ในตอนนั้นเอง เจียงซื่อถึงได้รู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ...นางเผลอพูดความในใจออกไปได้อย่างไรกัน
นางรีบหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าชาวบ้านทั้งหลายต่างมองนางด้วยสายตาดูแคลน บ้างก็พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า“เมื่อครู่ใครกันนะที่บอกว่าน้ำแกงนั่นนางเป็นคนเคี่ยวเอง ขาหมูซื้อมาต้อนรับญาติบ้านเดิมยังพูดอีกว่าลูกชายกับลูกสะใภ้อยากกินขาหมูเลยใส่ร้ายนาง แต่ที่ไหนได้ สุดท้ายนางกลับแอบขโมยของจากบ้านลูกชายกลับมากินเสียเอง!”
ใบหน้าเจียงซื่อแดงสลับขาว นางจ้องกู้ฉางสุ่ยเขม็ง “ข้าเป็นแม่เจ้า! บ้านเจ้ามีของดีๆก็ต้องรู้จักกตัญญูต่อข้าไม่ใช่หรือ”
“ท่านแม่ หากท่านอยากได้ ของอะไรก็สามารถไปเอาจากบ้านข้าได้อย่างเปิดเผย ในฐานะลูกชายก็ย่อมต้องกตัญญูต่อท่านอยู่แล้วแต่ท่านกลับไม่ปริปากสักคำ ให้น้องสาวไปขโมยจากบ้านข้าแบบนี้...”
กู้ฉางสุ่ยยังพูดไม่ทันจบ เจียงซื่อก็รีบร้องขัดขึ้นมา “ขโมยงั้นหรือ ครอบครัวเดียวกันจะเรียกว่าขโมยได้อย่างไร!”
“ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า ‘ไม่บอกกล่าวแล้วยึดเอา เรียกว่าขโมย’ น้องสาวทั้งสองคนทำเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นขโมย”กู้ฉางสุ่ยกล่าวเสียงเรียบ เขาไม่ได้มองเจียงซื่อ แต่หันไปมองกู้อันแทน “ท่านพ่อ หากน้องชายตั้งใจจะสอบเข้ารับราชการท่านก็ควรอบรมสั่งสอนน้องสาวทั้งสองให้มากกว่านี้ อายุแค่นี้ชอบขโมยข้าวของ หากเคยชินจนติดเป็นนิสัยวันหน้าหากไปทำแบบนี้ในบ้านสามี พวกนางจะไม่ได้แค่ทำลายชื่อเสียงของตระกูลกู้เท่านั้นแต่อาจทำลายอนาคตของน้องชายด้วย”
เมื่อครู่กู้อันใช้เรื่องที่กู้ฉางเจี๋ยเรียนหนังสือมากดดันหัวหน้าหมู่บ้านกานสุ่ยตอนนี้เขาก็ใช้เรื่องเดียวกันนี้ย้อนกลับมาขู่กู้อัน...
ถ้าสั่งสอนบุตรสาวไม่ดี ก็อาจทำให้อนาคตอันสดใสของกู้ฉางเจี๋ยต้องพังพินาศ!
ลูกที่กู้อันหวงแหนที่สุดก็คือกู้ฉางเจี๋ย พอกู้ฉางสุ่ยพูดแบบนี้ สีหน้าของเขาก็หม่นลงทันทีพร้อมกับจมอยู่ในห้วงความคิด
สองพี่น้องตระกูลกู้ถึงกับร้อนรนขึ้นมา
“ท่านพ่อ พวกเราไม่ได้เป็นแบบนั้นนะเจ้าคะ! ครั้งนี้เราก็แค่จะไปสั่งสอนสองสามีภรรยานั่น...เอ่อ...พี่ชายกับพี่สะใภ้!”
“พี่ชายเปรียบเสมือนบิดา พี่สะใภ้เปรียบเสมือนมารดา พวกเจ้าไม่เคารพพี่ชายพี่สะใภ้เลยสักนิดยังจะคิดว่าตัวเองมีเหตุผลอีกหรือ!” กู้ฉางสุ่ยแผดเสียงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
กู้ฮวาจือยังไม่ยอมแพ้ “พวกท่านนับว่าเป็นพี่ชายพี่สะใภ้ได้งั้นหรือ ท่านก็แค่ลูกนอกสายเลือดที่ถูกเก็บมาจากแม่น้ำ!”
เพียะ!
นางพูดไม่ทันขาดคำ เถียนฮวนก็ตรงเข้ามาตบหน้านางฉาดหนึ่ง
กู้ฮวาจือเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พลางยกมือกุมหน้า “เถียนซื่อ ท่าน...ท่านกล้าตบข้า?”
เพียะ!
เถียนฮวนตบซ้ำอีกฉาดหนึ่ง
ตบเสร็จ นางสะบัดมืออย่างแรง แล้วจ้องหน้ากู้ฮวาจือด้วยสายตาเย็นเยียบ
“เจ้าเป็นน้องสาว กลับไม่รู้จักกฎระเบียบ ไม่เคารพพี่ชายพี่สะใภ้ ต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านยังกล้าพูดจาหยาบคายใส่พี่ชายเช่นนั้นข้าในฐานะพี่สะใภ้ก็มีสิทธิ์จะตบสั่งสอนเจ้า!”
กู้ฮวาจือทั้งอับอายทั้งโกรธจัด ถึงกับตะโกนลั่น “เถียนซื่อ ข้าจะตบท่าน!”
แต่ก่อนที่นางจะพุ่งเข้าใส่ เถียนฮวนก็เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเสียแล้ว กู้ฉางสุ่ยสาวเท้าเข้ามาคว้าแขนของกู้ฮวาจือที่กำลังเงื้อมื้อขึ้นมา ลากนางไปที่หน้ากู้อันทันที
“ท่านพ่อ ท่านดูเถิด น้องสาวเป็นคนเช่นนี้ ท่านกล้าออกไปบอกชาวบ้านหรือไม่ว่านางเป็นพี่สาวแท้ๆของว่าที่ซิ่วไฉ?”
กู้อันกระชากบุตรสาวแล้วผลักกลับเข้าไปในบ้านทันที “เจ้าต้องกลับไปทบทวนตัวเองให้ดีสำนึกผิดเมื่อใด จึงออกจากบ้านได้!”
พอลงโทษบุตรสาวคนโตเสร็จ เขาก็หันไปมองบุตรสาวคนรอง กู้ฮวาเย่ว์รีบวิ่งปึงปังกลับเข้าไปในบ้านทันที
เมื่อจัดการบุตรสาวทั้งสองเสร็จ กู้อันก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สายตาแน่วแน่มองดูบุตรชายคนโตอยู่ครู่หนึ่ง
กู้ฉางสุ่ยก้มหน้าลง “ท่านพ่อ การที่ท่านตระหนักได้ถึงความผิดของน้องสาวทั้งสองตั้งใจจะอบรมสั่งสอนพวกนาง นับเป็นโชคของตระกูลกู้ของเราอย่างแท้จริง มีผู้อาวุโสเช่นท่านคอยชี้นำตระกูลกู้ของเราจะต้องเจริญรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักไปถึงคนรุ่นหลังแน่นอนขอรับ”
เมื่อได้รับคำสรรเสริญเช่นนั้น กู้อันโกรธเพียงใดก็ได้แต่เก็บไว้ในอก
เขาพรูลมหายใจออกมา ตอบเสียงอู้อี้ว่า “ที่ภรรยาเจ้าพูดเมื่อครู่ ข้ายอมชดใช้ทั้งหมดผักพวกเจ้าก็ไปเก็บเอาในแปลง ส่วนเงินที่ซื้อขาหมู...เจ้าคำนวณมา ราคาเท่าไหร่พวกข้าย่อมจ่ายคืน!”
“แม่ไก่ตัวนั้นหนักสิบจินราคาห้าสิบเหวิน ขาหมูหนักสิบห้าจินราคาเก้าสิบเหวิน เนื้อหมูสามชั้นหนึ่งจินห้าเหวินรวมถึงโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่งเก่าๆ ที่ถูกพังในบ้านพวกเรา คิดแค่ชิ้นละหนึ่งเหวินก็แล้วกันนอกจากนี้เตาดินข้างนอกก็พังไปแล้ว ผ้าปูเตียง ผ้าห่มใหม่ที่เพิ่งซื้อก็เปื้อน ต้องเอาไปซักของเหล่านี้พวกเราจะจัดการเอง ไม่คิดเงิน...แล้วก็...”
กู้ฉางสุ่ยพูดพลางใช้นิ้วนับอย่างจริงจัง เฉกเช่นที่เถียนฮวนทำไว้เมื่อครู่
สองสามีภรรยาคู่นี้พอเอ่ยเรื่องเงินก็จริงจังไม่แพ้กัน กู้อันเลยหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะโต้แย้งอีก
พอเถียนฮวนคำนวณเสร็จ กู้ฉางสุ่ยก็เงยหน้าขึ้นยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ รวมทั้งหมดสองร้อยเหวินขอรับ!”
“รวมค่ารักษา สองร้อยยี่สิบเหวินพอหรือไม่” กู้อันตอนนี้ไม่อยากทำอันใดอีกแล้ว ขอแค่จบเรื่องวุ่นวายตรงหน้าเสียที
เขาเพียงรู้สึกว่าเมื่อครู่ตนช่างโง่เง่ายิ่งนัก เหตุใดถึงได้เชื่อคำพูดของเจียงซื่อยอมให้พี่น้องบ้านเดิมของนางมารังแกกู้ฉางสุ่ยกับภรรยา
สุดท้ายกู้ฉางสุ่ยโดนซ้อมจริง แต่คนฝ่ายตนก็เจ็บปวดจนร้องโอดครวญ ซ้ำยังเสียหน้าช่างไม่คุ้มเอาเสียเลย!
กู้ฉางสุ่ยมองไปทางเถียนฮวน เถียนฮวนจึงพยักหน้าเล็กน้อย “ตกลง!”
กู้อันรีบกลับเข้าไปหยิบเงินออกมา แล้วนับต่อหน้าชาวบ้านทั้งหลาย “สองร้อยยี่สิบเหวินไม่ขาดสักเหวิน พอได้เงินแล้วก็ไปเสีย!”
“ขอบคุณท่านพ่อ ข้าขอตัวลา” กู้ฉางสุ่ยรับเงินไว้ด้วยสองมือ แล้วยกมือคารวะต่อหน้ากู้อันอย่างนอบน้อม
กู้อันกลับไม่คิดแม้แต่จะมองหน้าบุตรชายสักนิด พอให้เงินเสร็จ เขาก็ลากเจียงซื่อกลับเข้าบ้านปิดประตูหน้าบ้านดังปัง!
เห็นประตูบ้านตระกูลกู้ปิดลงอย่างแน่นหนาต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง กู้ฉางสุ่ยก็เพียงยกมุมปากขึ้นน้อยๆแล้วหันไปยิ้มให้เถียนฮวน “เรียบร้อยแล้ว กลับไปเก็บผักกันเถิด เก็บเสร็จเราก็กลับบ้าน”
เขาเพิ่งก้าวเท้าออกเดินเท่านั้น แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ตัวโงนเงนจนเกือบล้มหน้าคะมำ
เถียนฮวนรีบพยุงเขาไว้ “อดทนอีกหน่อย เรากำลังจะกลับบ้านแล้วนะ ถึงบ้านข้าจะทายาให้ท่านได้พักก็จะหายดีแล้ว”
กู้ฉางสุ่ยพยักหน้า ทั้งสองจึงค่อยๆ พยุงกันเดินไปข้างหน้า
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นกลุ่มคนเดินสวนเข้ามา
สองสามีภรรยาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก็เห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งในชุดยาวผ้าฝ้ายสีน้ำเงินฝั่งตรงข้ามกำลังสะกิดเด็กหนุ่มอีกคนที่อยู่ข้างหน้า “พี่กู้ เมื่อครู่ช่างเป็นละครฉากใหญ่เสียจริง!เขาเป็นพี่ชายคนโตที่แยกบ้านไป เพื่อชื่อเสียงของตระกูลกู้และอนาคตของเจ้า กลับทุ่มเทถึงเพียงนี้ภายภาคหน้าหากเจ้าเจริญรุ่งเรืองเมื่อใด ก็อย่าลืมบุญคุณของพี่ชายคนนี้เชียว!”
แท้จริงแล้วพวกเขารู้เรื่องตั้งแต่แรก เพียงแต่ยืนดูอยู่ห่างๆ ไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาสอดแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินคำพูดของสหายร่วมศึกษา กู้ฉางเจี๋ยเพียงปรายตามองกู้ฉางสุ่ยแวบหนึ่ง
“ทุ่มเทแค่นี้ เขาสมควรหรือไร”