กลิ่นไม้เก่าชื้น ๆ ค่อย ๆ ซึมเข้าสู่สติรับรู้
ไม่ใช่กลิ่นเื
ไม่ใช่กลิ่นควันไฟ
ไม่ใช่กลิ่นเหล็กร้อนจากคมดาบ
และไม่ใช่กลิ่นดินแฉะที่ถูกเหยียบย่ำด้วยกองทัพนับหมื่น
แต่เป็กลิ่นธรรมดาของห้องไม้เก่า ๆ ห้องหนึ่ง
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ
ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้สีซีด มีรอยร้าวยาวพาดผ่านราวกับเส้นเืแห้งที่หยุดไหลไปนานแล้ว ฝุ่นบาง ๆ เกาะอยู่ตามร่องไม้ แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็ลำแสงเอียง ๆ ตัดผ่านอากาศนิ่งงันภายในห้อง
ฝุ่นเล็ก ๆ ลอยอยู่ในแสงนั้น
หมุนวน
เชื่องช้า
เงียบงัน
ราวกับเวลาในห้องนี้ไหลช้ากว่าโลกภายนอก
เขาไม่ขยับทันที เพียงนอนนิ่ง รับรู้ร่างกายของตัวเองอย่างละเอียด
ลมหายใจตื้น อกขึ้นลงเบา หัวใจเต้นช้ากว่าที่ควร แขนขาอ่อนแรงจนเหมือนเพิ่งฟื้นจากไข้หนัก ชายหนุ่มค่อย ๆ ขยับนิ้ว
ความรู้สึกตอบสนองช้า แต่ยังอยู่ครบ เขายกมือขึ้นมาดู ผิวขาวซีดจนเห็นเส้นเืจาง ๆ ใต้ผิว นิ้วเรียวยาว ไม่มีรอยด้านจากด้ามกระบี่ ไม่มีรอยแตกจากการจับทวน ไม่มีแผลเป็จากการปะทะในสนามรบ
นี่ไม่ใช่มือของเขา
ไม่ใช่มือของชายที่เคยจับกระบี่ทุกวัน
ไม่ใช่มือของชายที่เคยยืนอยู่หน้ากองทัพ
และไม่ใช่มือของคนที่เคยใช้เืเป็หมึก เขียนคำสั่งลงบนผืนแผ่นดิน
เขาหลับตาลง เพียงเสี้ยวพริบตา ภาพหนึ่งแทรกขึ้นมาในหัว
เสียงกลองศึกดังทับซ้อนกับเสียงหัวใจ ฝุ่นควันปกคลุมทุกอย่าง ธงขาดปลิวสะบัดอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ ทหารหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขา ใบหน้าเปื้อนเื ดวงตาสั่นไหว แต่ยังพยายามฝืนยิ้ม
“แม่ทัพ…เราจะรอดหรือไม่?”
ชายหนุ่มลืมตา ภาพทั้งหมดหายไป เหลือเพียงเพดานไม้เก่า และความเงียบในห้องแคบ ๆ เขาไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา เพียงหายใจออกเบา ๆ
…เข้าใจแล้ว
ความทรงจำอีกชุดหนึ่งค่อย ๆ ปะติดปะต่อขึ้นมาในหัว
หลินอวี่
ลูกนอกสายของตระกูลหลิน
อายุสิบเจ็ด
พร์ต่ำ
ปราณเบาบาง
คำว่า “ไร้ค่า” ไม่ได้ถูกพูดใส่หน้าเขาทุกวัน แต่ทุกสายตาที่มองมา ทุกเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเมื่อเขาเดินผ่าน ทุกการเงียบใส่เมื่อเขายื่นมือขอความช่วยเหลือ ล้วนสื่อความหมายนั้นชัดเจน
เดือนก่อน เขาขึ้นลานประลอง
ถูกหลินเฉิงซัดจนหมดสติในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ
และวันนี้…
เขาต้องขึ้นลานประลองอีกครั้ง
หลินอวี่ลุกขึ้นนั่ง เตียงไม้ใต้ร่างส่งเสียงเอี๊ยดเบา ๆ ฟูกบางจนแทบไม่ต่างจากแผ่นกระดานแข็ง ความเย็นจากพื้นไม้ซึมขึ้นมาตามฝ่าเท้าเมื่อเขาวางเท้าลง เพียงลุกขึ้นเร็วไปเล็กน้อย ศีรษะก็วูบ
เขาหยุดนิ่ง
หายใจเข้า…ช้า
หายใจออก…ยาว
จังหวะลมหายใจค่อย ๆ กลับมาสม่ำเสมอ
ร่างนี้อ่อนแอเกินไป
ไม่ใช่แค่ไร้พลัง แต่เป็ร่างที่ไม่เคยถูกฝึกอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อไม่สมดุล เส้นลมปราณตีบตัน ปราณในร่างเบาบางจนแทบเหมือนลำธารที่เหลือแต่น้ำขัง ถ้าพูดอย่างสุภาพ ร่างนี้ต้องฟื้นฟู ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา…
สภาพย่ำแย่
หลินอวี่กวาดตามองรอบห้อง ห้องไม่ใหญ่ ผนังไม้มีรอยผุเป็หย่อม ๆ หน้าต่างปิดไม่สนิท ลมเย็นพัดเข้ามาเป็่ ๆ ม่านผ้าสีซีดขาดตรงปลายเล็กน้อย ขยับเบา ๆ ตามแรงลม มุมหนึ่งของห้องมีโต๊ะไม้เก่าตัวหนึ่งตั้งอยู่
ขาโต๊ะไม่เท่ากัน มุมโต๊ะบิ่น แผ่นไม้้ามีรอยแตกบาง ๆ ที่หากไม่มองดี ๆ คงไม่เห็น
บนโต๊ะมีถ้วยดินเผาใส่น้ำวางอยู่ครึ่งหนึ่ง น้ำในถ้วยนิ่งสนิทจนสะท้อนแสงอ่อน ๆ จากหน้าต่าง
ทุกอย่างธรรมดา ธรรมดาจนเกือบไร้ค่า และในจังหวะที่เขากำลังมองโต๊ะนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว
[ตรวจพบผู้ใช้งาน]
หลินอวี่หยุดนิ่ง ไม่มีใครอยู่ในห้อง ไม่มีเงา ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีปราณแปลกปลอม แต่เสียงนั้นยังคงอยู่
ชัดเจน ราบเรียบ ไร้อารมณ์
[ระบบ Logical Override เริ่มต้นทำงาน]
หลินอวี่ไม่สะดุ้ง ไม่ตื่นตระหนก เพียงหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ระบบ…”
[ความสามารถ: ปรับผลลัพธ์ตามเหตุผลที่เพียงพอ]
คำอธิบายนั้นสั้นมาก จนมั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครเข้าใจความหมายของมัน
หลินอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง ความคิดเริ่มทำงานทันที
ปรับผลลัพธ์ตามเหตุผล
หมายความว่าไม่ใช่สร้างสิ่งใหม่จากความว่างเปล่า
ไม่ใช่เสก ไม่ใช่พร ไม่ใช่พลังทำลายตรง ๆ
แต่เป็การผลักสิ่งที่มีเหตุให้เกิด…ให้เกิดขึ้นจริง
เขาเคยเป็แม่ทัพ สิ่งแรกที่แม่ทัพต้องเรียนรู้ไม่ใช่การเชื่อปาฏิหาริย์ แต่คือการทดสอบข้อมูล ข้อมูลที่ไม่ผ่านการทดสอบ เท่ากับข่าวลือ ข่าวลือที่ถูกใช้ในสนามรบ เท่ากับหลุมศพ
หลินอวี่ลุกขึ้น ฝ่าเท้าััพื้นไม้เย็น ๆ เสียงฝีเท้าของเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน เขาเดินไปหยุดตรงหน้าโต๊ะไม้ ยื่นนิ้วแตะลงบนผิวโต๊ะ
หยาบ
แห้ง
มีเสี้ยนเล็ก ๆ ทิ่มผิว
เขาไม่รีบลงมือ เพียงมองจากแผ่นโต๊ะลงไปยังขาโต๊ะ จากขาโต๊ะไปยังรอยต่อ จากรอยต่อกลับขึ้นมาที่ถ้วยน้ำ ทุกอย่างถูกแยกออกเป็องค์ประกอบในหัว
โต๊ะตัวนี้เก่า
[กำลังวิเคราะห์]
เนื้อไม้เสื่อมจากความชื้นสะสม
[ความเป็ไปได้ของการเสียหาย: 31%]
ขาโต๊ะไม่สมดุล น้ำหนักถ่ายไปด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา
[เพิ่มเป็ 46%]
เขาก้มลงเล็กน้อย มองรอยต่อของขาโต๊ะ
ตรงนั้นมีเส้นแตกบาง ๆ ซ่อนอยู่ใต้ฝุ่น
มีรอยแตกสะสมอยู่ภายในจุดรับแรง
[เพิ่มเป็ 59%]
ยังไม่พอ ถ้าความเป็ไปได้ยังอยู่แค่นี้ ผลลัพธ์อาจเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ต้องทำให้ความเป็ไปได้สูงขึ้น
หลินอวี่เลื่อนสายตาไปยังถ้วยน้ำ ถ้วยนั้นวางอยู่ใกล้มุมโต๊ะด้านที่อ่อนที่สุด น้ำหนักไม่มาก แต่พอเป็แรงกดคงที่
น้ำหนักถ้วยกดอยู่ใกล้จุดอ่อน
[เพิ่มเป็ 67%]
เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
ก๊อก
เสียงทึบดังขึ้นโต๊ะสั่นเล็กน้อย น้ำในถ้วยไหวเป็วงเล็ก ๆ
แรงสั่นะเืกำลังขยายรอยแตกเดิม
[เพิ่มเป็ 75%]
ลมจากหน้าต่างพัดเข้ามาอีกครั้ง ม่านผ้าขยับ ขาโต๊ะที่ไม่เท่ากันทำให้แผ่นโต๊ะสั่นไหวตามแรงลมเพียงนิดเดียว
แต่นิดเดียวก็ยังเป็เหตุ
[เพิ่มเป็ 82%]
หลินอวี่หยุดคิด ตัวเลขยังไม่เต็มร้อย แต่เขาเริ่มเข้าใจแล้ว ระบบนี้ไม่ได้้า “เหตุผลสมบูรณ์แบบ” มัน้า “เหตุผลที่เพียงพอ” พอให้โลกไม่อาจปฏิเสธผลลัพธ์ได้ง่าย ๆ
หลินอวี่วางนิ้วลงตรงรอยแตก แรงกดเพียงเล็กน้อย แต่ตรงจุด เขาลืมตาขึ้น
“เหตุผลเพียงพอแล้ว”
[ยืนยันตรรกะ]
แครก…
เสียงแตกเบา ๆ ดังขึ้น เหมือนกระดูกชิ้นเล็กหัก รอยแตกใต้แผ่นโต๊ะขยายตัวทันที
ขาโต๊ะด้านซ้ายทรุดลง น้ำในถ้วยกระฉอกออกมา ถ้วยไหลตามแรงเอียง ลื่นไปชนมุมโต๊ะ ก่อนกลิ้งตกลงพื้น
ปัง!
โต๊ะทั้งตัวพังลงกับพื้น เสียงกระแทกสะท้อนในห้องแคบ ๆ ถ้วยดินเผาแตกออกเป็สองชิ้น น้ำไหลแผ่บนพื้นไม้ ฝุ่นไม้ฟุ้งขึ้นในลำแสงยามเช้า ลอยวนเชื่องช้าเหมือนภาพที่ถูก
ยืดเวลาออกไป แล้วทุกอย่างก็เงียบลง
หลินอวี่ยืนมอง ไม่ใ ไม่ยินดี เพียงสังเกต
นี่ไม่ใช่การสร้างผลลัพธ์
แต่เป็การผลักสิ่งที่มีโอกาสเกิด ให้เกิดขึ้นทันที
ถ้าจะใช้กับสิ่งของ ต้องมีรอยแตก มีจุดอ่อน มีแรงกระตุ้น
ถ้าจะใช้กับคน…
เขาหลุบตามองมือตัวเอง
จะซับซ้อนกว่านี้มาก
คนไม่ใช่โต๊ะ คนมีความคิด มีอารมณ์ มีสัญชาตญาณ มีความกลัว มีความหยิ่ง มีความลังเล แต่สิ่งเ่าั้ก็เป็เหตุได้เหมือนกัน
ร่างกาย ลมหายใจ จังหวะเท้า น้ำหนักตัว อารมณ์ จิตใจ สิ่งรอบข้าง ทุกอย่างล้วนเป็เหตุผล หากเขาเรียงมันได้ถูกต้อง…ผลลัพธ์ก็อาจถูกบังคับได้เช่นกัน
“นายน้อย!”
เสียงรีบร้อนดังขึ้นจากนอกห้อง ประตูถูกผลักเปิดอย่างแรง เด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามา
เขามีรูปร่างผอมบาง เสื้อผ้าสีเทาซีดเก่า มีรอยปะหลายจุด ผมถูกรวบลวก ๆ เหงื่อเกาะหน้าผาก ลมหายใจหอบเล็กน้อย
อาเหยียน
คนรับใช้ที่ติดตามหลินอวี่มานาน
เด็กหนุ่มหยุดชะงักทันทีเมื่อเห็นเศษโต๊ะบนพื้น
“โต๊ะ…!”
เขามองเศษไม้ที่กระจัดกระจาย มองถ้วยแตก มองน้ำที่ไหลเป็วงบนพื้น แล้วรีบหันไปหาหลินอวี่
“นะ…นายน้อย ท่านเป็อะไรหรือไม่ขอรับ!”
หลินอวี่ตอบเรียบ ๆ
“ไม่เป็ไร”
อาเหยียนก้าวเข้ามาใกล้ ตรวจมองเขาั้แ่หัวจรดเท้า สีหน้ากังวลจนแทบเขียนออกมาบนใบหน้า
“มัน…พังได้อย่างไรขอรับ”
หลินอวี่มองโต๊ะ แล้วตอบ
“มันไม่แข็งแรง”
“…”
อาเหยียนอ้าปากเล็กน้อย เขารู้สึกว่าคำตอบนี้ถูก แต่ก็เหมือนไม่ได้ตอบอะไรเลย เขาหันไปมองเศษโต๊ะอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน โต๊ะตัวนั้นเก่าจริง แต่มันก็ตั้งอยู่ตรงนั้นมาหลายปี
เหตุใดวันนี้ถึงพัง? และเหตุใดถึงพังตอนนายน้อยยืนอยู่ข้างมันพอดี?
อาเหยียนอยากถามต่อ แต่เสียงระฆังจากด้านนอกดังขึ้นเสียก่อน
กัง—
กัง—
กัง—
เสียงระฆังเรียกรวมตัวจากลานประลองดังแทรกเข้ามาในห้อง อาเหยียนสะดุ้ง รีบหันกลับมา
“นายน้อย วันนี้ท่านต้องไปลานประลองแล้วขอรับ! ข้าน้อยมาตาม ท่าน…ท่านยังไหวหรือไม่”
เสียงของเขาเบาลงในประโยคท้าย เพราะเขารู้คำตอบอยู่แล้ว
เดือนก่อน หลินอวี่ถูกหามกลับมาจากลานประลอง ใบหน้าซีด ริมฝีปากมีเื ลมหายใจแ่จนเขากลัวว่านายน้อยจะไม่ตื่นอีก
วันนี้ต้องกลับไปที่เดิม เจอคนเดิม ถูกสายตาเดิมมอง
อาเหยียนกำชายเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว
หลินอวี่มองเขา
“ถ้าไม่ไป จะเป็อย่างไร”
อาเหยียนชะงัก
“อาจถูกลงโทษ หรือถูกหักเบี้ยเลี้ยงขอรับ”
“แล้วถ้าไป”
อาเหยียนเงียบ คำตอบชัดเจนเกินไป ถ้าไป ก็อาจถูกซัดอีก
หลินอวี่พยักหน้าเล็กน้อย ไม่ถามต่อ เขาหยิบเสื้อคลุมสีขาวซีดขึ้นมาสวม การเคลื่อนไหวช้า แต่มั่นคง
“งั้นก็ไป”
อาเหยียนหน้าเปลี่ยนสี
“แต่ว่า—”
“ถ้าไม่ไป พวกเขาจะมาหาข้า”
หลินอวี่ผูกสายคาดเอว
“ข้าไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย”
อาเหยียนนิ่งไป เขารู้สึกว่านายน้อยตรงหน้าเปลี่ยนไป ยังเป็ใบหน้าเดิม ยังเป็ร่างผอมบางเดิม แต่แววตาไม่เหมือนเดิม
เมื่อก่อนดวงตาของหลินอวี่มักหลบเลี่ยงผู้คน เหมือนคุ้นชินกับการถูกเหยียบย่ำ
แต่ตอนนี้ ดวงตาคู่นั้นนิ่งเกินไป
นิ่งเหมือนน้ำลึก นิ่งเหมือนกำลังมองเห็นบางสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น หลินอวี่เดินผ่านอาเหยียนไปยังประตู แสงเช้าสาดเข้ามาบนเสื้อคลุมซีดเก่า
“ไปเถอะ”
อาเหยียนรีบตาม
“ขอรับ!”
—
ทางเดินนอกเรือนเริ่มมีคนมากขึ้น เสียงพูดคุยดังอยู่ไกล ๆ เสียงหัวเราะลอยมาตามลม เสียงฝีเท้าหลายสายมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน
ลานประลอง
ทุกเดือน ศิษย์รุ่นเยาว์ของตระกูลหลินจะต้องเข้าร่วมการทดสอบ คนเก่งใช้ที่นั่นเพื่อแสดงฝีมือ คนธรรมดาใช้ที่นั่นเพื่อพิสูจน์ว่าตนยังมีค่า
ส่วนคนอ่อนแอ…เป็ได้แค่ตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะ
เมื่อหลินอวี่เดินผ่านทางเดิน คนหลายคนเริ่มหันมามอง สายตาเ่าั้ไม่ปิดบังเลย บางคนยิ้มเยาะ บางคนกระซิบ บางคนหัวเราะออกมาตรง ๆ
“นั่นไง มาแล้ว”
“ข้านึกว่าจะไม่กล้ามาเสียอีก”
“เดือนก่อนล้มเร็วขนาดนั้น วันนี้จะทนได้กี่ลมหายใจ?”
“พนันไหม ข้าว่าหมัดเดียว”
“หมัดเดียว? เ้าดูถูกหลินเฉิงเกินไปแล้ว แค่แรงลมจากหมัดเขาก็พอให้มันล้มแล้วกระมัง!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็ระยะ อาเหยียนเดินอยู่ด้านหลังหลินอวี่ สีหน้าอึดอัด เขาก้มหน้าเล็กน้อย มือกำแน่น แต่ไม่กล้าพูดอะไร หลินอวี่กลับไม่ตอบสนอง เขาเพียงเดินต่อ ช้า ๆ
สม่ำเสมอ
เหมือนทุกเสียงรอบตัวเป็เพียงลมผ่านหู แต่ในใจเขากำลังเก็บข้อมูล
คนมุงดูจำนวนมาก
อารมณ์ของฝูงชนเอนเอียงไปทางดูถูก
เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การดูการประลอง แต่คือรอดูข้าล้ม
หากใช้ให้ถูก เสียงของคนดูอาจกลายเป็แรงกดดันต่อคู่ต่อสู้ได้
หลินอวี่เงยหน้ามองไปข้างหน้า ลานประลองเปิดกว้างอยู่ตรงปลายทาง แสงแดดส่องลงบนพื้นดินจนเกิดไอร้อนบาง ๆ ฝุ่นจาง ๆ ลอยขึ้นจากพื้นทุกครั้งที่มีคนเดินผ่าน
เสียงรอบข้างดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ลานประลอง ภาพตรงหน้าก็เปิดออกอย่างเต็มตา ลานดินกว้างถูกเหยียบย่ำจนแน่นแข็ง สีดินคล้ำจากเหงื่อและเืที่สะสมมานาน รอยเท้า รอยลาก รอยกระแทกกระจายอยู่ทั่ว พื้นบางจุดแข็ง บางจุดร่วน บางจุดมีฝุ่นบาง ๆ เคลือบอยู่้า
ผู้คนยืนล้อมเป็วงหลายชั้น ศิษย์สายนอกจำนวนมากแต่งกายด้วยชุดฝึกสีขาวเทา บ้างกอดอก บ้างยืนเท้าเอว บ้างชะโงกหน้ามาดูด้วยความสนุก
ไม่มีใครมองหลินอวี่เป็คู่ต่อสู้ พวกเขามองเขาเป็ตัวตลกที่ถูกเรียกขึ้นเวทีอีกครั้ง
ตรงกลางลาน ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนรออยู่แล้ว
หลินเฉิง
เขาสวมชุดฝึกสีน้ำเงินเข้ม แขนเสื้อรัดขึ้นเหนือข้อศอก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นชัด เส้นเอ็นบนท่อนแขนปูดขึ้นเล็กน้อยแม้ยังไม่ได้ออกแรง ไหล่กว้าง หลังตรง ท่ายืนมั่นคง
ปราณรอบตัวเขาไม่ถึงกับรุนแรง แต่ไหลเวียนสม่ำเสมอ
สำหรับศิษย์สายนอก เขาจัดว่าโดดเด่น หมัดของเขาหนัก ก้าวของเขาเร็ว และที่สำคัญ— เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
หลินเฉิงมองหลินอวี่ที่เดินเข้ามา มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเหยียด
“ข้านึกว่าเ้าจะหนีหางจุกตูดเสียอีก”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบสนาม หลินอวี่หยุดห่างจากเขาราวสิบก้าว มองอีกฝ่ายั้แ่ศีรษะจรดเท้า
ร่างกายแข็งแรง
น้ำหนักตัวมากกว่าข้าเกือบสองเท่า
กล้ามเนื้อไหล่ขวาเด่นกว่าไหล่ซ้าย
น่าจะถนัดหมัดขวา
สายตาที่จ้องข้าดูสบาย ๆ
แปลว่ามั่นใจเต็มสิบว่าจะชนะข้า
หลินเฉิงเห็นเขาเงียบก็ยิ่งยิ้มกว้าง
“กลัวจนพูดไม่ออกหรือ?”
หลินอวี่ตอบเรียบ ๆ
“กำลังคิดอยู่”
“คิดอะไร?”
“คิดว่าเ้าจะล้มอย่างไร”
รอบสนามเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังลั่น หลินเฉิงเองก็หัวเราะ หัวเราะเหมือนได้ยินเื่ตลกที่สุดในรอบเดือน
“ข้า? ล้ม?”
เขากำหมัด เสียงกระดูกดังกรอบ
“เ้าคงโดนข้าต่อยจนสมองเสียไปแล้วจริง ๆ”
ด้านข้างลาน ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทายืนอยู่ ใบหน้าคมเข้ม สายตาเย็นเฉียบ
เขาคือหลินจง กรรมการประลอง ผู้ดูแลการทดสอบศิษย์สายนอก
หลินจงมองทั้งสองฝ่ายอย่างไร้อารมณ์ ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“กติกาเหมือนเดิม”
“ห้ามใช้อาวุธ ห้ามโจมตีจุดตาย ผู้ใดล้มก่อนหรือยอม ถือว่าแพ้”
เขากวาดตามองหลินอวี่แวบหนึ่ง สายตานั้นไม่มีความดูถูกชัดเจน แต่ก็ไม่มีความคาดหวังเช่นกัน ก่อนประกาศออกมาเสียงเรียบ
“เริ่มได้”
หลินเฉิงก้าวออกมาทันที
“ข้าจะจบในหมัดเดียว”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่ใช่การข่มขู่ แต่เป็คำประกาศ เพราะในความคิดของเขา ผลลัพธ์นี้แน่นอนอยู่แล้ว เขาเคยซัดหลินอวี่จนหงายมาแล้วเมื่อเดือนก่อน
ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน และนั่นจะทำให้เขาได้เข้าสู่การเป็ศิษย์สายในเสียที
หลินเฉิงย่อเข่าลงเล็กน้อย น้ำหนักถ่ายไปที่ขาขวา กล้ามเนื้อต้นขาตึงขึ้น ไหล่ขวาขยับก่อนหนึ่งจังหวะ หมัดขวากำแน่น พื้นดินใต้เท้าเขายุบลงเล็กน้อยจากแรงกด
หลินอวี่มองทุกการกระทำอย่างละเอียด มั่นคง เป็ลำดับ
[เริ่มวิเคราะห์เป้าหมาย]
น้ำหนักลงขาขวา
[รูปแบบการออกตัว: พุ่งตรง]
กล้ามเนื้อไหล่ขวาเกร็งก่อนหมัดออก
[คาดการณ์: หมัดขวาตรง]
แรงเยอะ แต่การควบคุมละเอียดต่ำ
[จุดเสี่ยง: เสียสมดุลเมื่อแรงส่งเกินจังหวะ]
หลินอวี่ไม่ได้มองแค่คน เขามองพื้นบริเวณระหว่างเขากับหลินเฉิงมีพื้นดินที่ถูกเหยียบซ้ำจนแข็งอยู่หลายจุด แต่มีจุดหนึ่งใกล้ตำแหน่งที่หลินเฉิงจะก้าวลง เป็ดินร่วนปนฝุ่นบาง ๆ
ถ้าเดินธรรมดา ไม่มีผล ถ้าวิ่งธรรมดา อาจไม่มีผล แต่ถ้าพุ่งเต็มแรงโดยมั่นใจว่าจะจบในหมัดเดียว…จุดนั้นอาจเป็เหตุ
[ความเป็ไปได้เสียสมดุล: 41%]
ยังไม่พอ หลินอวี่หลุบตาลงเล็กน้อย เขาต้องสร้างความเป็ไปได้ ไม่ใช่ด้วยมือ แต่ด้วยคำพูด
“หลินเฉิง”
อีกฝ่ายชะงักเพียงเสี้ยวเดียว
“อะไร”
หลินอวี่มองหมัดของเขา
“หมัดขวาเ้าแรงมาก”
หลินเฉิงยิ้มอย่างหยิ่งผยอง
“แน่นอน”
[ความมั่นใจของเป้าหมายเพิ่มขึ้น]
“แต่แรงเกินไป”
รอยยิ้มของหลินเฉิงแข็งไปเล็กน้อย
“เ้าว่าอะไรนะ”
[อารมณ์เป้าหมายเริ่มถูกรบกวน]
หลินอวี่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ
“คนที่คิดจะจบในหมัดเดียว มักลืมเผื่อทางถอย”
เสียงรอบสนามเริ่มเบาลง บางคนขมวดคิ้ว หลินเฉิงกัดฟัน
“เ้าไม่มีสิทธิ์มาสอนข้า!”
[ความเป็ไปได้เสียสมดุล: 41% → 58%]
ยังไม่พอ
หลินอวี่ขยับเท้าซ้ายไปด้านข้างเพียงครึ่งก้าว เป็ก้าวที่เล็กมากจนแทบไม่มีใครสังเกต แต่สำหรับหลินเฉิงที่จ้องจะต่อยใบหน้าเขา การขยับนั้นทำให้มุมโจมตีเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หากหลินเฉิงยังพุ่งตรง หมัดจะเฉียด หากหลินอวี่ปรับทิศ เขาต้องเพิ่มแรงบิดสะโพก และเมื่อแรงบิดสะโพกเพิ่มขึ้นบนพื้นดินร่วน…
[ความเป็ไปได้เสียสมดุล: 72%]
หลินอวี่เงยหน้าขึ้น
“มาเถอะ”
หลินเฉิงคำราม
“ล้มไปซะ!”
เขาพุ่งเข้าใส่ เสียงฝีเท้ากระแทกพื้นดังปัง ฝุ่นฟุ้งขึ้นจากจุดที่เขาออกตัว ร่างสูงใหญ่พุ่งมาเหมือนหินก้อนหนึ่งที่ถูกดีดออกจากสายธนู หมัดขวาง้างเต็มแรง กล้ามเนื้อแขนตึงจนเส้นเอ็นปูดชัด
คนรอบสนามกลั้นหายใจ อาเหยียนหน้าซีด ในสายตาของทุกคน หลินอวี่ควรหลบไม่ได้ควรรับไม่ได้ ควรโดนซัดจนต้องนอนเป็ไข้เหมือนเดือนก่อน
แต่หลินอวี่เพียงมอง
ระยะสิบก้าว
เจ็ดก้าว
ห้าก้าว
หมัดขวาออกแล้ว
น้ำหนักตัวเอนหน้า
สะโพกบิดเพิ่มเพราะข้าขยับมุม
เท้าหน้ากำลังลงบนพื้นร่วน
เสียงระบบดังขึ้น
[ความเป็ไปได้เสียสมดุล: 84%]
หลินอวี่อีกถอยครึ่งก้าว ไม่ช้า ไม่เร็ว แต่ตรงจังหวะพอดี แล้วพูดออกมาเบา ๆ
“เหตุผลเพียงพอแล้ว”
[ยืนยันตรรกะ]
เท้าหน้าของหลินเฉิงเหยียบลงบนพื้นร่วน ในจังหวะเดียวกับที่หมัดขวาพุ่งจนสุด แรงส่งทั้งหมดพาเขาไปข้างหน้า แต่พื้นใต้เท้าไม่รับแรงพอ ฝ่าเท้าลื่นไถลเพียงเล็กน้อย
แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อร่างกายพุ่งเต็มแรง ความผิดพลาดเล็กน้อยก็กลายเป็หายนะ หมัดที่ควรซัดเข้าหน้าหลินอวี่เฉียดผ่านอากาศ
ดวงตาของหลินเฉิงเบิกกว้าง เขารู้ตัวว่าพลาด แต่สายเกินไป
แรงทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้น กลับดึงร่างเขาเสียสมดุล
“อึก—!”
ร่างสูงใหญ่ถลำไปข้างหน้า หัวไหล่เอียง เอวพับ เข่าทรุด จากนั้น—
ตุบ!
หลินเฉิงล้มลงกับพื้นอย่างแรง ฝุ่นฟุ้งขึ้นเป็วง ทั้งลานเงียบสนิท ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงพูด ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบ
ทุกคนมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ หลินเฉิงล้ม โดยที่หมัดยังไม่โดนหลินอวี่แม้แต่ปลายเสื้อ
หลินอวี่ยืนอยู่ตรงนั้น นิ่ง สงบ
เสื้อคลุมสีขาวซีดขยับเบา ๆ ตามแรงลม
เขาก้มมองหลินเฉิงที่ล้มอยู่ตรงหน้า แล้วเอียงศีรษะเล็กน้อย
เหมือนตัวเขาเองก็เพิ่งยืนยันผลการทดลองบางอย่างได้
“อืม”
เขาพูดเบา ๆ
“ใช้กับคนได้จริง”
หลินเฉิงเงยหน้าขึ้นจากพื้น ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและอับอาย รอบสนามยังคงเงียบ
เพราะไม่มีใครรู้ว่าเมื่อครู่…
พวกเขากำลังเห็นภาพหลอน หรือกำลังพบเจอกับเื่ราวสุดพิศดาลอันใดกันแน่