มองเห็นอันอี่เจ๋อที่อยู่ตรงหน้าประตูซูเจี๋ยนก็รู้สึกคับแค้นใจมาก : อันอี่เจ๋อ นายนี่มันมารร้ายศัตรูหัวใจของฉันจริงๆ!พอฉันได้มีโอกาสอยู่กับผู้หญิงสวยๆ ให้ชุ่มฉ่ำหัวใจทีไรนายมันเป็ต้องมาทำลายซะทุกครั้ง!
อันอี่เจ๋อเห็นซูเจี๋ยนถลึงตามองมาที่เขาอย่างเป็เดือดเป็แค้นโดยไร้ต้นสายปลายเหตุแล้วก็ได้แต่สับสนงุนงง: “เป็อะไรไป” พอนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานแล้วน้ำเสียงของชายหนุ่มก็กลายเป็อ่อนโยนลงมาก : “ยังปวดท้องอยู่อีกเหรอ”
ซูเจี๋ยนคิดในหัวอย่างดุดัน : ป๊ะป๋าคนนี้กำลังปวดตับต่างหากล่ะว้อย!
เหยียนจื่อเวยเดินออกจากห้องน้ำมาพอดีอันอี่เจ๋ออึ้งงันไปแวบหนึ่งก่อนคิ้วเข้มจะค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน : “วันนี้มีแขกมาบ้านด้วย?”
ซูเจี๋ยนพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ กล่าวแนะนำตัวให้อย่างไม่เต็มใจ: “อืม นี่เพื่อนสนิทฉันเอง เหยียนจื่อเวยเพราะได้ยินเื่ที่ฉันประสบอุบัติเหตุ ก็เลยมาเยี่ยมน่ะ”
เหยียนจื่อเวยยื่นมือออกไปอย่างสง่างามเป็ธรรมชาติแย้มยิ้มกล่าวคำ : “คุณชายอันได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้วค่ะ ฉันเป็เพื่อนสนิทของเสี่ยวเจี๋ยนเื่ของเสี่ยวเจี๋ยนก็คงต้องรบกวนให้คุณช่วยดูแลให้แล้ว”
อันอี่เจ๋อกล่าวตอบเรียบๆ ตามมารยาท : “เจี๋ยนเจี่ยนเป็ภรรยาของฉัน การดูแลเธอย่อมเป็หน้าที่ของฉันอยู่แล้ว”
ซูเจี๋ยนถลึงตาจ้องมองตำแหน่งที่มือทั้งสองคนัักันอย่างเอาเป็เอาตายแกล้งขยับเข้าไปจับมืออันอี่เจ๋อดึงออกอย่างไม่ได้ตั้งใจหันไปส่งยิ้มกว้างสว่างไสวให้เหยียนจื่อเวย : “จื่อเวยเราไปกินข้าวกันเถอะ!”
อันอี่เจ๋อพลิกมือกลับเป็ฝ่ายจับมือเรียวบางของซูเจี๋ยนเอาไว้พาเดินตรงไปที่โต๊ะอาหาร
ซูเจี๋ยนรู้สึกผิดคาด : “เอ๊ะนี่คุณยังไม่ได้ทานมื้อเย็นหรอกเหรอ”
อันอี่เจ๋อผงกศีรษะ ประคองซูเจี๋ยนขึ้นมาจัดแจงให้นั่งข้างกายตัวเอง จากนั้นก็ส่งถ้วยกับตะเกียบมาให้อีกทั้งยังตักน้ำแกงให้จนเต็มอย่างเอาใจใส่ ด้วยบุคลิกมารยาทที่ถูกฝึกฝนมานานปีการเคลื่อนไหวของเขาจึงดูเหมาะเจาะชวนมองไปหมด ไม่มีติดขัดเลยแม้แต่น้อย
“ทานให้มากหน่อยเถอะฉันรู้ว่าพอเธออยู่บ้านคนเดียวแล้วไม่เคยยอมทานอาหารให้ดีๆ เลย”
“ฉันทำแบบนั้นที่ไหน!”
“ฉันเห็นห่อเกี๊ยวสำเร็จรูปแช่แข็งที่เธอทิ้งไว้ในถังขยะ”
“เกี๊ยวแช่แข็งแล้วมันทำไมล่ะคุณอย่ามาว่าเกี๊ยวแช่แข็งแบบนั้นนะ!”
“ตอนนี้เธอต้องแบกรับอาการาเ็ทั้งภายในภายนอกจะเอาแต่กินของพวกนั้นได้ยังไง”
“ฉันาเ็ภายในที่ไหนกัน”
“ก็เืไหลจากข้างในนั่นไง”
“……”
“ถ้าเธอไม่อยากทำเองก็ไม่เป็ไรฉันจะสั่งจากร้านอาหารข้างนอกเข้ามาให้”
“ไม่เอาล่ะ สั่งแต่อาหารข้างนอก เบื่อจะแย่แล้ว”
“ไม่เห็นเป็ไรเลยถึงยังไงเธอก็ห้ามทานอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งพวกนั้นอีกพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ด้วย”
“ทำไมคุณถึงชอบมาเ้ากี้เ้าการสั่งนั่นสั่งนี่!”
“ก็เธอเป็ภรรยาของฉัน”
สองคนทางนี้ต่อปากต่อคำกันไม่หยุดเหยียนจื่อเวยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็มองมาอย่างสนอกสนใจไม่ลดละเช่นกัน
เถียงกันจบแล้วซูเจี๋ยนถึงเพิ่งสังเกตเห็นเหยียนจื่อเวยที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชมดูอยู่อีกด้านพลันรู้สึกว่าเพราะอันอี่เจ๋อภาพลักษณ์สง่างามของตัวเองในสายตาเทพธิดาคงถูกทำลายไม่เหลือชิ้นดีแล้วจึงรู้สึกทั้งขุ่นแค้นทั้งเศร้าสลดอย่างสุดจะบรรยาย
ยามนี้จึงใช้ถ้วยข้าวเป็ตัวแทนอันอี่เจ๋อจิ้มตะเกียบระบายความเกลียดชังใส่มัน ทันใดนั้นก็มีตะเกียบคู่หนึ่งคีบเนื้อปลาสีขาวสะอาดหนึ่งชิ้นมาใส่ให้ในถ้วย
ขณะตวัดสายตาขึ้นมองด้วยความใก็ได้ยินอันอี่เจ๋อกล่าวขึ้น : “เลือกก้างออกให้หมดแล้ว ไม่มีตำคออีกแน่”
ป๊ะป๋าแค่ถูกก้างปลาตำคอไปรอบเดียวเองเหอะนายจงใจทำลายภาพลักษณ์ฉันต่อหน้าเทพธิดาสินะ! เ้าคนแซ่อันนายอย่าได้ล้ำเส้นกันเกินไปนัก! ซูเจี๋ยนกราดเกรี้ยวอย่างที่สุด: “อ้ำ ง่ำๆ”มือก็คีบเนื้อปลาชิ้นโตที่อันอี่เจ๋อแกะมาให้ส่งเข้าปากไปในคำเดียว เคี้ยวอย่างดุเดือด
ถึงตอนนี้อันอี่เจ๋อจึงเริ่มลงมือทานทว่ากินไปไม่ถึงสองคำก็พลันหยุดชะงักลง ถามขึ้นอย่างลังเล : “มื้อนี้ไม่ใช่ฝีมือเธอทำหรอกเหรอ”
ก็ต้องไม่ใช่ฉันทำแหงอยู่แล้วนี่น่ะเทพธิดาตั้งใจลงครัวทำให้ฉันด้วยตัวเองเลยนะ! เห็นชัดๆว่าฉันกับเทพธิดากำลังมีความสุขกันสองต่อสองนายจะกลับบ้านมาเป็มารคอหอยฉันทำไมก็ไม่รู้! ซูเจี๋ยนกราดเกรี้ยวเดือดดาลอย่างมาก
ในดวงตาของเหยียนจื่อเวยที่จ้องมองอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นมีความประหลาดใจวาบผ่านแววตาก็เปลี่ยนเป็กระตือรือร้นสนใจอยู่บ้าง : “คุณชายอันเป็ฝีมือฉันเอง”
อันอี่เจ๋อไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีกลงมือรับประทานอย่างสง่างามต่อไป เพียงแต่หลังจากนั้น ซูเจี๋ยนก็สังเกตเห็นได้ว่า ประธานอันที่ปกติกินข้าวได้สามถ้วยใหญ่วันนี้กลับกินเข้าไปแค่ถ้วยเดียวเท่านั้น
แต่ตอนนี้ซูเจี๋ยนย่อมไม่มีอารมณ์จะไปใส่ใจอันอี่เจ๋อความสนใจทั้งหมดของเขาล้วนอยู่ที่เทพธิดาซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามดังนั้นจึงเอาแต่คีบอาหารในจานให้ เหยียนจื่อเวยครั้งแล้วครั้งเล่า
“จื่อเวย กินเยอะๆ หน่อยสิ!”
“จื่อเวย มา ลองชิมนี่ดูเถอะ!”
ไอ๊ย์! ชื่อจื่อเวยนี่ช่างไพเราะเพราะพริ้งเสียจริงๆเรียกไปก็รู้สึกเหมือนตนเองได้กลายเป็เอ๋อร์คังเลย![1]
เหยียนจื่อเวยยิ้มกว้างเต็มใบหน้ารับอาหารแต่ละจานที่อีกฝ่ายส่งมาให้แต่โดยดีทว่าพอเหลือบตาไปเห็นสีหน้าแข็งทื่อของอันอี่เจ๋อแล้วก็รีบกล่าว : “เสี่ยวเจี๋ยน เธอไม่ต้องมาคอยเอาใจฉันแล้ว เธอไปดูแลคุณชายอันให้ดีเถอะ”
ซูเจี๋ยนชำเลืองมองอันอี่เจ๋อแวบหนึ่งเห็นอันอี่เจ๋อมีสีหน้าแข็งค้างทื่อด้าน ทั้งยังจ้องมองมาที่ตนอย่างพินิจพิเคราะห์ก็ต้องอึ้งงันไปทันที นั่นก็ถูกแล้ว ไม่ใช่ว่าทั้งสองคนมีข้อตกลงกันไว้หรอกหรือว่าต่อหน้าคนนอกจะต้องแสดงอาการรักใคร่หวานซึ้งต่อกันออกมา ถึงแม้เหยียนจื่อเวยจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าทั้งสองแต่งงานกันปลอมๆเท่านั้น แต่ตามข้อตกลงแล้ว เื่เบื้องลึกเื้ันี้ไม่อาจรั่วไหลออกไปได้จากสภาพที่เห็น ชัดเจนว่าสาวน้อยซูเจี๋ยนคนก่อนกลับแอบบอกให้เธอรู้อย่างลับๆหากอันอี่เจ๋อมาจับพิรุธได้ว่าตนแอบละเมิดข้อตกลงในตอนนี้ย่อมไม่มีผลลัพธ์ที่ดีแน่นอน ฉะนั้นยังคงเสแสร้งว่าเหยียนจื่อเวยไม่รู้เื่ราวข้อเท็จจริงในการแต่งงานของทั้งสองแล้วก็แสดงออกถึงความ ‘รักใคร่ดูดดื่ม’ ต่อหน้าเธอไปตามสมควรจะดีกว่า!เ้าอันอี่เจ๋อหน้าซังกะตายนั่น เอาแต่จ้องเขม็งมาที่ตนก็คงเพราะอยากให้ทำแบบนี้เช่นกัน!
คิดได้แบบนี้แล้วซูเจี๋ยนก็ยื่นตะเกียบไปคีบก้านกุยช่ายมากองโตโยนโปะใส่ให้ในถ้วยของอันอี่เจ๋อแบบลวกๆ ฉีกยิ้มเอ่ยคำ : “มาๆกินให้เยอะหน่อยเถอะ! กินเ้านี่แล้วดีต่อร่างกายนะ!”
เหยียนจื่อเวยที่นั่งอยู่อีกด้านก็แย้มยิ้มกว้างกล่าวสำทับ : “ใช่เลย ได้ยินมาว่าผักกุยช่ายนี่มีคุณสมบัติเสริมพลังหยางในไตได้ดีเยี่ยม!”[2]
ซูเจี๋ยน : “......”
……………………………….
ทานอาหารกันเสร็จแล้วอันอี่เจ๋อก็ถูกซูเจี๋ยนขับไล่ไปรับหน้าที่เก็บล้างถ้วยชามอีกครั้งเหตุผลก็ง่ายดาย เพราะย่อมไม่อาจให้แขกที่มาบ้านล้างจานให้ตัวเอง อีกทั้งยังไม่อาจให้คนสังขารไม่ดีไปทำหน้าที่นี้ด้วย
จากนั้นตัวเองก็จูงมือเหยียนจื่อเวยเข้าห้องไปพูดคุยแบบส่วนตัว
ได้เห็นเทพธิดามานั่งอยู่บนเตียงตัวเองแบบนี้ซูเจี๋ยนรู้สึกเปี่ยมสุขไปทั้งกายใจ
เหยียนจื่อเวยแย้มยิ้มเต็มใบหน้าขณะมองดูซูเจี๋ยน : “ดูแล้วอันอี่เจ๋อก็ดีต่อเธอมากนี่นา”
“นั่นก็เพราะเธออยู่ที่นี่ด้วยน่ะสิพวกเราน่ะมีข้อตกลงกันไว้ ต่อหน้าคนนอก ต้องคอยจู๋จี๋ดู๋ดี๋แสดงความรักต่อกันเขาไม่รู้หรอกว่าเธอรู้เื่การแต่งงานปลอมๆ นี่อยู่ก่อนแล้ว”
“ฉันจะเหยียบเื่นี้ให้มิดเลยไม่ให้เขารู้แน่นอน” เหยียนจื่อเวยขยิบตาให้ซูเจี๋ยนอย่างร่าเริง : “ยังไงก็เถอะ วันนี้ทำให้ฉันได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ”
“หือ?”
“กลายเป็ว่าท่านประธานอันก็อยู่บ้านล้างจานเหมือนคนปกติได้ด้วยแฮะ”
“เขาน่ะน้ำตาลกับเกลือยังแยกแยะไม่เป็ด้วยซ้ำ ยังจะทำอะไรได้อีก? ก็เหลือให้ทำอย่างเดียวแค่เื่ล้างจานนั่นแหละ”
เหยียนจื่อเวยยกมุมปากยิ้มน้อยๆ : “ตอนนี้ดูไปแล้ว อันอี่เจ๋อก็ไม่เลวเลยจริงๆ”
ซูเจี๋ยนใจหายวูบ เวรเถอะ! ลำบากยากเย็นขนาดไหนกว่าฉันจะหาผู้หญิงที่พูดคุยสนิทสนมถูกคอกันได้อันอี่เจ๋อ นายก็ยังมายื้อแย่ง่ชิงกับฉันอีก ฉันกับนายนี่มันอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้วจริงๆ!
ซูเจี๋ยนรีบกล่าวเสริมอย่างร้อนรน : “อันที่จริง เขาน่ะ นอกจากบุคลิกหน้าตาภายนอกที่ไว้หลอกลวงผู้คนแล้วอย่างอื่นก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีเลย เธออย่าไปหลงใหลได้ปลื้มเขาเชียวนะ!”
เหยียนจื่อเวยงงงัน : “ฉันจะไปหลงใหลได้ปลื้มเขาทำไม”
ซูเจี๋ยนได้ยินแล้วก็ตื่นเต้นดีใจอย่างมาก
จากนั้นก็ได้ยินเหยียนจื่อเวยกล่าวต่อ : “ฉันว่านะ เสี่ยวเจี๋ยน ไม่สู้เธอลองคิดหาทางดู จับเขาให้อยู่หมัดมัดเขาให้เป็ของเธอ เปลี่ยนจากแต่งปลอมเป็แต่งจริงไปเลยเป็ไง”
ซูเจี๋ยนแอบสำลักน้ำลายตัวเอง
เหยียนจื่อเวยยังพูดเื่ที่คิดอยู่ในใจต่อไปแบบไม่สนใจสิ่งอื่น: “จะว่าไปแล้วชื่อเสียงของอันอี่เจ๋อในสายตาคนทั่วไปนี่ก็ยอดเยี่ยมไม่เคยมีข่าวอื้อฉาวเสียหายเื่ผู้หญิงอะไรแบบนั้นเลยนะ”
ซูเจี๋ยนโต้เถียงเสียงเบาหวิว : “ไม่มีข่าวเสียหายเื่ผู้หญิง ก็ยังมีความเป็ไปได้เื่ชายรักชายอยู่นี่นา”
เหยียนจื่อเวยอึ้งงันไปยกนิ้วมือมาลูบไล้ปลายคาง : “นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้อันอี่เจ๋อคนนี้ ทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะครอบครัว กำลังความสามารถทุกด้านล้วนเพียบพร้อมกว่าคนอื่นเรียกได้ว่าต่อให้กว้านเอาพวกคุณชายชั้นเลิศมากองสุมรวมกันเขาก็ยังโดดเด่นเหนือชั้นกว่าใครๆ แต่เื่ที่ว่าจะเป็เกย์รึเปล่านี่ก็....”เหยียนจื่อเวยปรายตามองซูเจี๋ยนยิ้มๆ อย่างมีลับลมคมใน : “เสี่ยวเจี๋ยนเธอก็อยู่กับเขามาเดือนกว่าแล้วนี่ ยังบอกไม่ได้อีกรึไง?”
ซูเจี๋ยนเบิกตากลมกว้าง : “ฉันจะไปบอกอะไรได้”
เหยียนจื่อเวยบิดมุมปากยิ้มร้ายๆ หลิ่วตา : “ก็เช่นว่า เขาเคย....ตื่นตัวกับเธอบ้างรึเปล่าล่ะ”
ซูเจี๋ยนได้ฟังแล้วก็รู้สึกเย็นวูบขนลุกขนพองไปทั้งร่างละล่ำละลักตอบ : “ไม่เค๊ย! ไม่เคยแน่นอน!”
เหยียนจื่อเวยรู้สึกผิดหวังอยู่หน่อยๆแต่จากนั้นก็พูดเสริมขึ้นทันที : “งั้นเอางี้ดีกว่าเดี๋ยววันไหนเธอลองแต่งตัววับๆ แวมๆ พยายามยั่วเขาดูซักครั้งเป็ไง”
ซูเจี๋ยนตาค้าง ิญญาแทบหลุดจากร่าง : “.....นึกภาพไม่ออก” ให้ไปยั่วยวนศัตรูหัวใจตัวฉกาจของตนเอง แค่คิดซูเจี๋ยนก็รู้สึกว่ามุมมองต่อชีวิตพลิกคว่ำกลับตาลปัตรไปหมดแล้ว
“มีอะไรนึกไม่ออกกันล่ะ”เหยียนจื่อเวยยิ้มหวาน กวาดตามองเพื่อนสาวขึ้นๆ ลงๆ หัวจรดเท้าแล้วก็ยื่นอุ้งมือมาประคองทรวงอกอิ่มเต็มของคนตรงหน้าขึ้นอย่างชื่นชม : “ฉันว่า อันอี่เจ๋อน่าจะชอบแบบเธอนี่ล่ะ”
พอรู้สึกตัวว่าเพิ่งถูกเทพธิดาลวนลามเข้าให้แล้วใบหน้าของซูเจี๋ยนก็กลายเป็แดงก่ำ หลุดเสียงตะกุกตะกักไม่เป็ภาษาออกมา : “ฉะ ฉัน.....”
เห็นอีกฝ่ายเขินอายเหยียนจื่อเวยก็หยอกล้อหญิงสาวต่อ : “เธอทำไม? เธอเองก็ชอบแบบเขาไม่ใช่รึไง”
“ไม่!” ฉันชอบแบบเธอมากกว่านะ คุณเทพธิดา!
“ไม่เหรอ?”เหยียนจื่อเวยมองดูสีหน้าท่าทางของเพื่อนสาวอย่างพินิจพิจารณา รอยยิ้มค่อยๆเลือนหาย : “เสี่ยวเจี๋ยนคงไม่ใช่ว่าเธอยังคิดถึงเ้าลู่เฉิงเหอนั่นอยู่นะ”
“ลู่เฉิงเหอ? ใครกันล่ะนั่น”
หลังจากเหยียนจื่อเวยเหม่อมองอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยๆ ฉีกยิ้มกว้างขวางเต็มใบหน้า : “จริงสิ ฉันลืมไปเธอเสียความทรงจำไปนี่นา งั้นก็ช่างมันเถอะ แค่คนไม่สลักลำคัญอะไรเธอจำไม่ได้ก็เป็เื่ดีที่สุดแล้ว”
เชิงอรรถ
[1] เอ๋อร์คัง (尔康)เป็พระเอกคนหนึ่งของเื่องค์หญิงกำมะลอ มีวรยุทธ์สูงส่ง หล่อเหลาเก่งกาจส่วนจื่อเวยเป็นางเอกที่คู่กับเอ๋อร์คัง
[2] เสริมพลังหยางในไต ความหมายโดยนัยคือช่วยบำรุงส่งเสริมเื่สมรรถภาพทางเพศ
-----------------------------
แฟนเพจ ‘Akanirawan’https://bit.ly/3gBu94T
ตอนต่อไปมาพรุ่งนี้นะ