สองวันหลังผ่านบททดสอบแห่งจิตตื่นรู้ ท้องฟ้ายามรุ่งสางของหมู่บ้านซื่อหานถูกฉาบด้วยม่านสีทองอ่อน ลมหนาวพัดเอื่อยจนเสื้อคลุมบางของหลิงเซียวกระพือเบา ๆ เขายืนอยู่หน้าเรือนเก่าของตน สายตากวาดมองเส้นทางที่ทอดยาวออกนอกหมู่บ้านซึ่งปูด้วยหินแกร่งเรียบเป็แนว เขารู้ว่าทางเส้นนี้จะพาเขาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง—สถานที่ที่อาจพลิกชะตาชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง
เฟิ่งเหยาเดินมาหยุดข้างเขา เสื้อคลุมสีฟ้าครามของนางตัดกับบรรยากาศสีหม่นของเช้าตรู่ได้อย่างงดงาม เส้นผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย แววตาแม้ดูนิ่งสงบแต่ซ่อนความกังวล
“พร้อมหรือยัง?” นางถามเสียงเบา
“ข้าไม่แน่ใจว่าพร้อมหรือไม่…” หลิงเซียวตอบ พลางยิ้มจาง “…แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
ไม่นานนัก าุโเจี่ยนก็ปรากฏตัวพร้อมกับผู้ที่ผ่านการทดสอบอีกสี่คน รวมเป็หกผู้เข้ารับการคัดเลือกเข้าสำนักหมื่นกลจักร ทุกคนมีสีหน้าต่างกัน บ้างกังวล บ้างฮึกเหิม บ้างก็พยายามเก็บอารมณ์อย่างสุดความสามารถ
“ทุกคนตั้งขบวนให้เรียบร้อย” าุโเจี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราจะออกเดินทางไปยัง ‘ประตูเขตวังเทวะเหนือ’ เพื่อเข้าสู่การทดสอบขั้นที่สอง”
หลังจากตรวจความพร้อม ทุกคนออกเดินทางตามขบวน โดยมีเยว่อี้เดินนำหน้า เขาสวมชุดคลุมยาวสีหม่นลวดลายจักรกลจาง ๆ แม้จะยังหนุ่ม แต่แววตาเฉียบคมดุจเหยี่ยว มีกลิ่นอายของผู้รู้ที่ไม่จำเป็ต้องกล่าวคำใดมากนัก
หลิงเซียวเดินอยู่กลางขบวน พลางใช้จังหวะนี้พิจารณาผู้เข้าร่วมรายอื่น ๆ สองคนที่อยู่ด้านหน้าเป็ชายวัยรุ่นผู้หนึ่งชื่อ “เซี่ยหรง” พลังปราณอยู่ที่ระดับ ทหารปราณ ขั้นที่ 7 และอีกคนคือ “ซ่งหลี่” สตรีผู้มีบุคลิกเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง อยู่ที่ ทหารปราณ ขั้นที่ 9 ทั้งคู่มีสายตาแฝงความมั่นใจจนััได้จากระยะไกล
หลิงจื้อเดินอยู่ท้ายขบวน ไม่มีท่าทีหวังแข่งขันเหมือนเคย เขาเพียงก้าวไปเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งราวน้ำในบ่อเก่า
หลังการเดินเท้าร่วมครึ่งวัน ขบวนก็มาหยุดที่เชิงผาสูงตระหง่าน ปกคลุมด้วยเถาวัลย์และหมอกสีครามที่ลอยอยู่ตลอดเวลา ที่นั่น…คือประตูเขตวังเทวะเหนือ
ประตูหินั์ขนาดสูงกว่าห้าสิบเมตรสลักลวดลายจักรกลโบราณซับซ้อนซ้อนทับกันไปมา เส้นแสงสีทองริบหรี่ไหลวนอยู่ภายในร่องสลัก ราวกับยังคงมีชีวิตและลมหายใจ
เยว่อี้ยกมือขึ้นเป็สัญญาณ ทุกคนหยุดยืนห่างจากประตูประมาณสิบก้าว
“นี่คือด่านแรกแห่งการคัดกรองเข้าสู่สำนักหมื่นกลจักร” เขาเอ่ยช้า ๆ “ประตูนี้จะไม่ตอบสนองต่อพลังปราณเพียงอย่างเดียว มันถูกออกแบบให้เปิดเฉพาะผู้ที่สามารถ ‘มองเห็นกลไกแห่งความจริง’ ได้เท่านั้น”
เขาหยิบลูกโลหะเล็กขนาดเท่าฝ่ามือออกจากแขนเสื้อ โยนมันขึ้นกลางอากาศ
ลูกโลหะหมุนกลางอากาศแล้วค้างนิ่งทันที ราวกับถูกคลื่นพลังบางอย่างตรึงไว้ ทันใดนั้น แสงสีฟ้าจากพื้นเบื้องหน้าก็ส่องขึ้น เผยให้เห็นวงเวทย์ซับซ้อนซ้อนกันถึงเก้าชั้น สลักด้วยสัญลักษณ์โบราณที่ไม่มีใครเข้าใจ
“กลไกที่ป้องกันประตูนี้ ถูกเรียกว่า ‘เงื่อนกลทศทิศ’ มันมีสิบตำแหน่งหลักในรูปแบบหมุนวน หน้าที่ของพวกเ้า—คือจัดตำแหน่งพลังให้ถูกต้องตามรูปแบบเฉพาะของแต่ละบุคคล”
เสียงฮือฮาดังเบา ๆ
หลิงเซียวหรี่ตา
‘รูปแบบเฉพาะของแต่ละบุคคลงั้นหรือ…?’
เยว่อี้หันไปมองผู้สมัครทั้งหก
“ใคร้าลองก่อน?”
ไม่มีใครตอบในทันที
หลิงเซียวก้าวขึ้นไปหนึ่งก้าว “ข้าจะลอง”
เฟิ่งเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย แต่ไม่ห้าม นางเพียงจ้องมองเขาด้วยความเงียบเชียบ
เยว่อี้พยักหน้า ก่อนจะโคจรพลังบางส่วนจากมือเข้าสู่วงเวทย์ เสียง “ครืด” ดังเบา ๆ และพื้นตรงหน้าหลิงเซียวก็ค่อย ๆ ยุบลงกลายเป็แผงกลไกหมุนสิบชิ้นรูปทรงแตกต่างกัน บางชิ้นดูเหมือนเข็มทิศ บางชิ้นเหมือนล้อฟันเฟือง บ้างเป็เพียงแท่งทรงกระบอกเรียบ
หลิงเซียวย่อตัวลง มองกลไกทั้งสิบอย่างละเอียด
เขาไม่เร่งรีบ แต่กลับใช้ปลายนิ้วแตะััตามแนวร่อง สายตาพินิจทิศทางการหมุน คำนวณมุมและแรงต้านในจินตนา
‘นี่ไม่ใช่กลไกธรรมดา…มันคือระบบพหุรหัสที่เชื่อมโยงกันหลายมิติ ต้องจัดให้ได้ทั้งทิศ การถ่วงน้ำหนัก และจังหวะพลัง…’
แม้ความทรงจำจากโลกก่อนยังเลือนราง แต่สัญชาตญาณในฐานะอดีตนักประดิษฐ์ยังตอบสนองอย่างแม่นยำ
เขาเริ่มหมุนชิ้นที่หนึ่งอย่างช้า ๆ แผ่นวงกลมขนาดเท่าฝ่ามือหมุนไปตามทิศตะวันตกเฉียงใต้ กลไกอีกชิ้นเปลี่ยนสีเล็กน้อย
เสียงกลไกเริ่มดัง “คลิ๊ก…” ตามมาอีกหนึ่งจุด
หลิงเซียววิเคราะห์ต่อ—ทุกการหมุนหนึ่งตำแหน่งจะกระทบอีกสองตำแหน่ง และหากเลือกผิดเพียงหนึ่ง จะย้อนรอยทั้งหมดกลับจุดเริ่มต้น
เวลาเดินผ่านไปหลายลมหายใจ กลไกทั้งสิบก็ค่อย ๆ ถูกตั้งค่าอย่างแม่นยำ
สุดท้าย…หลิงเซียวหมุนชิ้นสุดท้ายช้า ๆ
“คลิ๊ก!”
เสียง “ครืด—” ดังสนั่นจากประตูหิน
ทุกคนเบิกตากว้าง ขณะที่แสงทองวิ่งผ่านรอยสลักของประตูจากล่างขึ้นบน พริบตาต่อมา—ประตูวังเทวะเหนือก็เปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นบันไดหินทอดยาวสู่ภายในเขา
เยว่อี้พยักหน้าอย่างช้า ๆ สีหน้าของเขามีรอยยิ้มบางแทบไม่เห็น
“ผู้มีแวว”
หลิงเซียวลุกขึ้นพลางผ่อนลมหายใจยาว เหงื่อซึมตามไรผม เขาเหลือบตามองกลไกที่บัดนี้ปิดกลับกลายเป็พื้นเรียบ
‘นั่นแค่ด่านแรก…’
แต่ในใจเขากลับเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
ไม่ใช่ความภาคภูมิ…แต่คือแรงปรารถนา
แรงปรารถนาที่จะไขความลับของกลจักรและจักรวาลนี้ให้ได้ทั้งหมด
และนั่นคือเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทาง…สู่ใจกลางของสำนักหมื่นกลจักร