ณบ้านตระกูลหลินหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองเซียงหนาน..
เวลานี้ค่ำมืดลงแล้ว..ในห้องหลินฉีหนิงกำลังยืนเงยหน้าอันงดงามของตนที่แฝงไว้ด้วยความเศร้าหมองขึ้นมองไปยังพระจันทร์คืนนี้..
“ข้าไม่ได้เลือกอยากเกิดมาเป็แบบนี้ซักหน่อย..”
หลินฉีหนิงก้มลงน้ำเสียงที่กล่าวเมื่อครู่เต็มไปด้วยความเศร้าอย่างชัดเจน...
แม้ยังไม่ใช่จันทร์เต็มดวง..แต่ถึงอย่างงั้นทุกครั้งที่หลินฉีหนิงแหงนหน้ามองขึ้นไปก็ต้องทำให้ตนนึกถึงประสบการณ์ความเ็ปที่แสนทรมานนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทุกข์ใจอยู่ดี..และอาจเป็สาเหตุที่ทำให้บุคลิกของหลินฉีหนิงต้องเป็แบบนี้..ที่เป็อย่างงี้เกิดจากการตกทอดมารุ่นสู่รุ่นโดยจากมารดาของหลินฉีหนิงมายังตนในปัจจุบัน
จากนั้นหลินฉีหนิงเดินไปยังเตียงของตน..ตัวนางในตอนนี้ส่วมใส่ชุดผ้าไหมยาวสีขาวสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืนทำให้หลินฉีหนิงดูงดงามราวกับเทพธิดาเป็อย่างมาก
หลินฉีหนิงล้มตัวลงนอนฝุบหมอนบนเตียงกล่าวอย่างสับสน“นี่ตัวข้ากำลังอยากทำสิ่งใดอยู่กันแน่..”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจวนตระกูลเฉินนั้นทำใหตัวหลินฉีหนิงรู้สึกเหมือนไม่เป็ตัวเองเลย..ั้แ่ที่ได้พบกับเฉินอี้เช้าวันนี้ทำให้ตัวนางรู้สึกไม่เป็ตัวของตัวเองเลย
“จะเป็เื่เื่จริงอย่างที่มันบอกไว้จริงหรือ?..” หลินฉีหนิงนึกถึงคำพูดของเฉินอี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัวจนถึงตอนนี้
อากาศของคืนวันนี้เบาบางเย็นสบาย..หลินฉีหนิงมองออกไป..กลับเห็นสตรีคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ในห้องของตัวเองใกล้กับหน้าต่างที่ตนยืนอยู่เมื่อครู่!
หลินฉีหนิงรีบกระเด้งตัวขึ้นนั่งกล่าวตาโต“ท่านอาจารย์เซี่ยซูเหยา!..”
สตรีผู้งดงามอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดลงมายังหน้าต่างในห้องคนนี้คือท่านอาจารย์ของหลินฉีหนิงชื่อ“เซี่ยซูเหยา” นางมีผมที่ยาวดำหน้าตานิ่งเ็าไม่ต่างจากหลินฉีหนิงเท่าไหร่แต่มีความเซ็กซี่กว่ามากและสวมใส่ชุดยาวสีฟ้าเปิดไหล่นิดหน่อยทำให้เห็นผิวที่ขาวผ่องของตัวนางอย่างชัดเจน..
เซี่ยซูเหยาเดินเข้ามากล่าวมถามหลินฉีหนิง“ศิษย์หลินฉีหนิงของข้าใยเ้าถึงเหม่อลอยเช่นนี้มีเื่อะไรที่กวนใจเ้าอยู่รึ?..”
หลินฉีหนิงก้มหน้าเงียบคิดค่อยเงยหน้ากล่าวความสงสัยออกไป“ท่านอาจารย์เซี่ยซูเหยา..ท่านรู้จักกายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธิ์หรือไม่?..”
เมื่อเซี่ยซูเหยาได้ยินที่หลินฉีหนิงบอกก็พลันขมวดคิ้วก้มหน้าลงนึกสักพักก่อนกล่าว“มันเป็กายาร่างกายในตำนานว่ากันว่าจะช่วยให้ผู้ฝึกฝนวรยุทธ์มีพร์พลังธาตุน้ำแข็งที่แข็งแกร่งไร้ผู้ใดทัดเทียมแต่พลังที่แท้จริงจะถูกสะกดไว้ถ้ายังไม่ได้รับการรักษาอาการป่วยทางชีพจรที่มาพร้อมกันกับพร์ั้แ่เกิดนี้ก่อนมันก็ยิ่งบั่นทอนชีวิตผู้นั้นลงและพลังที่แท้จริงจะยังไม่ตื่นขึ้น..หรือว่าศิษย์หลินฉีหนิง..เ้ามีกายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธิ์นี้งั้นรึ!?..”
“จริงงั้นรึเนี่ย!..” หลินฉีหนิงพึมพำนั่งนิ่งอย่างตกตะลึงใจสั่นหลังจากฟังคำกล่าวอธิบายของท่านอาจารย์ที่ตนนับถือเช่นนี้ก็สามารถยืนยันคำพูดของเฉินอี้ได้แล้วว่าเป็ความจริงอย่างที่มันบอกเพราะมันคล้ายเหมือนกับที่ท่านอาจารย์เซี่ยซูเหยาได้กล่าวไว้เลย!
หลินฉีหนิงที่เงียบอึ้งไปประเดี๋ยวจึงพยักหน้ากล่าว“ใช่ค่ะท่านอาจารย์..เหมือนว่าข้าจะมีกายานี้อยู่..”
เซี่ยซูเหยาฟังหลินฉีหนิงยืนยันกับตัวก็มีประกายแววตาที่สั่นไหวเกิดขึ้นรู้สึกตื่นใเป็อย่างมากเพราะตนเคยแต่อ่านเื่กายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธิ์ในตำราเก่าแก่โบราณเท่านั้น..แต่ยังไม่เคยพบเห็น..นี่นับเป็ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เจอคนที่มีกายาวิเศษนี้กับตา!..แถมตัวนางยังไม่มีวิธีสังเกตให้รู้ถึงกายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธ์เลยด้วย
เซี่ยซูเหยาก็รู้ถึงโรคร้ายของหลินฉีหนิงนี้เหมือนกันจึงคิดว่าใช่แน่!..กล่าวถามจริงจัง “ศิษย์หลินฉีหนิงแล้วเ้ารู้ได้อย่างไร!?..ผู้ใดเป็คนบอกเ้า..แล้วมีใครที่รู้ถึงเื่กายานี้ของเ้าบ้าง!?..”
กายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธ์นี้เป็เื่ใหญ่มากถ้ามีคนที่รู้เยอะอาจเกิดปัญหาขึ้นตามมาได้..เซี่ยซูเหยาจึงถามออกไป
หลินฉีหนิงเข้าใจที่อาจารย์เซี่ยซูเหยาคิดแล้วค่อยกล่าว“มีท่านพ่อของข้า....และท่านเ้าเมืองตระกูลเฉินในเมืองเซียงหนานแห่งนี้ที่รู้..โดยเฉพาะบุรุษหนุ่มที่มีนามว่าเฉินอี้..มันเป็ผู้ที่บอกเื่กายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธ์แก่ข้าเอง..และ..” ตัวนางไม่อยากโกหกจึงกล่าวออกไปตามจริง..แล้วหลินฉีหนิงยังคิดที่จะกล่าวบางอย่างอีกแต่ก็เกิดลังเล
เซี่ยซูเหยาสังเกตท่าทางแปลกไปนี้ของหลินฉีหนิงได้จึงกล่าว“ศิษย์หลินฉีหนิง..เ้ายังมีอะไรที่ยังไม่ได้บอกกับข้าอีกงั้นหรือ?..”
หลินฉีหนิงคิดตัดสินใจกล่าว“มันเป็คนบอกว่าสามารถที่จะรักษาอาการป่วยทรมานทางชีพจรที่มาทุกครั้งเมื่อพระจันทร์ขึ้นเต็มดวงของข้าได้อีกด้วย!..” ตนกล่าวไปหมดแล้วท่านอาจารย์เซี่ยซูเหยาจะเชื่อหรือไม่?..ก็แล้วแต่ตัวนาง
เซี่ยซูเหยาที่ได้ยินชัดพลันทำใบหน้าประหลาดใจ..ตนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งที่ลูกศิษย์ตัวเองบอกว่าคนที่บอกให้รู้ถึงกายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธิ์นี้เป็เพียงชายหนุ่มคนหนึ่ง..หาใช่ผู้าุโแก่ชราแต่อย่างใดไม่!..จึงทำให้รู้สึกแปลกใจปนตกตะลึงนิดๆเพราะเื่นี้ใช่ว่าใครจะรู้ได้ง่ายๆ..ขนาดตัวเซี่ยซูเหยาเองก็ยังไม่รู้เลยจนถึงตอนนี้กว่าที่ลูกศิษย์ตนจะได้แจ้งบอกเลย..แถมเฉินอี้ผู้นั้นมันยังบอกว่าสามารถรักษาหลินฉีหนิงลูกศิษย์ของตนได้ด้วย!
เซี่ยซูเหยาหลี่ตาขอคำยืนยันจากศิษย์ของตัวเองอีกที“ที่เ้ากล่าวมาเป็ความจริงงั้นรึ?..”
“จริงค่ะท่านอาจารย์..ข้าไม่มีทางโกหกท่าน..”หลินฉีหนิงพยักหน้ากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
เซี่ยซูเหยารู้ว่าหลินฉีหนิงไม่ใช่คนที่ชอบพูดเท็จจึงคิดกล่าวในใจ“สงสัยข้าต้องลองไปดูตัวชายหนุ่มที่มีชื่อว่าเฉินอี้นั่นให้เห็นกับตาซะแล้ว!..”
เซี่ยซูเหยายืนคิดอยู่สักพักค่อยกล่าว “อาจารย์มาเยี่ยมเยือนเ้าแต่เพียงเท่านี้..ข้าจะไปทำธุระบางอย่างสักหน่อย..เชิญศิษย์หลินฉีหนิงพักผ่อนเถอะ..แต่ห้ามบอกเื่ที่สำคัญนี้กับผู้ใดอีกเป็อันขาดนะ!..” นางกล่าวเพราะความเป็ห่วงในตัวลูกศิษย์ของตน
“รับทราบค่ะท่านอาจารย์เซี่ยซูเหยา..ศิษย์จะทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด!..” หลินฉีหนิงก้มหน้าคารวะด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เซี่ยซูเหยาโบกสะบัดมือหายตัวจากไปราวกับภูตผี..หลินฉีหนิงจึงถอนหายใจผ่อนคลายลงเข้าใจถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปกับเฉินอี้..แต่ตนไม่อยากกล่าวโกหกเพราะรู้ว่าถ้าได้โกหกเื่นี้ไปแล้วครั้งหนึ่งตัวเองก็ต้องพูดโกหกเื่เดิมนี้ซ้ำๆอีกครั้งไปตลอดจะทำให้เหนื่อยใจไปเปล่าๆ..และไม่ว่ายังไงสุดท้ายท่านอาจารย์เซี่ยซูเหยาก็จะรู้ความจริงอยู่ดี..ตนจึงเลือกกระทำเช่นนี้..
..........................................................................................................................................
เวลานี้อีกด้านหนึ่งยามค่ำคืนของจวนเ้าเมืองตระกูลเฉิน..
เื่วุ่นวายต่างๆได้จบไปแล้วตอนนี้เฉินอี้กำลังนั่งมองพระจันทร์อยู่โดยมีเฉินลู่ร์น้องชายของตนนอนซบอยู่บนตักอย่างรู้สึกสบายผ่อนคลาย..ถึงแม้เฉินอี้เมื่อครู่จะถูกเฉินตงิเซ้าซี้ถามเื่การเลื่อนระดับพลังปราณที่รวดเร็วนี้ไปบ้าง..แต่ตนก็อธิบายออกไปอย่างที่ได้เคยกล่าวให้เฉินเหว่ยหงฟังรวมถึงเื่ทักษะการปรุงยาของตนด้วย..หลังจากที่เฉินตงิฟังก็ทำหน้าตื่นตระหนกประหลาดใจไปสักพักก็สามารถยอมรับได้เื่จึงจบลงด้วยดี..
เฉินอี้ก้มมองพลางลูบหัวของเฉินลู่ร์ยิ้มอย่างอ่อนโยนกล่าวในใจ“ข้าอยากให้่เวลาที่สงบสุขนี้คงอยู่ตลอดไปจริงๆ”แต่แล้วตนก็ต้องเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเช่นเดิม
เฉินอี้รู้ว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นเป็ไปได้ยากเพราะยังมีเื่ของตระกูลโจว..โจวอี้หานที่ต้องจัดการอยู่อีกและเป้าหมายในการล้างแค้นของตนในชาติที่แล้วด้วย..เฉินอี้จึงจำเป็ที่จะต้องทิ้งความคิดเหล่านี้เอาไว้เื้ั..
ทันใดนั้นเฉินอี้พลันรู้สึกถึงการจ้องมองของใครบางคนจึงขมวดคิ้วขึ้นกล่าวในใจ“มีผู้บุกรุกรึ!?..”
แล้วค่อยๆอุ้มตัวเฉินลู่ร์พาไปนอนยังห้องของตัวเองที่อยู่ข้างๆ..แล้วตนจึงเดินไปยังูเาด้านหลังในเขตของตระกูลเฉิน
“ท่านเผยตัวออกมาได้แล้วล่ะมั้ง?..สังเกตการณ์ข้ามาั้แ่เมื่อครู่แล้วไม่ใช่เหรอ!..” เฉินอี้ยิ้มมุมปากกล่าวหันหลังมองขึ้นไปยังบนท้องฟ้า
มีสตรีผู้หนึ่งโผล่ออกมาลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินเอามือไขว้หลังมองมายังเฉินอี้ที่อยู่เบื้องล่างอย่างเงียบเฉย
สตรีผู้นี้นางก็คือ “เซี่ยซูเหยา”อาจารย์ของหลินฉีหนิง
เซี่ยซูเหยามองไปยังชายหนุ่มเฉินอี้อย่างสงสัยประหลาดใจเพราะก่อนหน้านี้ตัวนางได้ลบรัศมีพลังปราณและกลิ่นอายไปแล้วแต่ทำไมมันถึงยังรู้สึกตัวถึงการมีอยู่ของตนเพียงแค่จากการจ้องมองได้กัน!..
เมื่อเฉินอี้ได้เห็นตัวนางอย่างชัดเจนก็หลี่ตาขมวดคิ้วกล่าวในใจ“สตรีนางนี้..อยู่ในระดับแก่นแท้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายเลย!..” เฉินอี้รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังเข้ามาหาตนได้ลางๆ
เฉินอี้กล่าวถามเสียงดังด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ท่านเป็ใคร?..แล้วท่าน้าสิ่งใดจากข้า!?..”
เซี่ยซูเหยายังคงลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าดุจนางเซียนมาเยือนยังดินแดนโลกมนุษย์แห่งนี้..
เมื่อผู้ฝึกฝนพลังยุทธ์ลมปราณบรรลุถึงระดับแก่นแท้์ได้จะสามารถลอยตัวบินอยู่บนท้องฟ้าได้
แล้วการที่เซี่ยซูเหยาอยู่ในระดับแก่นแท้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสูงกว่าระดับแก่นแท้์ไป1่ชั้นจะสามารถบินลอยบนท้องฟ้าเช่นนี้ได้จึงไม่แปลกอะไร..
เซี่ยซูเหยากล่าวเสียงเรียบเ็า“ข้าคืออาจารย์ของหลินฉีหนิงและเป็ผู้าุโในสำนักบุปผาเหมันต์ นาม เซี่ยซูเหยา..”
เฉินอี้ได้ยินก็คลายความสงสัยออกเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมแม่นางเซี่ยซูเหยาถึงมาหามันที่นี่..หลินฉีหนิงเป็ศิษย์ของสำนักบุปผาเหมันต์หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่นั่นเอง!..
“เ้าคือเฉินอี้สินะ..บอกข้ามาตามตรงว่าเ้าสามารถรักษาอาการป่วยของลูกศิษย์หลินฉีหนิงข้าได้จริงหรือไม่?..แล้วเ้ารู้เื่กายาดวงแก้วดาราเหมันต์พิสุทธิ์นี้ได้ยังไง?..”เซี่ยซูเหยากล่าวถามจริงจังพร้อมแฝงความกดดันทางพลังปราณที่สูงกว่าเฉินอี้
เฉินอี้ยิ้มกล่าวแม้จะได้รับความกดดันจากเซี่ยซูเหยา“ข้าได้เรียนรู้มาจากท่านอาจารย์ที่พบเจอโดยบังเอิญและขอยืนยันว่าข้าสามารถรักษาแม่นางหลินฉีหนิงศิษย์ของท่านได้จริง!..” ตนกล่าวกึ่งจริงกึ่งเท็จต่อนาง
เซี่ยซูเหยาได้ฟังเฉินอี้มันพูดกับปากก็ยังคงรู้สึกแครงใจอยู่ไม่เชื่อง่ายๆจึงอยากทดสอบอะไรบางอย่าง
เซี่ยซูเหยาทำสีหน้ามาดร้ายปล่อยจิตสังหารออกกล่าว“เ้าจงใช้พลังทั้งหมดที่มีโจมตีข้าซะ!..ไม่งั้นข้าจะทำให้คนในตระกูลเฉินของเ้าเจ็บปางตายแล้วให้เ้ารักษาดีหรือมั้ย?..”ตัวนางตั้งใจจะทำแบบนั้นจริงๆเพื่อ้าทดสอบเฉินอี้ที่มีระดับพลังก่อตั้งลมปราณขั้นที่8 เท่านั้น..
เฉินอี้ที่ได้ยินคำกล่าวอันโหดร้ายนี้เต็มสองหูพลันหุบรอยยิ้มเผยแววตาดุร้ายะโออกด้วยโทสะทันที “ท่านกล้าเหรอ!!?...”