วัวเทียมเกวียนเริ่มเดิน เครื่องหีบอ้อยก็ทำงาน ลุงแสงปล่อยอ้อยเข้าเครื่องโดยมีลูกชายเป็ผู้ช่วยอยู่ฝั่งตรงข้าม ลำอ้อยถูกรีด 3 ครั้ง เมื่อลำอ้อยไหลผ่านลูกรีดคู่สุดท้ายออกมา ก็เหลือแค่ชานอ้อย น้ำในลำอ้อยถูกรีดออกไปจนหมด อ้อย 15 ลำ ได้น้ำอ้อยออกมาครึ่งถัง ถือว่ามากแล้ว
น้ำอ้อยคั้นสดๆ ในถัง ส่งกลิ่นหอมออกมา ผมใช้ขันตักน้ำอ้อยขึ้นมาจิบ มันหวานมาก ความหอมหวานไหลผ่านลิ้นลงคอไป ให้ความรู้สึก หวานสดชื่น ถ้ามีน้ำแข็งเย็นๆ ใส่ลงไปด้วยคงอร่อยมากกว่านี้
“ทุกคนมาลองดูสิ” ผมยื่นขันให้ลุงแสง เพียงจิบเข้าไปคำแรกลุงแสงก็อุทานออกมาเสียงดัง
“อร่อยมาก มันหอมหวาน อร่อยกว่ากัดกินเองเสียอีก”
“ใช่อร่อยมาก อร่อยกว่าถั่วเขียวต้มน้ำตาลเสียอีก” จ้อยร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น ไม่นานบ่าวที่ยืนดูอยู่ไกลๆ ก็ล้อมเข้ามา ทุกคนลองกินกันคนละขันสองขัน พริบตาเดียวน้ำอ้อยครึ่งถังก็หมด
จ้อยกับเด็กๆ วิ่งออกไปตัดอ้อยมาเพิ่ม หีบอ้อยเริ่มทำงานอีกครั้ง มีจ้อยคอยกำกับเื่ความปลอดภัยไม่นานทุกคนก็ใช้เครื่องหีบอ้อยเป็
“ลุงแสง ทำเครื่องหีบอ้อยอีกสองอัน ลุงไม่ต้องทำเองแยกชิ้นส่วนมันออกแล้วส่งให้ร้านไม้ในเมืองทำให้ แล้วเอามาประกอบที่นี่ก็พอ” ช่างแสงพยักหน้าตอบรับ
“อีกเื่ พรานสิงห์ต้องสร้างเรือนพักคนงาน ที่ท่าน้ำไทรน้อย ลุงไม่ต้องไปทำปล่อยให้เป็หน้าที่ของพรานสิงห์แค่ให้คำปรึกษาก็พอ ส่วนลุงให้หาคนไปสร้างเรือนสำหรับทำเป็ร้านค้า ข้าซื้อที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ตรงข้ามท่าเรือ ให้สร้างร้านค้าที่นั่น ส่วนรูปแบบของเรือนเราค่อยคุยกันภายหลัง”
“ขอรับ” เมื่อทุกคนรู้งานของตัวเองแล้วพวกเราก็แยกย้าย ไปทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ผมเองก็มีงานที่ต้องทำเหมือนกัน
“พี่แผนมาหรือยัง”
“มารอนานแล้วขอรับ” ผาตอบ วันนี้แผนต้องพาผมไปเลือกซื้อทาส เมื่องานในเรือนไม่มีอะไรแล้ว เราสามคนก็นั่งเกวียนเข้าเมือง
โรงค้าทาส เป็กิจการของกรมพลเรือน ทาสที่ขายในเมืองกำแพง เป็ทาสที่ต้อนมาจากหลายที่ ทุกคนมีประวัติความเป็มาชัดเจน โรงค้าทาสที่นี่ ดีกว่าที่ผมจินตนาการเอาไว้มาก ทาสทุกคนถูกขังอยู่ในเรือน ไม่ใช่ในกรงหรือห้องขัง เสื้อผ้าหน้าผม ดูสะอาดตาไม่น้อย
ทาสแบ่งออกเป็หลานระดับ มีทาสแรงงาน ทาสบ่าวรับใช้ ทาสเมียบ่าว ทาสมีอายุ 10 ปี ไปจนถึง 40 ปี ทาสแรงงานมีทั้งชายและหญิง มีแบบเป็ครอบครัวก็มี อายุอยู่ใน่วัยทำงานั้แ่ 18-40 ปี
ทาสเมียบ่าว เป็เพศหญิง ได้รับการตรวจพรหมจรรย์แล้ว มีอายุ ั้แ่ 12-20 ปี เป็ทาสที่แพงที่สุด ราคาทาสในกลุ่มนี้ก็ต่างกันไปขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตา และ ประวัติความเป็มา
สุดท้ายทาสบ่าว มีอายุ ั้แ่ 12-40 ปี ราคาก็แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน
ในโรงค้าทาส ทันทีที่เราเดินพ้นธรณีประตูเข้ามา พ่อค้าร่างอวบ ยิ้มหน้าบานเดินเข้ามาหาเราทันที
“โอ้ว ขุนแผน ลมอะไรหอบท่านมาที่นี่ขอรับ” เอ่ยทักออกมาด้วยความคุ้นเคย แสดงว่าแผนมาที่นี่บ่อยครั้ง จนเ้าของร้านจำได้ หรือไม่ก็รู้จักกันมาก่อน
“นายหน้าจง วันนี้นายน้อยของข้าอยากได้ทาสนะ” นายหน้าจง หรืออ้วนจงเป็นายหน้าค้าทาสที่ถูกกฎหมาย เขาได้รับหารรับรองจากทางราชการให้ประกอบการค้า ทาส ในเมืองกำแพงเพชรแต่เพียงผู้เดียว
“โอ้วนายน้อยเรือนพระยาเกิดนี่เอง อยากได้ทาสเมียบ่าวหรือขอรับ วันนี้มีทาสมาใหม่สวยงามเหมาะทำเป็แม่พันธุ์ทั้งนั้นเลยขอรับ”
“เอ่อ ข้าอยากได้ทาสแรงงาน กับทาสรับใช้นะ” ทำไมถึงแนะนำเมียบ่าวให้ผมละ หรือเรือนพระยาเกิดจะซื้อเมียบ่ายบ่อย จนพ่อค้าจำหน้าได้ ช่างเถอะ
“ทาสแรงงาน เรามีคนหน่อยก้านดีมากมาย เชิญทางนี้เลยขอรับ” อ้วนจงเดินนำพวกเราเข้าไปด้านใน ไม่นานเราก็มาถึงลานกลางโรงค้าทาส ทาสแรงงานถูกเรียกออกมาให้เราเลือก ทีละ 20 คน
ทาสที่นี่หน่วยก้านดีอย่างที่อ้วนจงบอกจริงๆ ผมได้ทาสแรงงานชายมา 20 คน ทาสแรงงานหญิง 10 คน แม่ครัว 2 คน
เมื่อปิดร้านต้องมีพนักงานขาย พนักงานต้อนรับ คนพวกนี้ต้องหน้าตาดี นิสัยใจคอเข้ากับคนง่าย ผมเลือกดูแล้วไม่มีคนไหนเข้าตาเลย สุดท้ายผมก็ต้องเรียกทาสกลุ่ม แรกออกมา ทาสเมียบ่าว ทาสกลุ่มนี้ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง แต่ละคนดีงามอย่างที่อ้วนจงคุยเอาไว้จริงๆ ผมเลือกออกมา 4 คน แต่ละคนมีค่าตัวอยู่ที่ 5 ตำลึง 4 คนเป็เงิน 1 ชั่ง เลย
อ้วนจงยิ้มกว้างออกมามองผมด้วยสายตาแปลกประหลาด ทาสแรงงานชายราคาอยู่ที่หัวละ 2 ตำลึง 20 คน รวมเป็เงิน 2 ชั่ง
ทาสหญิงราคา 1 ตำลึง 10 คนเป็เงิน 10 ตำลึง วันนี้วันเดียวผมจ่ายเงินออกไป 3 ชั่ง กับ 10 ตำลึง
เรากลับเรือนพร้อมกับขบวนทาส เกวียนโรงค้าทาสมาส่งสินค้าให้เราถึงหน้าเรือน ส่วนเื่การขึ้นทะเบียนทาส มันง่ายมากกว่าที่คิดไว้ อ้วนจงยินดีเป็ธุระให้เราทุกอย่าง ผมไม่ต้องเฉียดไปที่ว่าการเมืองเอง ด้วยซ้ำ ทาสแรงงานถูกส่งต่อให้ช่างแสงกับพรานสิงห์ ส่วนทาสเมียบ่าว ผมเป็คนดูแล
การค้าขายเป็เื่ละเอียดอ่อน อย่างน้อยๆ คนค้าขายต้องอ่านตัวเลขได้คิดเงินเป็ ทอนเงินถูกต้อง เื่นี้ไม่ยาก แค่การบวกลบ ผมเป็คนสอนเองกับมือไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ผมสอนการทำบัญชีอย่างง่าย สอนวิธีต้อนรับลูกค้า สอนการแต่งหน้า สอนวิธีการพูดจาโดยใช้มาตรฐานสาวร้านสะดวกซื้อจากชีวิตที่แล้วเป็ เกณในการสอน
“ให้ทุกคนอยู่กับข้าที่เรือนหลัก พี่ใบหม่อน พี่เป็พี่ใหญ่สุดให้พี่เป็คนจัดการดูแลคนใหม่”
“เ้าคะ” พี่ใบหม่อนรับปาก ท่าทีไม่เต็มใจนัก ท่าทางของนางดูแล้วน่ารักไม่น้อย คนใหม่ 4 คนอายุไล่ๆ กัน คนโตสุดอายุ 15 เป็น้องพี่ใบหม่อน 2 เดือน ชื่อน้ำตาล คนรองลงมาอายุ 14 ชื่อ ขิง น้ำค้าง อายุ 13 และใบเตย คนน้องสุดอายุ 13 ถึงทั้ง 4 จะถูกขายมาเป็เมียบ่าว แต่ผมไม่
้าเอาพวกนางมาเป็เมียหรอก จุดประสงค์จริงๆ คือเอาพวกนางมาทำงานในร้านที่กำลังจะเปิดในเวลาอันใกล้นี้ กระดานชนวนอันใหญ่ถูกยกขึ้นเรือนมา พี่แผนเป็คนไปหามาให้ ของพวกนี้ไม่มีขายทั่วไป ได้ยินว่ากว่าจะได้มาต้องใช้เส้นสายไม่น้อย
“มารวมกันตรงนี้สิ” ผมเรียก ผา กับสาวๆ ทั้ง 5 ให้มารวมกันที่หน้ากระดานชนวน ผมหยิบดินสอชนวนขึ้นมา ของสิ่งนี้ผมเคยเห็น มีขายใน App ขายของออนไลน์ แต่ผมไม่เคยซื้อมาใช้ รูปร่างเหมือนดินสอ ปลายแหลม ขีดเขียนลงไปบนกระดานชนวนเส้นที่ขีดเป็สีขาว ตัดกับพื้นกระดานสีดำ ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการใช้ดินสอมากนัก
“มีใครรู้จักตัวเลขหรือไม่” ผมถามรวมๆ
“บ่าวรู้จักเ้าค่ะ”
“บ่าวก็พอรู้บ้างเ้าค่ะ” เสียงของพี่ใบหม่อนกับพี่น้ำตาลตอบมาไล่ๆ กัน
“อืมต่อไป ถ้าข้าถามอะไรให้ยกมือตอบ”
“เ้าค่ะx6” เสียงรับทราบดังขึ้นจากนักเรียนทั้ง 6
“ดี เคยบวกลบเลขหรือเปล่า” ทุกคนส่ายหน้า
“นับเลขได้หรือไม่” มีสองคนพยักหน้า คือใบหม่อนกับน้ำตาล แสดงว่าทั้งสองเพียงแค่นับเลขได้เท่านั้น ผมคงต้องสอนทุกคนั้แ่เริ่มต้น ผมเริ่มเขียนตัวเลขลงบนกระดาน เป็ตัวเลขไทย ั้แ่ ๑-o
"ตัวเลขมีทั้งหมด 10 ตัว ตัวแรกอ่านว่าศูนย์ ตัวนี้อ่านว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ ท่องตาม หนึ่ง สอง…."บทเรียนแรกคือการเรียนรู้ตัวเลข การนับเลข เราเริ่มนับเลขโดยการใช้เงินเป็สื่อกลาง เงินเฟื้องกองอยู่บนโต๊ะหลายร้อยเหรียญ ใช้ของที่คุ้นเคยอยู่แล้วเป็สื่อในการสอนจะช่วยให้เข้าใจได้ง่าย
"ตอนทุกคนไม่มีเงิน นับเป็ศูนย์ พี่ใบหม่อน ผมเริ่มแบ่งเงินเฟื้องให้กับทุกคน แต่ละคนได้จำนวนแตกต่างกันไป
“พี่ใบหม่อน ท่านมีกี่เฟื้อง” ใบหม่อนเริ่มนับ หนึ่ง สอง … 9 เฟื้อง
“พี่ตาล พี่มีกี่เฟื้อง” พี่ตาลเริ่มนับของตัวเอง ผมไล่ถามไปทีละคน เราทำกันอยู่สองสามรอบทุกคนก็จำได้ ปมเริ่มสอน เลข 10 20 30 40 50 เพิ่มขึ้นไปจนถึงร้อย วันนี้ผมสอนแค่การนับเลขพื้นฐาน ก็เลิกเรียน สอนมากไปก็ไม่ดี เอาเท่าที่พอดี ดูจะเหมาะกว่า
สาวๆ กินข้าวเสร็จเราก็ลงเรือน ผมตรงไปที่ท่าน้ำ วันนี้จะเดินสำรวจท่าน้ำหน้าเรือนเสียหน่อย ส่วนสาวๆ ออกไปช่วยงานในเรือน เสียนับเลขดังอยู่เป็ระยะ สาวๆ ทำงานไปด้วยทบทวนบทเรียนไปด้วย ไม่นานเด็กๆ ในเรือนก็มาร่วมวง ผมฟังเสียงอยู่ไกลๆ ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ มองดูภูผา ที่รอรับใช้อยู่ข้างๆ แล้วยิ้มออกมาอีก ภูผากำลังเก็บหินขึ้นมานับด้วยความสนใจ
“ได้กี่ก้อนแล้วละ” ผมถาม
“ยี่สิบสามก้อนแล้วขอรับ เลขยี่สิบสามเขียนแบบนี้ใช้หรือไม่ขอรับ” ผาเอาไม้เขียนเลขสองไทยตามด้วยเลขสี่ ลงบนพื้นทราย
“ใช่ เขียนถูกแล้ว” ทีแรกนับด้วยปากเปล่า คราวนี้ผาเริ่มเขียน 24 25 26 …. ต้องยอมรับเลยว่าผาหัวไวมาก อันที่จริงนักเรียนของผมทุกคนหัวไวกันทุกคน ได้ดู ได้ฟังนิดหน่อยก็จำได้แล้ว
ผมเดินสำรวจริมฝั่งคลอง คลองหน้าเรือนไม่กว้างมาก ขนาดกะด้วยสายตาน่าจะกว้างราวๆ 6-7 วาเท่านั้น เห็นเรือพายของชาวบ้าน พายผ่านไปมาเป็ครั้งคราว มองเห็นกำแพงเมืองอิฐส้มของเมืองกำแพงเพชรอยู่ไกลๆ ทำแพงเมืองทำจากอิฐแดงอิฐมอญ ไม่รู้ว่าใช้อิฐไปกี่หมื่นกี่แสนก้อน กำแพงรอบเมืองถึงสร้างเสร็จ
น้ำในคลองนี้ไหลลงแม่น้ำปิง หน้าเรือนมีท่าน้ำยื่นลงไปในคลอง เห็นผืนน้ำนิ่งๆ แค่น้ำในคลองไหลแรงพอสมควร ความแรงขนาดผลักกังหันน้ำให้หมุนได้สบาย ผมมองกะระยะจากคลองไปถึงจุดที่จะสร้างเรือนอาบน้ำ จุดที่หมายตาเอาไว้อยู่ห่างจากคลองไม่ถึง 50 วา
เรือนอาบจะแยกเป็สองหลัง หลังแรกเป็เรือนอาบน้ำสำหรับบ่าวในตัวเรือนจะกั้นแบ่งออกเป็สองส่วนสองส่วนเพื่อแยกชาย,หญิง อีกเรือนเป็เรือนอาบน้ำส่วนตัวของผม