เย่เทียนเฉินกระตุ้นพลังพิเศษภายในร่างกายจนถึงตีสี่กว่าถึงจะค่อยๆหลับไป เหนื่อยจนเหงื่อชุ่มศีรษะ พบว่าร่างกายนี้บรรจุพลังได้น้อยมากอย่างที่คิดเอาไว้รวมกับแก่นพลังในสมองที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไร จะฝืนให้พลังอันเบาบางที่อยู่ภายในร่างกายของตนเองไปกระแทกก็ทำไม่ได้มีเพียงการต่อสู้เป็ตายเท่านั้นถึงจะสามารถทำให้ตนเองแข็งแกร่ง ก้าวทีละก้าวไปยังโลกของผู้มีพลังพิเศษระดับพระเ้าได้ซึ่งเื่นี้ต้องค่อยเป็ค่อยไป
เสียงเคาะประตูตึงๆๆ ดังขึ้น เย่เทียนเฉินหนวกหูจนทนไม่ไหวเมื่อคืนนี้ทำอะไรมากมาย ทั้งยังบ่มเพาะพลังจนถึงตีสี่ หลับไปอย่างยากลำบากยังไม่ทันได้หลับสนิทก็ได้ยินเสียงเคาะประตู รู้สึกหดหู่อยู่บ้าง
“พี่ พี่ ตื่นได้แล้ว ตื่นได้แล้ว!” เย่เชี่ยนเหวินใช้แรงเคาะประตูไปพลางะโไปพลาง
“หรูเสวี่ย จะให้พี่นอนตื่นสายหน่อยไม่ได้เหรอ? ไม่ต้องเรียกพี่ไปกินข้าวแล้วพี่จะนอนจนกว่าจะตื่นเอง” เย่เทียนเฉินกล่าวพลางหาวหวอดๆ
“นี่ พี่ พี่ไม่รักษาคำพูดเลย ไหนบอกว่าวันนี้จะส่งหนูไปเรียนจะกลับคำเหรอ?” เย่เชี่ยนเหวินยืนทำปากจู๋อย่างน่ารักอยู่ตรงประตูอยากจะกัดพี่ชายของตัวเองสักหลายครั้ง
“อะไร? พี่จะไปส่งเธอเรียนงั้นเหรอ? ไม่ใช่มั้ง เหมือนพี่จะไม่เคยตกลงกับเธอเื่นี้นะ?”
“หึ ไม่รักษาคำพูดจะต้องกลายเป็ลูกหมาน้อย คนไม่รักษาคำพูดหนูจะไปฟ้องแม่”
พอได้ยินเย่เชี่ยนเหวินผู้เป็น้องสาวพูดอย่างโมโห แล้ววิ่งตึงตังลงไปจากชั้นสองเย่เทียนเฉินหาวครั้งหนึ่งก่อนที่จะลุกจากเตียง ั้แ่เล็กจนโต ไม่ว่าเมื่อไรเย่เทียนเฉินก็เอ็นดูน้องสาวคนนี้มาก เื่ที่รับปากเธเอาไว้ไปแล้วก็ย่อมต้องทำให้ได้
หลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จแล้วเย่เทียนเฉินพาเย่เชี่ยนเหวินผู้เป็น้องสาวนั่งรถเมล์ไปยังโรงเรียนมัธยมของเมืองหลวงไม่ใช่ว่าเย่เทียนเฉินซื้อรถไม่ได้ แม้ว่าตระกูลเย่จะตกต่ำลงก็ใช่ว่าจะใช้ชีวิตในระดับชนชั้นกลางไม่ได้ เพียงแต่เย่หงสองสามีภรรยาคิดว่าหากให้ลูกๆพบกับรสชาติต่างๆ ของชีวิตั้แ่เด็กๆ จะทำให้กลายเป็คนเข้มแข็งและมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นได้
“พี่ หนูได้ยินพ่อบอกว่าตอนนี้พี่เป็ประธานกรรมการของเครือไห่หวังแล้วจากนี้ให้หนูไปเป็เลขา ของพี่ดีไหม?” เย่เชี่ยนเหวินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เื่นี้เหรอ...น่าจะไม่ได้นะ” เย่เทียนเฉินไตร่ตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมา
“ทำไมล่ะ?” เย่เชี่ยนเหวินกล่าวถามด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ผู้ชายหาเลขา ก็คือหากิ๊ก หลังจากที่พี่กลายเป็ประธานกรรมการแล้ว ก็ต้องหาเลขาสาวสวยสักแปดคนสิบคนถึงตอนนั้นหากมีข่าวลืออื้อฉาวอะไรออกมา เธอจะไม่กลับไปฟ้องที่บ้านทันทีเลยเหรอ? ดังนั้นเธอจะเข้าบริษัทของพี่ไม่ได้”เย่เทียนเฉินกล่าวพลางหัวเราะฮ่าๆ
“หึ พี่นี่แย่จริง กลับบ้านไปตอนเย็นหนูจะฟ้องพ่อกับแม่” เย่เชี่ยนเหวินหัวเราะชั่วร้ายข่มขู่เย่เทียนเฉิน
“ฮี่ๆ อยากฟ้องแต่เธอไม่มีหลักฐาน ให้ตายพี่ก็ไม่ยอมรับหรอก”
“พี่...พี่นี่แย่มาก หนูไม่สนใจพี่แล้ว!”
ระหว่างทาง เย่เทียนเฉินกับเย่เชี่ยนเหวินต่างพูดคุยหยอกล้อกัน ความรักของพี่ชายน้องสาวไม่เลวเลยเย่เทียนเฉินไม่อยากให้น้องสาวต้องทุกข์ใจ เรียนหนังสืออย่างสบายอกสบายใจ แลได้เรียนต่ออย่างมีความสุขจากนั้นก็หางานดีๆ ทำ แต่งงานมีลูก ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก้พอแล้วหากว่ามีใครกล้ามาทำลายความสุขของน้องสาวของตน เย่เทียนเฉินจะไม่ปราณีแน่
“พี่ งั้นหนูเข้าไปก่อนนะ” พอเย่เชี่ยนเหวินเดินไปถึงหน้าประตูโรงเรียนมัธยมของเมืองหลวงก็หันมาพูดกับเย่เทียนเฉินพลางโบกมือให้
“อื้ม ไปเถอะ ตอนเย็นกลับบ้านให้ตรงเวลาด้วยนะ”เย่เทียนเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องให้พี่มาบอกหรอกน่า!”
เย่เชี่ยนเหวินทำหน้าตาตลกใส่เย่เทียนเฉิน แล้วเดินเข้าประตูโรงเรียนไปใครจะทราบว่า ในตอนที่เย่เทียนเฉินกำลังจะหมุนตัวเดินจากไป รถ BMW คันหนึ่งก็มาจอดขวางหน้าเย่เชี่ยนเหวินมีชายสวมสูทแบรนด์เนมคนหนึ่ง อายุประมาณยี่สิบปีลงมาจากรถ สิ่งที่ทำให้คนประทับใจเป็พิเศษก็คือมุมปากด้านขวาของชายคนนั้นมีไฝอยู่เม็ดหนึ่ง หลังจากที่ชายคนนั้นลงมาจากรถแล้วก็มีชายฉกรรจ์อีกสองคนลงมาจากรถ มองคนบนถนนอย่างดุร้ายทำให้นักเรียนทีเข้าไปข้างในโรงเรียนใกลัวจนสั่นไปทั้งตัว
เย่เทียนเฉินขมวดคิ้ว เดินไปหาเย่เชี่ยนเหวินผู้เป็น้องสาวตอนนี้เองชายคนนั้นก็กล่าวกับเย่เชี่ยนเหวินว่า “บังเอิญจริงๆ เชี่ยนเหวินฉันจะให้โอกาสเธอเป็ครั้งสุดท้าย มาเป็แฟนของเฉินหาวคนนี้ซะเถอะฉันรับรองเลยว่าตระกูลเย่ของเธอจะไม่มีใครกล้ามารังควานอีก”
“ไสหัวไปซะ ฉันพูดไปหลายครั้งแล้วนะ ฉันไม่ชอบนาย คนอย่างนายไม่มีค่าพอให้ฉันชอบหรอก”เย่เชี่ยนเหวินทำหน้าดุแล้วกล่าวออกมาอย่างดุดัน
“หือ? แม่งเอ้ย เย่เชี่ยนเหวินฉันให้เกียรติแต่เธอไม่เอา ใครๆ ก็รู้ว่าตระกูลเย่ของเธอตกต่ำมาตั้งนานแล้วพี่ชายของเธอเป็ที่หัวเราะเยาะของคนทั้งเมืองหลวง ฉันขอเตือนให้เธอมาเป็แฟนฉันซะดีๆไม่งั้นตระกูลเย่ของเธอจะลืมตาอ้าปากไม่ได้ไปตลอดกาล!” พอเฉินหาวเห็นว่าเย่เชี่ยนเหวินไม่ไว้หน้าตนเองเช่นนี้ก็กล่าวออกมาด้วยความโกรธสุดขีด
“นาย....ห้ามมาว่าพี่ชายฉันแบบนั้นนะ” เย่เชี่ยนเหวินโกรธจนกำหมัดแน่นอยากจะพุ่งเข้าไปต่อยเฉินหาวสักหลายหมัด ตระกูลเย่ตกต่ำลงแล้วจริงๆ แต่เธอก็ไม่ยอมให้ใครมาพูดถึงพี่ชายเธอแบบนั้น
“ทำไม? พี่ชายเธอมันก็เป็แค่เศษสวะเป็ตัวตลก ยังไม่ยอมให้คนว่าอีกเหรอ? หรืออยากจะลงมือกับฉัน? วันนี้ฉันจะบังคับเธอด้วยกำลังเอง พาผู้หญิงคนนี้ขึ้นรถซะ”เฉินหาวกล่าวอย่างยโส
ชายฉกรรจ์ที่อยู่ทางซ้ายมือของเฉินหาว ยื่นมือออกไปหวังจะจับเย่เชี่ยนเหวินมา
เปรี้ยง!
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเพิ่งจะยื่นมือออกไป ร่างก็ปลิวกระเด็นออกไปก่อนจะตกลงกระแทกพื้นอย่างแรงเย่เชี่ยนเหวินตกตะลึง หมุนตัวไปเห็นเป็เย่เทียนเฉินพี่ชายของตน ใบหน้ารูปไข่ที่ดุดันเอาพลันปรากฏรอยยิ้มหวานออกมา
“แก...แกแม่งเป็ใครวะ? กล้ามายุ่งเื่ของฉันงั้นเหรอ?” เฉินหาวมองเย่เทียนเฉินอย่างตกตะลึงครู่หนึ่งแล้วกล่าวถามไปอย่างหยิ่งผยอง
“ต่อไปอย่างมายุ่งกับน้องสาวฉันอีก ไม่งั้นขาสุนัขของแกได้หักแน่”เย่เทียนเฉินกล่าวออกมาเสียงเรียบ
“เฮอะ แกแม่งก็คือเย่เทียนเฉินนี่เอง ไอ้คนไม่เอาไหนของตระกูลเย่ความอัปยศของตระกูลเย่ทั้งตระกูล....”
“อ๊าก”
คำกล่าวเยาะเย้ยของเฉินหาวยังไม่ทันจะจบ ก็ถูกหมัดของเย่เทียนเฉินต่อยปลิวออกไปก่อนจะร่วงลงบนพื้น กินดินเข้าไปคำหนึ่ง ร้องโอดครวญราวกับหมูถูกเชือด คำรามว่า“ฆ่ามัน ฆ่าไอ้เวรนี่ซะ”
ชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่งควักมีดออกมาจากข้างหลังทันทีก่อนจะฟันลงไปที่ศีรษะของเย่เทียนเฉิน ผู้คนและนักเรียนบริเวณรอบๆ ต่างก็ใรีบถอยหลังออกไป เย่เทียนเฉินใช้แขนข้างหนึ่งบังเย่เชี่ยนเหวินไว้ด้านหลังเผชิญหน้าเพียงลำพัง
มีดฟันลงมา คนทั้งหมดต่างสูดหายใจเฮือกหนึ่ง หากว่าถูกฟันโดน ศีรษะที่แข็งเหมือนเหล็กคงถูกผ่าออกเป็สองส่วนแน่ๆแต่เย่เทียนเฉินกลับใช้นิ้วกลางและนิ้วชี้ข้างขวาคีบคมมีดเอาไว้ พวกคนที่มามุงดูใจนปากอ้าตาค้างใครเคยเห็นคนถูกมีดฟันแล้วไม่หลบแต่กลับพุ่งเข้าหาบ้าง? ที่ไม่เคยพบเคยเห็นมากกว่าก็คือยังใช้นิ้วกลางกับนิ้วชี้คีบไว้ได้อีกหากฟันลงมาได้ล่ะก็ เกรงว่าฝ่ามือทั้งหมดคงถูกแบ่งออกเป็สองส่วนแน่
แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายของทุกคนก็คือ นิ้วกลางและนิ้วชี้ข้างขวาของเย่เทียนเฉินสามารถคีบคมมีดที่ชายฉกรรจ์คนนั้นฟันลงมาเอาไว้ได้ราวกับคีบด้วยคีมเหล็ก ไม่ว่าชายฉกรรจ์คนนั้นจะออกแรงสักแค่ไหนกระทั่งใช้สองมือจับด้ามมีดแล้วกดลงไป ก็ไม่สามารถทำให้คมมีดขยับลงได้แม้แต่นิ้วเดียว
ในสายตาของคนหลายคน เย่เทียนเฉินกำลังใช้แรงน้อยเอาชนะแรงมากใช้แรงของนิ้วมือทั้งสองของตนหยุดพลังทั้งหมดของชายฉกรรจ์ผู้นั้น แต่กลับไม่รู้ว่าเย่เทียนเฉินนั้นกำลังทดสอบพลังพิเศษของตนเองอยู่ตอนที่เขาพุ่งเข้าไปก็ขับเคลื่อนพลังภายในร่างไปรวมไว้ที่นิ้วกลางและนิ้วชี้ขวาตอนที่ชายฉกรรจ์คนนั้นฟันมีดลงมา ก็ใช้พลังพิเศษหนีบคมมีดเอาไว้ ทำให้ชายฉกรรจ์ไม่อาจฟันมีดลงไปต่อได้นี่เป็วิธีการที่อันตรายในการกระตุ้นพลังพิเศษวิธีหนึ่ง
กร่อก!
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ เย่เทียนเฉินใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ข้างขวาหักมีดในมือของชายฉกรรจ์ผู้นั้นคนที่อยู่บริเวณนั้นใเสียจนคางแทบหลุด
เย่เทียนเฉินใช้เท้าถีบชายฉกรรจ์คนนั้นกระเด็นออกไป ทิ้งมีดที่นิ้วชี้กับนิ้วกลางคีบจนหักไปมุมปากประดับด้วยรอยยิ้มพลางเดินไปหายังเฉินหาว
เฉินหาวย่อมเห็นภาพอันเหี้ยมหาญของเย่เทียนเฉินใจนร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อั้แ่แรก จะอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าเย่เทียนเฉินผู้น่าขบขันของทั้งเมืองหลวงกลับเก่งถึงขนาดนี้
“แก...แกคิดจะทำอะไร พ่อฉันคือเฉินหู่ มี.....”
เปรี้ยงๆๆ! เย่เทียนเฉินยกขากระทืบลงไปบนร่างของเฉินหาวสามครั้งจนเฉินหาวหมดสติไป ไม่ทราบว่าซี่โครงหักไปกี่ซี่ ผู้คนบริเวณที่ดูอยู่ต่างก็ตกตะลึงไม่หยุด
“กล้ามาวุ่นวายกับน้องสาวฉัน ต่อให้พ่อแกคือหลี่กัง[1]ก็ไม่รอด”เย่เทียนเฉินกล่าวเสียงเย็น
นี่เป็ประโยคฮิตประโยคแรกในเมืองที่เย่เทียนเฉินเรียนรู้หลังจากหลับชาติมาเกิดใหม่โดยที่เย่เชี่ยนเหวินเป็คนสอน ตอนนี้นับว่าได้ใช้ประโยชน์แล้ว
“มัวแต่ตะลึงอะไรอยู่ รีบเข้าไปเรียนสิ!” เย่เทียนเฉินเดินไปถึงด้านหน้าเย่เชี่ยนเหวินผู้เป็น้องที่ยังคงอึ้งอยู่แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“พี่ พี่สุดยอดจริงๆ” เย่เชี่ยนเหวินได้สติกลับมาคิดไม่ถึงเลยว่าพี่ชายของตนจะยอดเยี่ยมเช่นนี้ จึงเอ่ยอย่างดีใจ
“ฮ่าๆ รีบเข้าไปเถอะ จะสายแล้วนะ!” เย่เทียนเฉินลูบหัวเย่เชี่ยนเหวินผู้เป็น้องอย่างรักใคร่
เย่เชี่ยนเหวินหันกายเดินไปในโรงเรียน จู่ๆ ก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงหันมากล่าวว่า“พี่ พ่อของเฉินหาวคือเฉินหู่ เป็พวกสารเลวของเขตนี้ ฉายาสุนัขงานศพ ได้ยินว่ามีอิทธิพลมาก....”
“เข้าไปเถอะ ไม่ต้องกังวล พี่จัดการได้”เย่เทียนเฉิยกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางโบกมือให้น้องสาว
หลังจากเย่เทียนเฉินมองดูเย่เชี่ยนเหวินผู้เป็น้องเดินเข้าไปในโรงเรียนตอนที่หมุนตัวมาก็พบว่าเฉินหาวกับลูกสมุนทั้งสองคนได้ขับรถหนีไปแล้ว
เย่เทียนเฉินโบกแท็กซีมุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่ของเครือไห่หวัง เขากำลังจะได้นั่งตำแหน่งประธานกรรมการเป็ครั้งแรกและจะได้เซ็นหนังสือสัญญาถอนหมั้นกับตระกูลฉี
ตอนที่เย่เทียนเฉินไปถึงเครือไห่หวัง ก็เป็เวลาเที่ยงแล้วไม่พูดไม่ได้ว่าถนนหนทางของเมืองหลวงนั้นมีรถติดหนักตลอดทาง ติดอยู่หลายชั่วโมงโชคดีที่เย่เทียนเฉินไม่ได้มีธุระสำคัญอะไร เดินทางมาถึงอาคารสำนักงานเครือไห่หวังได้อย่างไม่รีบไม่ร้อน
เครือไห่หวังเป็บริษัทที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งอาคารสำนักงานของสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองหลวง ที่เมืองใหญ่เมืองอื่นๆ ก็มีสาขาของบริษัทอยู่เช่นกันนอกจากนั้นตึกยี่สิบสองชั้นตึกนี้ก็เป็ที่สถานที่ทำงานของสำนักงานใหญ่เครือไห่หวังทั้งหมดที่นี่เป็เครือข่ายที่รวบรวมการขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรมอาหารและอื่นๆ ไว้ด้วยกันธุรกิจใหญ่โต กำไรก็งดงาม
“หยุดนะ คุณเป็ใครกัน? ที่นี่เป็อาคารสำนักงานของสำนักงานใหญ่เครือไห่หวังบุคคลไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้า”
เย่เทียนเฉินเพิ่งจะเดินถึงหน้าประตูใหญ่ของเครือไห่หวังก็ถูกยามที่ยืนเฝ้าอยู่คนหนึ่งขวางเอาไว้
[1]มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีนนายหลี่ ฉีิ ขับรถชนแล้วหนี จนเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและกลุ่มนักศึกษาที่เห็นเหตุการณ์ต้องเข้ามาขวางและบอกให้เขารับผิดชอบ แต่เขากลับะโท้าทายให้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับเขาได้ด้วยประโยคที่ว่า “ไปเลย เชิญไปฟ้องร้องได้เลย “พ่อข้า คือหลี่กัง””และนับจากนั้นมา ประโยค “พ่อข้า คือหลี่กัง” ก็ฉาวโฉ่ไปทั่วประเทศ