เมื่อเห็นว่าหนังสือรับสารภาพหายไปหวังกวงเจิ้งก็หลั่งเหงื่อเย็นด้วยความใทันที
สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากแดงเป็ขาวเปลี่ยนจากขาวเป็เขียว แล้วเปลี่ยนจากเขียวเป็แดงอีกครา จากนั้นก็มอบฝ่ามือให้ผู้คุมที่ถือถาดเป็รางวัลสองที
“เศษสวะ!” ขณะที่เขาก่นด่าก็วิ่งออกไปด้านนอกด้วยความรวดเร็วที่สุดในชีวิต
หลินเสวี่ยจู๋ทำสีหน้าไร้เดียงสานางเกาะประตูห้องขังแล้วะโใส่แผ่นหลังของเขา “ใต้เท้า ข้า้ารับสารภาพ”
“รอเดี๋ยว” หวังกวงเจิ้งะโตอบจากระยะไกล
หลินเสวี่ยจู๋กลั้นยิ้ม ก่อนจะขยับปากพูดกับหม่าซิงโดยไร้เสียง ‘ยังไม่รีบไปอีก’
หม่าซิงมองนางด้วยความซาบซึ้งใจแล้วรีบวิ่งออกไป วันนี้ถูกหลินเหนียงจื่อช่วยไว้อีกครั้งแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋ส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติแล้วนำหนังสือรับสารภาพไปเก็บไว้เป็อย่างดี นางอยากรู้ว่าวันข้างหน้าขุนนางสุนัขเหล่านี้ที่ใส่ร้ายป้ายสีคนที่จงรักภักดีจะมีจุดจบอย่างไรจากนั้นนางก็ออกจากมิติ
“เ้าได้รับาเ็หรือไม่?”
เสียงของบุรุษดังแว่วมาจากห้องขังฝั่งตรงข้าม
หลินเสวี่ยจู๋ช้อนตาขึ้นมองก็เห็นหลินเฉิงจางกับเหวินซิ่วชิงเกาะห้องขังมองนางด้วยสีหน้ารักใคร่และสงสาร
สองคนนี้แต่งงานและมีลูกเร็วตอนนี้เพิ่งจะอายุสามสิบกว่าปี แต่ใบหน้าของหลินเฉิงจางมีริ้วรอยเต็มไปหมด ดูแล้วเขาน่าจะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล แต่เหวินซิ่วชิงกลับดูอ่อนเยาว์อย่างเห็นได้ชัด มองดูก็รู้ว่าถูกสามีทะนุถนอมเป็อย่างดี
ใบหน้าของทั้งสองคนทำให้หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกดีเป็อย่างยิ่งนางเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง “ลูกไม่เป็อันใดทำให้ท่านพ่อท่านแม่ใแล้ว”
เมื่อเห็นรอยยิ้มของบุตรสาวในใจของคู่สามีภรรยาก็มีความรู้สึกผสมปนเปกัน
เดิมทีพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของบุตรสาวกับเซียงอ๋อง ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ว่าเซียงอ๋องเป็บุตรเขยที่ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกไว้ให้หลินเสวี่ยหลานเลย
ลำพังแค่การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเชื้อพระวงศ์มองดูผิวเผินอาจเป็เื่ดี ทว่าความจริงแล้วกลับมีอันตรายซุกซ่อนอยู่มากโข
พวกเขามีลูกสาวเพียงคนเดียวประคบประหงมนางไว้ในฝ่ามือมาั้แ่เล็ก ไม่ร้องขอให้นางนำพาความรุ่งโรจน์มาให้ขอเพียงนางมีชีวิตที่ราบรื่น และมีชีวิตยืนยาวอย่างไร้กังวลก็เพียงพอแล้ว
ไม่คิดว่าบุตรสาวจะเชื่อมั่นในความคิดของตนเองจัดการเื่ราวทั้งหมดตามลำพัง
พวกเขาทำได้เพียงมองดูบุตรสาวแต่งเข้าจวนเซียงอ๋องแล้วอาศัยอยู่ในจวนที่ว่างเปล่าเพียงลำพังมานานหลายปี
เดิมทีคิดว่าในเมื่อคราวนี้เซียงอ๋องได้รับชัยชนะกลับมาหนุ่มสาวคู่นี้ก็จะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าในท้ายที่สุด
ผู้ใดจะคาดคิดว่าทั้งคู่จะถูกยึดทรัพย์และเนรเทศกันเล่า?
ชีวิตช่างน่าขันเสียนี่กระไร!
ความเศร้าโศกบนใบหน้าของทั้งสองคนไม่อาจปกปิดได้หลินเสวี่ยจู๋เห็นเช่นนั้นก็เกิดความรู้สึกผิดเล็กน้อยอย่างอธิบายไม่ได้ นางรีบเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจ “ท่านพ่อท่านแม่ แม้ว่าการถูกเนรเทศจะยากลำบากแต่ครอบครัวเราก็ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าอนาคตจะเกิดอันใดขึ้นลูกก็ไม่กลัวทั้งนั้นเ้าค่ะ”
ทันทีที่นางพูดจบก็ได้ยินกัวซื่อเอ่ยกระแนะกระแหน “เฮอะ ทำเป็พูดดีไปเถิดพวกเ้าย่อมไม่กลัวความตายอยู่แล้ว ทว่าพวกเราเล่า? พวกเรามีทั้งคนแก่และเด็กเส้นทางไปชายแดนเหนือยาวไกลถึงเพียงนั้น พวกเราอดทนไม่ไหวหรอก!”
รอยยิ้มของหลินเสวี่ยจู๋ยิ่งกว้างขึ้นกว่าเดิมนางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เช่นนั้นหากฟังจากคำพูดของป้าสะใภ้ใหญ่ข้าต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ทำให้พวกท่านเดือดร้อนเล่า?”
“เช่นนั้นก็ตัดความสัมพันธ์กันเสีย” กัวซื่อเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะคิด “ท่านแม่เคยพูดเื่นี้กับเ้าไปนานแล้ว ไม่ว่าจะบอกให้หย่ากับเซียงอ๋อง หรือบอกให้เ้าตัดความสัมพันธ์กับพวกเราทว่าเป็เ้าที่ใช้ความตายมาข่มขู่ไม่ใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลินเฉิงจางกับลู่ซื่อก็หน้าเปลี่ยนสีพร้อมกันทันที พวกเขาล้วนเคยถูกฮูหยินผู้เฒ่าประจบประแจง ทว่าตอนนี้กลับถูกรังเกียจความรู้สึกของพวกเขาจึงเรียกได้ว่าซับซ้อนยิ่งนัก
ที่แท้ยิ่งผู้คนทำดีกับเ้าตอนที่เ้ามีอำนาจมากเท่าไรเมื่อเ้าหมดอำนาจ พวกเขาก็จะถีบหัวส่งเ้ารวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่าอดไม่ได้ที่จะโมโหกับความโง่เขลาของลูกสะใภ้ที่ถูกหลินเสวี่ยจู๋ชักจูงอย่างง่ายดาย
แต่ในเมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้วลูกอนุไม่ใช่ขุนนางขั้นห้า และหยวนซิวก็ไม่ใช่เซียงอ๋องอีกต่อไป นางจึงไม่จำเป็ต้องพึ่งพาพวกเขาและยิ่งไม่ต้องเอาอกเอาใจพวกเขาด้วย
สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่ามืดครึ้มลงทว่ากลับไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ได้รับคำตอบที่นาง้าก็พึงพอใจอย่างยิ่งน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าเดิมอีกหลายส่วน “เอาแบบนี้เถิดหากป้าสะใภ้ใหญ่้าตัดความสัมพันธ์กับข้าขอเพียงนำหนังสือมา ข้าก็จะยอมลงนาม ท่านคิดเห็นอย่างไร?”
กัวซื่อได้ฟังก็ยินดีเป็อย่างยิ่งนางรีบถาม “เ้าพูดจริงหรือ?”
“แน่นอน” หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เดิมทีเส้นทางไปชายแดนเหนือก็ยากลำบากอยู่แล้วข้าเองก็ไม่เต็มใจที่จะร่วมเดินทางไปกับคนที่ขัดหูขัดตาเช่นกัน”
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้กัวซื่อที่เดิมทียังไม่เชื่อหลินเสวี่ยจู๋นักก็กลับเชื่อจนหมดใจ
นางหันไปเอ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่า “ท่านแม่ ในที่สุดนางก็ยอมตัดความสัมพันธ์กับพวกเราแล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าเหลือบมองกัวซื่อแวบหนึ่งกำลังจะเอ่ยปากตำหนิในความโง่เง่าของนาง ทว่าก็ตัดสินใจกลืนคำพูดที่ติดอยู่ข้างปากลงท้องไปเพียงพยักหน้าอย่างเฉยเมย
หลินเฉิงคุนเองก็เผยสีหน้ายินดี เขารู้มาโดยตลอดว่ามารดาเขามีคลังสมบัติและจำนวนทรัพย์สินที่มีอยู่ก็ไม่ใช่น้อยๆ
ตอนนี้ขอเพียงตัดขาดกับหลินเสวี่ยจู๋ได้ก็จะไม่ถูกเนรเทศไปด้วย เขาย่อมสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเช่นวันวานต่อไปได้โอบกอดภรรยาและอนุงามไว้ซ้ายขวา
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเฉิงคุนก็กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ลืมความเ็ปที่ถูกโบยเมื่อครู่ไปเสียแล้วความฝันอันสวยงามผุดขึ้นเต็มหัว
เมื่อหวังกวงเจิ้งเขียนหนังสือรับสารภาพใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็นำมาให้ทุกคนในห้องขังลงนาม ตอนนี้กัวซื่อกับหลินเฉิงคุนทนรอไม่ไหวอีกต่อไป
หลินเฉิงคุนคิดที่จะชะโงกศีรษะออกไปทว่าถูกฮูหยินผู้เฒ่ารั้งเอาไว้
มีเพียงกัวซื่อเท่านั้นที่พุ่งตัวออกไปนางเอ่ยด้วยความยินดี “ใต้เท้าพวกเราไม่ต้องยอมรับผิดแล้ว นางคนสำส่อนผู้นั้นรับปากว่าจะตัดความสัมพันธ์กับพวกเรารบกวนใต้เท้าช่วยเขียนหนังสือตัดความสัมพันธ์ให้พวกเราด้วย นับจากนี้พวกเราที่เป็ทายาทสายตรงไม่เกี่ยวข้องกับทายาทอนุอีกจะเนรเทศหรือตัดหัวพวกเขาก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราแล้ว”
นางพูดเองเออเองไม่ได้สังเกตเลยว่าสีหน้าของหวังกวงเจิ้งเปลี่ยนไป
ไม่รอให้นางพูดจบหวังกวงเจิ้งก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มหยัน “สกุลหลินต้องเป็นักโทษทั้งสกุล ทั้งยังถูกยึดทรัพย์สินและเนรเทศนี่คือรับสั่งของฝ่าา พวกเ้าบังอาจใช้ช่องโหว่นี้ในการขัดขืนรับสั่ง พวกเ้าไม่อยากมีหัวแล้วใช่หรือไม่?”
กัวซื่อได้ยินเช่นนี้ก็แข้งขาอ่อนนางอ้าปากค้าง ทว่ากลับพูดอะไรไม่ออก
หวังกวงเจิ้งส่งสายตาให้ลูกน้อง ผู้คุมสองคนจึงรีบเปิดประตูห้องขังแล้วลากกัวซื่อออกมาโบยยกหนึ่ง
กัวซื่อถูกโบยเสียจนร้องไห้หาบิดามารดาเหมือนกับหลินเฉิงคุนเมื่อครู่ไม่มีผิด
ผู้คุมลงมือไม่หนักไม่เบาจนเกินไปทำให้คนาเ็ปางตาย ทว่าไม่ทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกาเ็เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง เมื่อโบยเสร็จก็โยนกัวซื่อกลับเข้าไปในห้องขัง
หวังกวงเจิ้งให้ผู้คุมนำหนังสือรับสารภาพมอบให้หลินเสวี่ยจู๋พลางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากสั่งสอน “เ้าพวกไม่มีตา พวกเ้าดูหลินเหนียงจื่อเอาไว้ นางมีความรู้และรู้จักวางตัวพวกเ้าเองก็รีบยอมรับสารภาพเสีย จะได้ไม่ต้องถูกลงทัณฑ์”
หลินเสวี่ยจู๋รีบอ่านคำสารภาพอย่างรวดเร็วพบว่าไม่เพียงแต่ลายมือจะเลอะเทอะอย่างยิ่ง เนื้อหาก็ไม่ได้ละเอียดเท่าฉบับที่แล้ว
ดูเหมือนหวังกวงเจิ้งจะรีบเขียนเพื่อให้ทันกำหนดการ
หลินเสวี่ยจู๋พึงพอใจยิ่งนัก
ถึงอย่างไรความผิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงย่อมคู่ควรกับหนังสือรับสารภาพที่เต็มไปด้วยช่องโหว่อยู่แล้ว นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงตั้งใจเขียนถึงเพียงนั้น? ทำราวกับเป็เื่จริงก็ไม่ปาน!
นางประทับลายนิ้วมือลงในหนังสือรับสารภาพอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นโน้มน้าวคนอื่นที่อยู่ในห้องขังตรงกันข้าม “รับสารภาพได้แล้ว ทุกคนเร่งมือหน่อย อย่าทำให้ใต้เท้าหวังเสียเวลา”
หวังกวงเจิ้งมองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยความสับสน
สตรีผู้นี้พบเจอเื่ร้ายๆจนจิตใจผิดปกติไปแล้วใช่หรือไม่?
เขาเคยเห็นนักโทษมานับไม่ถ้วนแม้ว่าจะมีความผิดจริงๆ ก็ไม่มีผู้ใดกระตือรือร้นที่จะรับสารภาพถึงเพียงนี้
สตรีผู้นี้คงไม่ได้คิดที่จะก่อเื่กระมัง?
.............................