เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 99 ขอเข้าพบท่านแม่ทัพ

            หลังจากต้มเสร็จแล้วโจ๊กฟักทองไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมและหวานอร่อยทั้งยังไม่มีกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เหลือไว้เพียงกลิ่นหอมของเนื้อนุ่มๆที่มีรสเค็มนิดหน่อย แล้วยังมีกลิ่นหอมของเห็ดหอมหั่นเต๋าที่รวมอยู่ในน้ำโจ๊กด้วย

            ครอบครัวสกุลติงกินข้าวอย่างเรียบง่ายพวกเขากินกับกับข้าวที่เหลือจากเมื่อวาน แล้วก็ยังมีฟักทองนึ่งอีกนิดหน่อย

            ติงเหว่ยไม่กลัวเหนื่อยนำฟักทองชิ้นๆ ไปบดจนเป็นเนื้อเละๆ จากนั้นก็ใส่น้ำตาล งาแล้วก็ถั่วลิสงบดคนรวมกัน ให้ทุกคนคนละหนึ่งชามพวกเขากินกันอย่างมีความสุขมากกว่ากินข้าวเสียอีก

            ต้าเป่าและฝูเอ๋อร์เด็กน้อยทั้งสองคนกินจนแทบจะซุกหัวลงไปในชาม

            ส่วนผู้ใหญ่อย่างผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์เองก็กินอย่างเอร็ดอร่อยพี่รองสกุลติงเองก็พูดหยอกล้อออกมาว่า “วันหน้าหากไปอยู่ทางใต้แล้วก็คงไม่ได้กินอาหารอร่อยๆ จากฝีมือน้องหญิงของพวกเราแล้ว”

            แม่นางหวังมองไปที่ติงเหว่ยและเอ่ยปากชมออกมาว่า“ฝีมือของน้องหญิงนั้นไม่มีที่ติจริงๆไม่อย่างนั้นนางคงไม่ถูกเชิญไปเป็นแม่ครัวที่จวนสกุลอวิ๋นหรอก!ก็แค่ไม่รู้ว่าซุปฟักทองนี่ทำยังไง แต่รสชาติหอมหวานอร่อยจริงๆ!ไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ทั้งสองคนหรอกข้าเองก็กินอย่างเอร็ดอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นลงไปด้วยแล้ว”

            ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของนางแน่นอนว่าติงเหว่ยเองก็เข้าใจแต่ว่ากำลังจะจากลากันในไม่ช้าแล้วนางก็อยากจะคิดเล็กคิดน้อยกัลเรื่องเหล่านี้ดังนั้นนางก็เลยยิ้มแล้วพยักหน้า “วิธีการนั้นง่ายมากแค่ว่ายุ่งยากสักหน่อยอีกเดี๋ยวข้าจะสอนให้พี่สะใภ้ทั้งสอง วันหน้าหากเด็กๆ อยากกินพี่สะใภ้แค่ทำตามก็พอแล้ว”

            การที่นางใจกว้างเช่นนี้กลับทำให้แม่นางหวังหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยแต่ว่าโจ๊กที่ทำเช่นนี้นั้นรสชาติอร่อยมากจริงๆ และยังเป็นโจ๊กรสเค็มทำให้ประหยัดเสบียงอาหารไปได้เยอะ และเด็กทั้งสองก็ชอบกินด้วยดังนั้นนางในฐานะแม่ก็ทำได้แค่ไม่มียางอาย และยิ้มแย้มแจ่มใสออกมาในทันที“เช่นนั้นต้าเป่าและฝูเอ๋อร์ของพวกเราก็ได้ลาภปากเพราะอาหญิงจริงๆ”

            แม่นางหลิวเองก็คิดจะเปิดร้านอาหารอีกแห่งดังนั้นนางก็ชอบที่จะได้เรียนรู้เพิ่มไปโดยปริยาย

            ผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์สบตากันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

            หลังจากที่ฝูเอ๋อร์และต้าเป่ากินข้าวเสร็จจากนั้นพวกเขาก็รวมตัวกันเข้าไปเบียดท่านอา เดี๋ยวก็ถามว่าทำไมน้องชายไม่มาเดี๋ยวก็ถามว่าท่านอาจะพาพวกเขาออกไปเล่นเมื่อไร

            ติงเหว่ยหอมแก้มของหลานสาวแล้วก็ตบเบาๆที่หลานชายในใจก็อดที่จะรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่ได้

            หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จแล้วลุงอวิ๋นก็พาคนมารับด้วยตนเอง

            ต่อให้จะอาลัยอาวรณ์สักแค่ไหนในที่สุดติงเหว่ยก็เอ่ยปากบอกลากับครอบครัว ผู้อาวุโสติงยืนกรานจะไปส่งลูกสาวกลับพี่รองสกุลติงก็เกรงว่าขากลับท่านพ่อจะไม่ปลอดภัย เขาก็เลยตามไปด้วย

            แม่นางหลี่ว์เองก็รู้สึกสงสารลูกสาวนางเอาข้าวสาร พุทราจีน เมล็ดงา ถั่วลิสง ฟักทองและพืชผลต่างๆที่ปลูกในบ้านมาจัดเตรียมให้จำนวนหนึ่ง เพื่อจะให้ติงเหว่ยเอากลับไปด้วย

            ในสายตาของแม่เฒ่าต่อให้ลูกสาวอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋นจะมีกินมีดื่มอย่างอุดมสมบูรณ์แต่ว่านี่ก็คือความปรารถนาของนางในฐานะแม่

            ติงเหว่ยรับมาและชำเลืองมองไปทางแม่นางหลิวและแม่นางหวังโชคดีที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยหัวเราะคิกคักกันอยู่ไม่มีท่าทีอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อยนางเองก็ล้มเลิกความคิดที่จะพูดจาสั่งสอนสักหน่อยท่านพ่อท่านแม่ถึงแม้จะอายุมากแล้ว โชคดีที่พี่ชายทั้งสองคนกตัญญู คิดแล้ววันหน้าพี่สะใภ้ทั้งสองก็คงไม่กล้าจะทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของนางโกรธ

            แม่นางหลี่ว์เองก็ยังอาลัยอาวรณ์ที่จะส่งลูกสาวออกไปตอนที่กลับเข้าไปในบ้านสีหน้าของนางก็เจ็บปวดเป็นอย่างมากแล้วก็ใช้แขนเสื้อเช็ดที่หางตา

            แม่นางหลิวและแม่นางหวังที่เห็นต่างก็รู้สึกไม่พอใจท้ายที่สุดแล้วลูกสะใภ้ยังไงก็ไม่ใช่ลูกสาว เหตุใดถึงยังไม่ถึงครึ่งของลูกสาวหนึ่งคน

            แม่นางหลี่ว์ไม่ใช่คนโง่เขลานางกวาดตามองสีหน้าของลูกสะใภ้และก็ไม่พยายามไกล่เกลี่ยซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากนางเอ่ยปากและพูดตำหนิออกมาว่า “พวกเจ้าทั้งสองก็ไม่ต้องทำท่าแปลกๆ อย่างนั้นนางทำเพื่อครอบครัวและยอมเสียสละตนเองอยู่ในจวนสกุลอวิ๋นแล้วดังนั้นต่อให้จะให้เงินทั้งหมดของครอบครัวไปใครก็ไม่สามารถพูดคำว่า “ไม่”ออกมาได้แม้เพียงครึ่งคำ อีกอย่างนางทำงานอยู่ในจวนสกุลอวิ๋นในอนาคตสกุลอวิ๋นร่ำรวยขึ้นมาแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ปฏิบัติต่อนางอย่างเลวร้ายแน่นอนไม่แน่ว่าลูกทั้งสองของพวกเจ้าอาจต้องใช้ประโยชน์จากนางเสียด้วยซ้ำ!”

            แม่นางหลิวและแม่นางหวังได้ฟังแล้วก็หน้าแดงขึ้นเล็กน้อยพวกนางรีบยิ้มออกมาอย่างประจบประแจงแม่สามี “ท่านแม่ ท่านพูดอะไรกันพวกเราจะปฏิบัติต่อน้องหญิงอย่างเลวร้ายได้ยังไง? ก็เหมือนกับที่ท่านพูดในอนาคตน้องหญิงร่ำรวยขึ้นมา พวกเราก็ยังรอให้นางช่วยดึงพวกเราไปด้วย!”

            แม่นางหลี่ว์ไม่สนใจลูกสะใภ้ทั้งสองที่ปากอย่างใจอย่างนางถอนหายใจออกมาอย่างเย็นชาและเดินเข้าไปนั่งอย่างเจ็บปวดคนเดียวในห้องนางไม่รู้เลยว่าคำทำนายที่นางเพิ่งจะพูดออกไปนั้น ในอนาคตนั้นก็เนื่องจากว่าครอบครัวสกุลติงมีลูกสาวเป็นติงเหว่ยถึงได้ถูกคนทั้งแผ่นดินซีเฮ่าอิจฉา

            ……

            ไม่ต้องพูดถึงว่าแม่นางหลี่ว์สงสารลูกสาวขนาดไหนแค่พูดถึงว่ารถม้าของสกุลอวิ๋นมาถึงที่หน้าประตูจวนโดยราบรื่นเกือบจะทันทีที่ประตูรถม้าถูกเปิดออกเสี่ยวฝูจื่อที่เฝ้าประตูอยู่ก็รายงานอย่างมีความสุขว่า “ลุงอวิ๋น แม่นางติง เมื่อครู่นี้นายน้อยกลับมาแล้ว!”

            เมื่อลุงอวิ๋นได้ยินก็ดีใจจนหนวดชี้ขึ้นมา“นายน้อยกลับมาแล้ว ข้าจะต้องไปดูสักหน่อย!”

            ผู้อาวุโสติงที่ตามมาข้างหลังอย่างเงียบๆมาโดยตลอดจู่ๆ ก็พูดออกมาว่า “พี่อวิ๋น ข้าขอเข้าพบท่านแม่ทัพของท่านด้วย!”

            ลุงอวิ๋นกับติงเหว่ยต่างก็ตกตะลึงยังไม่ทันที่จะพูดอะไรผู้อาวุโสติงกลับคิดว่าพวกเขาทั้งสองไม่ยอมรับปาก เขาจึงพูดออกมาอย่างหนักแน่นอีกครั้งว่า“ครานี้ที่ข้ามากับรถม้าด้วยก็เพื่อจะขอเข้าพบท่านแม่ทัพของพวกท่าน!”

            เดิมทีพี่รองสกุลติงคิดจะขัดขวางพ่อของเขาแต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของน้องหญิงที่จู่ๆ ก็มีความสุขขึ้นมา เขาจึงปิดปากอีกครั้ง

            ลุงอวิ๋นเหลือบมองติงเหว่ยแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “นั่นเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วเชิญพี่ชายเข้ามาก่อน ข้าจะพาเจ้าเข้าไปเดี๋ยวนี้!”

            ผู้อาวุโสติงเองก็พยักหน้าเขาหันตัวไปกำชับลูกสาวว่า “เจ้าเข้าห้องไปก่อนเถอะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว!”

            ติงเหว่ยยังคิดจะถามสักสองสามประโยคแต่นางก็ทำอะไรไม่ได้เพราะว่าท่านพ่อของนางเดินอย่างว่องไว และตามลุงอวิ๋นไปไกลแล้ว

            นางคิดจะพาพี่รองสกุลติงเข้าไปที่เรือนในเฉิงเหนียงจื่อกำลังอุ้มอันเกอเอ๋อร์อยู่และพาต้าหวาและเอ้อร์หวาไปรออยู่ข้างประตูเมื่อเห็นว่านายหญิงกลับมาก็รีบเข้าไปคำนับอย่างรวดเร็ว

            ติงเหว่ยส่งสัญญาณให้พี่รองสกุลติงไปนั่งรอที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นพลับแล้วนางก็เข้าไปกอดลูกชาย

            เมื่อคืนอันเกอเอ๋อร์ไม่เห็นแม่ของเขากลับมาตอนนี้ก็เลยตื่นเต้นเป็นอย่างมากมือทั้งสองของเขากอดคอของแม่เอาไว้แน่นและไม่ยอมปล่อยมือออกมา ปากของเขาก็ตะโกนว่า“เหนียง [1] เหนียง…”

            ติงเหว่ยแทบจะอุ้มเจ้าลูกชายตัวอ้วนของนางไม่ไหวนางก็เลยตบไปที่ก้นอ้วนๆ น้อยๆ ของเขา แล้วก็ดุไปหนึ่งที“เจ้าเด็กดื้อคนนี้ก่อเรื่องต่อหน้าคนอื่นอีกแล้ว”

            อันเกอเอ๋อร์ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขมากขึ้นราวกับว่าเขากำลังจะพิสูจน์คำพูดเหล่านี้ไม่มีผิดเขาปรบมือและดีดดิ้นไปมาในอ้อมแขนของแม่

            เฉิงเหนียงจื่อเกรงว่านายหญิงของนางจะเหนื่อยจึงรีบเข้าไปรับอันเกอเอ๋อร์กลับมา นางเดินไปมาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า“เด็กน้อยหัวไวมาก ไม่เจอกันแค่คืนเดียวแม่นางเห็นหรือไม่ว่าเขามีแววขึ้นมาตั้งเยอะ”

            ติงเหว่ยยิ้มพร้อมบ่นออกมาว่า“ข้าไม่เห็นว่าเขาจะดูมีแววตรงไหน แต่ผิวหนังของเขาคงจะหนาไม่น้อย ตีเท่าไรก็ไม่ร้องไห้”

            เฉิงเหนียงจื่อยิ้มออกมาอย่างซื่อๆนางรีบอุ้มอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ในอ้อมแขน และพูดหยอกล้อว่า “อันเกอเอ๋ร์แม่เจ้าจะตีเจ้าแล้ว พวกเรารีบไปหาท่านอาจารย์กับผู้อาวุโสเพื่อไปซ่อนกันเถอะ”

            ติงเหว่ยนึกถึงท่านอาจารย์ที่ปกติคอยประคบประหงมอันเกอเอ๋อร์เป็นอย่างดีนางยิ้มออกมาอย่างทำอะไรไม่ได้ “พวกเจ้าคอยเอาใจเขาไปเถอะ!”

            เมื่ออันเกอเอ๋อร์เห็นว่าทั้งสองคนในลานพูดกันไม่หยุดเขาจึงโน้มตัวน้อยๆ ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาจากนั้นก็ชี้ไปที่ต้นพลับต้นนั้นปากของเขาก็ตะโกนออกมาว่า “ไป ไป!”

            เขาอยากจะไปนั่งเล่นใต้ต้นพลับประกอบกับที่พี่รองสกุลติงกำลังนั่งรอใต้ต้นไม้อย่างร้อนใจจนยืดคอออกมามองเมื่อเห็นดังนี้เขาก็เลยตะโกนออกมาเสียงดังว่า“น้องหญิงรีบอุ้มอันเกอเอ๋อร์มาให้ข้าดูเร็วเข้า!”

            เมื่อติงเหว่ยได้ยินก็อุ้มลูกชายไปหาสองลุงหลานถึงแม้จะไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนแต่กลับไม่เป็นอุปสรรคในการใกล้ชิดสนิทสนมกัน

            พี่รองสกุลติงยิ้มออกมาและกอดหลานชายของเขาด้วยรอยยิ้มอันสดใสเขารู้สึกว่าหลานชายตัวน้อยๆ ของเขานุ่มนิ่มไปหมดจนเหมือนกับไม่มีกระดูกและทำให้ส่วนลึกในจิตใจของคนที่เย็นชามากที่สุดละลายหายไปเขารู้สึกมีความสุขมากในทันทีจนรู้สึกคัดจมูกเหมือนจะร้องไห้

            ปกติแล้วต้าหวาคอยช่วยแม่ดูแลน้องชายและคุณชายน้อยอยู่แล้วตอนนี้ไม่ต้องรอให้ใครสั่ง เขาก็วิ่งไปหยิบเสื่อในห้องออกมาปูที่ใต้ต้นพลับ

            แววตาของอันเกอเอ๋อร์เป็นประกายขึ้นมาดวงตากลมโตของเขาเบิกกว้างและยื่นมือไปบนเสื่อพี่รองสกุลติงก็เลยวางเด็กตัวน้อยลงไป อันเกอเอ๋อร์ดีใจเป็นอย่างมากเขาปรบมือและหัวเราะคิกคักออกมา

            ติงเหว่ยชมเชยต้าหวา แล้วนางก็หยิบของเล่นจำนวนหนึ่งออกมาให้ลูกชายจากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกังวลและหันหน้าไปมองทางประตูเรือน

            ……

            ตั้งแต่ที่แก้พิษของกงจื้อหมิงจนเขาสามารถเคลื่อนไหวได้ยามนี้จึงเตรียมห้องอ่านหนังสือไว้ที่เรือนนอก และตอนนี้ผู้อาวุโสสกุลติงก็นั่งอยู่กับเขาในห้องหนังสือ

            ผู้อาวุโสติงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวแรกด้วยท่าทีประหม่ามือทั้งสองข้างของเขาลูบที่หัวเข่าไปมา ดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็หลุบมองต่ำเห็นได้ชัดว่ารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก

            ครอบครัวสกุลติงเองก็ทำนามาหลายชั่วอายุคนขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ผู้อาวุโสเคยเห็นก็คือเสี่ยวลี่ [2]ที่มาหาแรงงานในอำเภอก็เท่านั้นวันนี้ได้พบกับท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดินและเขาก็ยังเป็นคุณชายในครอบครัวชนชั้นสูงที่ถูกคาดหวังให้ขึ้นรับตำแหน่งอู่โฮ่วตั้งแต่ยังเล็กๆ แล้วจะไม่ให้เขากังวลได้อย่างไร?

            หลังจากที่กงจื้อหมิงจัดการเรื่องเร่งด่วนในมือเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืนเขาโค้งคำนับด้วยความเคารพอย่างมาก แล้วพูดออกมาว่า “คารวะท่านลุง!”

            การเรียกด้วยถ้อยคำและท่าทางที่สุภาพเช่นนี้ทำให้ผู้อาวุโสติงประหลาดใจเป็นอย่างมากเขารีบเงยหน้าขึ้นมาและสบตากับแววตาที่อ่อนโยนของกงจื้อหมิงในใจของเขาก็เอ่ยชมออกมาโดยไม่รู้ตัวท่านแม่ทัพกงจื้อผู้มีชื่อเสียงโด่งดังดูแล้วช่างเป็นคนที่มากความสามารถจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางบุคลิกภาพ และทัศนคติของเขาล้วนแต่ดูน่าเคารพและสง่างามไม่เหมือนกับคนในชนบทที่เห็นได้ตามปกติทั่วไป

            ในใจของผู้อาวุโสที่สะสมความหดหู่ไว้ในใจราวกับว่าจะจางหายไปเล็กน้อยโดยไม่มีสาเหตุ

            เขากระแอมออกมาและลุกขึ้นเพื่อคำนับกลับและเขาก็ไม่กล้าที่จะยืดเยื้ออีกต่อไปจึงพูดออกมาอย่างตรงประเด็นว่า“ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ วันนี้ข้าเสียมารยาทมารบกวนท่านเพราะความจริงแล้วมีเรื่องจะถามสักสองสามประโยค”

            กงจื้อหมิงมองไปยังชายชราที่ดูเรียบง่ายและซื่อสัตย์เบื้องหน้าของเขาในใจของเขาก็คาดเดาไว้แล้วอยู่หลายส่วนแต่เขายังคงไม่แสดงความรู้สึกและท่าทางของตนเองให้ชายชรารู้แล้วก็ยิ้มเล็กน้อยพร้อมพูดว่า “ขอเชิญท่านลุงพูดได้เลย!”

            ผู้อาวุโสติงคิดไปคิดมาเขาครุ่นคิดแล้วพูดออกมาว่า “ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพคิดเช่นไรกับลูกสาวของเรา?”

            เขาทำเหมือนเป็นเรื่องสุดแสนยากลำบากแต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พูดออกมาว่า“ครอบครัวสกุลติงของเราเป็นครอบครัวในชนบทพวกเราไม่เคยและไม่กล้าที่จะมีความคิดมักใหญ่ใฝ่สูงดังนั้นที่ข้ามาก็เพื่ออยากจะถามความหมายของท่านแม่ทัพ…พวกเราทั้งครอบครัวยังคงหวังว่าเหว่ยเอ๋อร์จะไปอยู่กับพวกเราด้วยกันไม่ว่าจะลงใต้หรือว่าอยู่ในอำเภอเมืองและข้าก็เห็นว่าทุกวันนี้แม่ทัพก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกเกรงว่าไม่จำเป็นจะต้องให้เหว่ยเอ๋อร์ดูแลแล้วใช่หรือไม่?”

            ผู้อาวุโสติงพูดจบก็เม้มปากหัวใจของเขาเต้นแรงไม่หยุด แต่เขายังคงจ้องไปที่กงจื้อหมิงด้วยสีหน้าจริงจังคล้ายกับสุนัขแก่ที่คอยเฝ้าบ้านอยู่เล็กน้อย ต่อให้เขี้ยวฟันจะไม่แหลมคมอีกต่อไป แต่ก็ยังพยายามยืดแผ่นหลังที่ผอมบางของพวกมันขึ้นเพื่อขวางหน้าประตูเอาไว้

            ความกล้าหาญที่น่าสงสารและน่าเสียดายเช่นนี้ทำให้กงจื้อหมิงประทับใจอยู่เล็กน้อยมีเพียงความรักอันลึกซึ้งของบิดาเท่านั้นที่จะสามารถทำเช่นนี้ได้

            เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบิดามารดาของเขาที่เสียชีวิตตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็กหากว่าตอนนี้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ เขาเองก็คงไม่ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นนี้?เขาจะกลายเป็นคุณชายผู้สง่างามที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงหรือไม่?ต่อให้เขาจะก่อปัญหาที่ข้างนอก ไม้เรียวในมือของท่านพ่อเขาก็จะยกสูงขึ้นแต่ก็ลดต่ำลงภายใต้น้ำตาของท่านแม่เขา

            แต่น่าเสียดายที่เขาคงไม่มีวันที่จะได้สัมผัสความรักจากครอบครัวเช่นนี้อีกเลยในชีวิต

            -----------------------------------------

            [1] เหนียง 娘 หมายถึงแม่

            [2]เสี่ยวลี่ 小吏 หมายถึงขุนนางชั้นผู้น้อย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120