซ้ำ” ภาวินคิดได้อย่างนั้นก็เหมือนมีเหตุผลมาหักล้างคำพูดของจินดาและรสาไป เพราะเธอน่าจะแสดงปฏิกิริยาอะไรออกมาบ้างถ้าปกรณ์สวมรอยเป็นตัวเอง               ภาวินได้แต่ถอนหายใจออกมาเมื่อไม่เห็นหลักฐานอะไรเลย แม้กระทั่งการโอนเงินก็โอนจากเคาน์เตอร์ธนาคารเข้าบัญชีเขาที่จินดาพาไปเปิดตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เขารู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ก็จินดาเป็นคนส่งใบเสร็จมาบอกเขาตลอดเมื่อโอนเงินเข้าธนาคาร บางครั้งเขาก็อดรู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกที่พ่อแม่เอาแต่โยนเงินให้ไม่ได้               เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกสายตาจากภาวินให้หันไปมอง ชายหนุ่มลุกขึ้นไปทางโต๊ะที่วางโทรศัพท์อยู่ก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ทำให้เขาอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ มือหนากดปิดเสียงก่อนจะคว่ำโทรศัพท์ไว้ นิ้วเรียวของชายหนุ่มค่อย ๆ ลูบไปบนเคสโทรศัพท์ที่เขาได้มาก่อนจะเผลอยิ้มออกมา                “สุขสันต์วันเกิดนะลม” ภาวินมองกล่องของขวัญที่ถูกยื่นมาตรงหน้าอย่างแปลกใจ               “ผมโตจนเรียกว่าแก่ได้แล้วนะครับ ไม่เห็นต้องเอาของขวัญมาให้เลย” ภาวินบอกอย่างนั้น แต่จินดากลับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี               “รับไปเถอะลม ไม่เคยได้ยินเหรอ ต่อให้ลูกโตเท่าไร ก็ยังเป็นเด็กสำหรับพ่อแม่ ต่อให้เวลาผ่านไปนานเท่าไร คนก็จำภาพที่เจอครั้งแรกได้ดีกว่าปัจจุบัน” ฉัตรชัยพูดอย่างนั้น ภาวินบอกได้แต่ยิ้มออกมา               “แสดงว่าผมก็ยังเป็นเด็กมอมแมมในสายตาของพวกน้าอยู่ใช่ไหมครับ” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะยอมรับของขวัญมา               “พี่ลมเปิดเลย ๆ ๆ” เสียงของเด็กสองคนที่นั่งอยู่ขนาบข้างเขาทั้งสองข้างพูดขึ้น               “เบา ๆ หน่อย เดี๋ยวโต๊ะอื่นเขาจะว่าเราได้” เด็กทั้งสองถูกแม่เอ็ดก็ทำหน้าจ๋อยทันที ภาวินเห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ยิ้มออกมาก่อนจะค่อย ๆ แกะกระดาษสีเทาที่ห่อของขวัญออกช้า ๆ               ภาวินเปิดกล่องที่ห่อซ้อนอีกชั้นออกมาก็เห็นกล่องที่เป็นรูปโทรศัพท์ที่พึ่งออกใหม่ได้ไม่นาน เคสโทรศัพท์ที่เพ้นท์ลายดอกไม้เล็ก ๆ ที่มีกลีบดอกสีขาวสะอาดตาและเกสรเป็นสีส้มอยู่มุมด้านล่างเคสเล็ก ๆ และการ์ดที่วางอยู่               “มันแพงไปนะครับ พวกน้าเก็บไว้ใช้เถอะครับ แค่การ์ดผมก็ดีใจแล้ว” ภาวินบอกแล้วเลื่อนโทรศัพท์กลับคืนไปทางสองสามีภรรยา แต่สองสามีภรรยากลับมองหน้ากันแล้วเลื่อนกลับมาตรงหน้าเหมือนเดิม               “พวกน้าตั้งใจเอามาให้ลม รับไปเถอะนะ โทรศัพท์เรามันจะพังแล้ว เปลี่ยนได้แล้ว”               “ผมมีเงินเดือนแล้วนะน้า ผมค่อยซื้อใหม่เองก็ได้” ภาวินบอกติดตลก               “แต่ไม่มากเท่าคนให้หรอก รับไปเถอะ น้าเห็นเราพูดว่าจะซื้อใหม่ตั้งแต่ปีก่อน ก็ยังเห็นใช้เหมือนเดิม ผู้ใหญ่ให้ของก็รับไว้เถอะ ไม่อย่างนั้นเสียมารยาทนะ” จินดาพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องอื่นจนภาวินก็ได้แต่จำใจรับไว้                “มาทำงานแต่เช้าเลยนะ ภาวิน” เสียงทักจากด้านหลังทำให้ภาวินหันไปมองก็เห็นว่าเป็นใคร               “สวัสดีครับท่าน” ชายหนุ่มยกมือขึ้นไหว้อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับก่อนจะมาตบบ่าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม               “เมื่อวานโรงพยาบาลโทรมาบอกว่ามีคนไปเยี่ยมรสา ฉันคิดว่าคงเป็นนาย” ปกรณ์พูดขึ้นราวกับหยั่งเชิง แต่เขาคิดว่าคนตรงหน้ารู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร               “ครับ คุณรัตนาโทรมาทวงถามให้ไปหารสา” ภาวินบอกอย่างนั้น แต่ปกรณ์กลับยิ้มออกมา               “ฉันคิดว่านายจะโทรมาบอกฉันซะอีกว่าเกิดอะไรขึ้น” ปกรณ์พูดพร้อมกับยกมือขึ้นลูบคางตัวเองเบา               “ผมเห็นว่าปกติดีครับ เลยไม่คิดว่าต้องโทรเรียนอะไรให้ท่านทราบ” ภาวินบอกอย่างนั้น แต่ปกรณ์เลยยิ้มออกมาแล้วพยักหน้า               “เอาเถอะ ถ้านายคิดว่าการที่จินดาเขาอยากจะเป็นเจ้าของไข้เองไม่ใช่เรื่องผิดปกติก็ไม่เป็นไร สุดท้ายใครจะเป็นเจ้าของไข้ ฉันก็ต้องดูแลหลานคนเดียวอยู่ดี ฉันดูแลพวกเธอมาตลอดนี่ จริงไหม” ปกรณ์พูดอย่างนั้นก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วพูดต่อ “ฉันกังวลใจจนนอนแทบไม่หลับที่รสาไปนอนโรงพยาบาลอย่างนั้น รสาเขาเป็นคนติดบ้าน ไปนอนแปลกที่ไม่รู้จะเป็นยังไง”               “ท่านอย่ากังวลไปเลยครับ ถ้ารสารู้คงจะไม่สบายใจ” ภาวินบอกอย่างนั้น แต่ปกรณ์กลับยกยิ้มที่ดูเศร้าไม่น้อยขึ้น               “ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยว่าง ขนาดเมื่อวานวันหยุดแท้ ๆ ยังต้องทำงาน นายช่วยเป็นหูเป็นตาให้ฉันหน่อยนะลม ถ้าตอนนั้นไม่มีเรื่องนายเข้ามา ฉันก็คงไม่ได้รู้ความเป็นไปของหลานคนเดียวเท่าไร มีแต่นายที่ช่วยฉันได้นะลม”               “ครับ” ภาวินตอบรับออกไปอย่างนั้นก่อนที่ปกรณ์จะตบไหล่ชายหนุ่มเบา ๆ ก่อนจะรีบเดินแยกไปทางเมื่อเห็น ส.ส. คนดังที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้               ภาวินมองตามอย่างครุ่นคิดว่าปกรณ์ไปมีท่าทีสนิทสนมกับ ส.ส. คนนั้นตั้งแต่เมื่อไรกัน               “มองอะไรอยู่ ลม” เสียงของตะติยะดังขึ้นพร้อมกับมือที่จับบ่าของตัวเอง ภาวินได้แต่หันไปมองก็จะปัดมือออก เขาไม่เข้าใจสักเท่าไรว่าไหล่ของเขามีอะไรให้น่าจับกันนัก               “ไม่มีอะไร” ภาวินบอกก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องทำงานของตัวเอง แต่ตะติยะกลับหันไปมองตามสายตาของคนที่มองอย่างครุ่นคิดเมื่อครู่ก่อนจะรีบเดินมาทางคนที่เดินหนีไปก่อน               “ผู้มีพระคุณของนายไปสนิทกับส.ส.บวรตั้งแต่เมื่อไร” ตะติยะถามขึ้นพอให้ได้ยินกันแค่สองคน แต่ภาวินกลับตอบออกมาด้วยเสียงราบเรียบ               “ไม่รู้ นายจะรู้เรื่องคนอื่นไปหมดเลยหรือยังไงกัน ติน”               “ฉันได้ยินมาว่าสมัยหน้าพรรคพลังก้าวหน้าจะยกเครื่องใหม่ ฉันเลยสงสัยน่ะ ท่านของนายจะเกษียณแล้วไม่ใช่หรือยังไง” ตะติยะวิเคราะห์ให้ฟัง แต่ภาวินได้แต่มองเพื่อนอย่างเหนื่อยหน่าย               “เกษียณน่ะใช่ แต่เรื่องอื่นนายคงต้องไปถามเองเถอะ เพราะฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำพรรคพลังก้าวหน้าจะยกเครื่องใหม่หรือทำอะไร” ภาวินบอกอย่างนั้นก่อนจะเดินไปทางห้องของตัวเอง แต่ก็มีตะติยะเดินตามมาติด ๆ               “ถามอะไรก็ไม่เคยรู้อะไรกับใครเขาสักอย่าง” ตะติยะพูดขึ้นอย่างขำ ๆ เพราะรู้ว่าถึงภาวินจะรู้หรือไม่รู้ สุดท้ายภาวินก็ไม่บอกอะไรอยู่ดี ถ้าคิดจะนินทาชาวบ้านชาวช่องคงต้องเก็บไปคุยกับคนอื่น               ภาวินหันไปมองเพื่อนที่พึ่งเดินเข้ามาภายในห้องทำงาน ก่อนที่จะเก็บกระเป๋าทำงานให้เข้าที่ ภาวินถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อภายในหัวเขาตอนนี้มีแต่เรื่องราวที่มีแต่ขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย เขาพยายามจะสลัดความคิดพวกนั้นทิ้งไป แต่เขากลับทำไม่ได้               “ลม ฉันวางสำนวนของนายไว้ตรงนี้นะ” ภาวินหันไปมองแฟ้มสำนวนคดีที่เพื่อนเอามาคืนให้นิ่ง               “ติน ถ้าทุกฝ่ายดูเหมือนจะพูดความจริง แต่สิ่งที่พูดออกมามันกลับขัดแย้งกันเอง นายจะทำยังไง”               “ดูหลักฐานสิ เหมือนอย่างที่หัวหน้าเคยบอก ถ้าเราใช้ความรู้สึกนำทุกสิ่ง  ตราเราก็จะเอนเอียง แต่ถ้าเชื่อในหลักฐานที่พิสูจน์ได้ สิ่งที่ปรากฏก็จะเที่ยงตรง” ตะติยะพูดอย่างนั้น ภาวินก็มองเพื่อนที่พูดออกมา               “ฉันคงต้องขอใช้สิทธิ์ในการหาหลักฐานเพิ่มเติมสินะ” ภาวินพูดออกมาอย่างนั้น ตะติยะก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยที่ดูใบหน้าเพื่อนดูจะครุ่นคิดขึ้นมา               “คดีอะไรที่ทำให้นายหน้าเครียดอย่างนี้ได้”  ตะติยะถามขึ้น               “ไม่มีอะไร ฉันแค่เกิดสงสัยอะไรขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น” ภาวินบอกเพียงแค่นั้น ตะติยะก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะกลับไปนั่งยังโต๊ะของตัวเอง               เมื่อถึงเวลาเริ่มงาน ภาวินก็ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ข้างหลังก่อนที่จะทำงานของตัวเองในเวลานี้ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องส่วนตัวคงต้องเอาไว้ก่อน เพราะเขายังมีเวลาอีกเยอะที่จะได้พิสูจน์ความจริง เขาต้องทำทุกอย่างอย่างใจเย็น ยิ่งเขาใจร้อนมากเท่าไร สถานการณ์ครั้งนี้เขายังคาดเดาทิศทางไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่                รสามองออกไปยังนอกหน้าต่างที่เห็นท้องฟ้าสดใส ตั้งแต่ที่เธอได้ไปอยู่ในห้องนั้น เธอก็ได้สติกลับมา แต่ที่เธอไม่ยอมพูด ก็เป็นเพราะว่าเธอไม่อยากเล่าอะไร เธอไม่แน่ใจว่าถ้าเธอต้องเล่า จิตใจของเธอจะยิ่งดำดิ่งลงไปสู่หลุดที่ลึกที่สุดในจิตใจของเธอเองหรือเปล่า ถ้าเธออยากจะรักษามันเลี่ยงไม่ได้เลยที่เธอต้องเล่าสิ่งที่อยู่ลึกภายในใจให้คนอื่นฟัง               “รสา น้าเอาข้าวผัดกับวุ้นแดงมาฝาก กินข้าวโรงพยาบาลนาน ๆ คงเบื่อแย่เลยสินะ” เสียงจินดาดังขึ้น รสาเลยปรายตาไปมองก่อนจะหันกลับไปมองท้องฟ้าอย่างเดิม “น้าเอาผ้าคลุมขนมิ้งก์สีน้ำตาลที่พึ่งซื้อมาให้ด้วย”               “ขอบคุณ” รสาออกมาห้วนเกินกว่าคนปกติ แต่จินดากลับรู้ว่ามันเป็นเสียงธรรมดาของผู้หญิงหน้าตาสวยที่กำลังเอาผ้าคลุมไปคลุมไหล่ตัวเองเอาไว้แทนผ้าห่มที่ห่อตัวอยู่ก่อนหน้า               “กินข้าวเลยนะ เมื่อกี้น้าคุยกับพยาบาล เขาบอกว่ารสาไม่ยอมกินอะไร” รสาหันมามองคนที่พูดพร้อมกับใบหน้าที่เรียบเฉยที่เป็นปกติ               “ป้าบอกจะเอาข้าวมาให้ไม่ใช่หรือยังไง”               “ถ้าอย่างนั้นก็กินเถอะ จะได้กินยา”               “เอามาเยอะขนาดนี้จะกินหมดได้ยังไงกัน” รสาพูดขึ้นเมื่อเห็นกล่องข้าวขนาดกลางที่อัดแน่นข้าวผัดมาเต็มกล่อง หญิงสาวเลยตัดแบ่งใส่จานที่จินดาเตรียมมาด้วย “ป้ากินข้าวแล้วยัง”               “กินมาแล้ว รสากินเถอะ ไม่ต้องห่วงน้าหรอก”               “ไม่ได้ห่วงสักหน่อย แค่ถามไปอย่างนั้น” รสาบอกพร้อมกับปิดฝากกล่องจนเรียบร้อย ก่อนจะเริ่มกินข้าวจานตรงหน้าต่อ โดยที่จินดาได้แต่ส่ายหน้าขำ ๆ กับท่าทางของรสา-------------------------------------