
....เสียงหยดน้ำจากเพดานถ้ำดัง ติ๋ง…ติ๋ง…ติ๋ง ผสมกับกลิ่นชื้นเย็นที่แ่เบา หานเหวินเพิ่งเก็บแปรงเขียนยันต์กลับเข้ากระบอกไม้ไผ่ หลังจากเขียนยันต์ใหม่ให้ชายลึกลับจนค่ายกลรอบถ้ำกลับมาใช้งานได้
อวี้เฟิงยืนเท้าสะเอวมองค่ายกลที่ส่องแสงนวล ๆ แล้วพึมพำเสียงดังพอให้ได้ยิน
“หึ!…ข้าอุตส่าห์ซ่อมแทบตาย ค่ายกลดันสวยกว่าหน้าข้าอีก ไม่แฟร์เลยนะ”
หานเหวินเหลือบมอง
“เ้ามีหน้าที่ซ่อม ไม่ใช่เอาหน้าตัวเองไปเปรียบ”
“ก็เพราะมันแพ้จริง ๆ น่ะสิ!” อวี้เฟิงยักไหล่ “หน้าข้าดูหล่อมีชีวิตชีวา ค่ายกลนี่ดูเงียบ ๆ เนิบ ๆ เหมือนเ้ามากกว่า”
หานเหวินส่ายหน้า ไม่อยากเถียงต่อให้เสียเวลา แต่ชายลึกลับกลับหัวเราะเบา ๆ เสียงแหบเหมือนลมผ่านก้อนกรวด
“พวกเ้าสองคน…ทำให้ข้ามีลมหายใจต่อไปอีกหน ข้าไม่มีของล้ำค่ามากนัก แต่สิ่งเล็กน้อยนี้ บางที…อาจใหญ่หลวงในวันที่เ้าจำเป็ต้องใช้”
เขาล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อที่ขาดรุ่ยจนเห็นเนื้อผ้าเป็ปุย แล้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมา ...หยกครึ่งวงกลมสีขาวอมเขียวซีด ขอบหนึ่งแตกออก เผยให้เห็นรอยสลักอักษรโบราณเล็กจิ๋ว “พบอีกครึ่งฟ้า”
อวี้เฟิงเลิกคิ้วสูง
“ของแตกนี่หว่า…นี่ท่านให้ของชำรุดเป็รางวัลเหรอ? หรือจะให้ข้าเอาไปต่อกับครกในครัว?”
หานเหวินขมวดคิ้ว
“เฟิง! ให้เกียรติหน่อย”
“ก็ให้ไง ข้าบอกว่ามันเหมาะไปอยู่ในครัวก็เกียรติแล้วนะ อย่างน้อยก็ได้ใช้งานทุกวัน”
ชายลึกลับมิได้โกรธ กลับหัวเราะในลำคอ
“ของแตก…ก็ใช่ว่าจะไร้ค่า บางชิ้นแม้ไม่สมบูรณ์ ก็ยังเก็บไว้เพื่อรอวันที่จะสมบูรณ์อีกครั้ง”
เขาวางหยกลงในมือหานเหวินอย่างนุ่มนวล ความเย็นนุ่มซึมเข้าสู่ฝ่ามือทันที ราวกับหยดน้ำในฤดูใบไม้ผลิไหลผ่าน
...จากนั้น ชายชราล้วงของอีกชิ้นออกมา กระบี่ไม้ไผ่เก่า ๆ ความยาวแค่เลยหนึ่งฝ่ามือไปหน่อยเดียว ขัดจนเรียบแต่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนที่ด้าม ด้านในปลายด้ามมีอักษรเล็กมากว่า “เพื่อเ้าที่ข้าปกป้อง”
อวี้เฟิงมองแล้วหัวเราะลั่น
“โอ้โห! ของเล่นเด็กนี่หว่า! ท่านนี่ใจกว้างชะมัด ให้ข้าของเล่นสำหรับตีไก่เนี่ยนะ?”
“ไม่ใช่ของเล่น…” ชายลึกลับส่ายหน้า “บางครั้งกระบี่ที่ไร้คม คือกระบี่ที่ปกป้องหัวใจได้มากที่สุด”
“หัวใจใคร? หรือท่านแอบชอบข้าแล้วจะให้เป็ของแทนใจ?” อวี้เฟิงยื่นหน้าเข้าไปใกล้แบบกวน ๆ
ชายชราแค่หัวเราะในลำคอ หันไปมองหานเหวินแทน
“เก็บมันไว้…วันหนึ่งเ้าจะเข้าใจ”
“เฮ้ๆๆ แล้วข้าล่ะ? ของข้าทำไมไม่บอกอะไรเท่ ๆ บ้าง แบบ ‘นี่คือกระบี่ไม้ไผ่ที่ครั้งหนึ่งเคยฟันูเาขาดสองท่อน’ อะไรเงี้ย”
อวี้เฟิงยกกระบี่ขึ้นโบก ๆ “พูดแบบนี้เท่กว่าเยอะนะ”
หานเหวินถอนหายใจ
“เ้าก็ใช้สมองซักครั้ง คำพูดของท่านเมื่อกี้มันน่าจะมีความหมาย”
“ก็ความหมายคือ…เอาไว้ตีหัวโจร? หรือไว้จิ้มหมูปิ้ง?”
ชายลึกลับส่ายหน้า แต่แววตากลับลึกและไกล เหมือนมองผ่านกาลเวลา
“ครึ่งฟ้า…กับผู้ที่ข้าปกป้อง…เป็สองสิ่งที่เชื่อมถึงกัน แม้พวกเ้าจะยังไม่รู้ว่ากำลังตามหาอะไร”
ทันใดนั้น แสงไฟจากกิ่งไม้เงินในถ้ำก็ไหววูบ ลมเย็นจัดพัดวูบเข้ามาราวกับมีใครเปิดประตูสู่ความว่างเปล่า เมื่อแสงกลับมาอีกครั้ง
ชายลึกลับกล่าวว่า "พายุหยุดแล้ว คงถึงเวลาพวกท่านออกเดินทางต่อได้แล้ว"
อวี้เฟิงยกกระบี่ไม้ไผ่มอง
“หวังว่ามันจะไม่ใช่คำสาปนะ ข้าไม่อยากตื่นมามีหนวดเครายาวลงถึงเข่าเพราะกระบี่เนี่ย”
หานเหวินมองหยกในมือ ความรู้สึกเย็นนุ่มยังคงอยู่ เขาไม่พูดอะไร แต่ในใจรู้ว่าของสองชิ้นนี้…ไม่ธรรมดาแน่นอน
อวี้เฟิงหันมากระซิบ
“เหวิน…เ้าว่าไง ถ้าเอากระบี่ข้าไปเคาะหยกเ้าจะได้ของชิ้นใหม่เป็ ‘หยกแตกซ้ำ’ เผื่อราคาขึ้น”
“เฟิง…ข้าสาบานเลย ถ้าเ้าทำ ข้าจะโยนเ้ากลับไปในค่ายกลที่เพิ่งซ่อม”
อวี้เฟิงหัวเราะร่า
“เออ ๆ เก็บไว้ก็ได้ เผื่อวันหน้าได้เอาไปขายซื้อเหล้ากิน”
ทั้งคู่เก็บของแล้ว บอกลาชายลึกลับ แล้วเดินออกจากถ้ำ....