ลู่ปิงหยวนนึกย้อนกลับไปเมื่อ่บ่ายนางมีบ่าวรับใช้มาด้วยหนึ่งคน แย่แล้ว! ยังมีคนติดอยู่ในนั้น นึกได้ดังนั้นเขาหันไปสั่งบ่าว ที่กำลังวิ่งวุ่นสาดน้ำ ช่วยกันดับไฟ“พวกเ้าเร่งมือเร็วเข้า!...ยังมีคนติดอยู่ข้างใน”
*ลานกว้างหน้าพระราชวัง
สมาชิกทั้งสองครอบครัวแยกย้ายกันขึ้นรถม้าของตัวเอง รถม้าค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากประตูพระราชวังเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่จวน
ใช้เวลาเดินทางไม่นานรถม้าก็มาถึงหน้าประตูจวน ท่านเสนาบดีลู่ก้าวเท้า ลงมาจากรถม้าเป็คนแรกพอเงยหน้าก็มองเห็นควันไฟสีดำ ลอยอยู่บนท้องฟ้าอันมืดมิด
ความโกลาหลของบ่าวไพร่ที่วิ่งชนกันไปมาอยู่ภายในจวนสกุลลู่ สร้างความหวั่นวิตกให้กับท่านเ้าของจวนอย่างนายท่านลู่อยู่มิใช่น้อย
กลิ่นควันไฟลอยพุ่งเข้าจมูกก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อบ้านไป๋เห็นว่านายท่านลู่กลับมาแล้วก็รีบวิ่งออกมาที่หน้าประตูใหญ่ กล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ
“ฟะ...ไฟไหม้ที่เรือนร้างด้านหลังขอรับนายท่านพวกเราพึ่งจะดับไฟไปได้เมื่อครู่ แต่ยังค้นหาอีกคนที่ติดอยู่ในเรือนไม่พบ”
ลู่ม่านลี่กำลังก้าวเท้าตามหลังมารดาลงมาจากรถม้า พอได้ยินดังนั้นก็เกิดร้อนใจขึ้นมาทันที“พ่อบ้านไป๋ผู้ใดกัน ที่ยังหาตัวไม่พบ...แล้วหนิงอันอยู่ที่ใด”
“ข้าน้อยได้ยินว่านางชื่อจิงหลัว ขอรับนายหญิงน้อย ส่วนคุณหนูหนิงอัน...” พ่อบ้านไป๋กล่าวยังไม่ทันจบทุกคนก็ต้องตกตะลึง
เมื่อเห็นลู่ปิงหยวนอุ้มร่างร่างหนึ่งออกมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูจวน ใบหน้าเนื้อตัวของชายหนุ่มเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าสีดำ จนบิดามารดาแทบจะจำบุตรชายตัวเองไม่ได้
ท่านเสนาบดีชิวได้ยินเสียงดังเอะอะดังมาจากจวนสกุลลู่ก็เดินเข้าไปดู เห็นบุตรสาวถูกอุ้มออกมาก็แทบจะเป็ลมล้มทั้งยืน ชุดสีชมพูอ่อนสดใส ที่เห็นเมื่อตอนกลางวันบัดนี้กายเป็ชุดที่เปรอะเปื้อน ไปด้วยเขม่าควันไฟ ภาพบุตรสาวตรงหน้าทำเอาหัวใจของคนเป็พ่อตกวูบ หน้ามืดไปชั่วขณะ “อันเอ๋อร์...เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
ลู่ปิงหยวนรู้ว่าทุกคนกำลังใแต่เขาเองก็ห่วงาแ ที่ข้อเท้าของชิวหนิงอัน ที่บวมเป่งจึงกล่าวถึงเื่เร่งด่วน ที่ต้องรีบจัดการก่อน เื่อื่นไว้ค่อยอธิบายกันที่หลัง
“ท่านลุงอย่าพึ่งถามอะไรตอนนี้ รีบเรียกหมอก่อนเถิดขอรับ ใครก็ได้นำทางข้าไปส่งนางที่ห้อง”
ฮูหยินใหญ่ ชิวเสี่ยงรุ่ยและชิวหย่งเล่อ พึ่งก้าวเท้าตามลงมาจากรถม้า ทันเห็นเพียงแผ่นหลังของลู่ปิงหยวนที่กำลังอุ้มชิวหนิงอัน ด้วยท่าทางรีบร้อน กึ่งวิ่งกึ่งเดิน เข้าไปในจวนสกุลชิว
“มันเกิดเื่อันใดขึ้น”ฮูหยินใหญ่ะโถามเสียงดัง สีหน้าแตกตื่นใ แต่ไม่มีใครสนใจจะตอบทุกคนเดินตามหลังลู่ปิงหยวน ที่มีพ่อบ้านเกาเดินนำหน้า ตรงไปที่เรือนของชิวหนิงอัน
พอตั้งสติได้ท่านเสนาบดีชิวก็ออกคำสั่ง“พวกเ้าไปเชิญท่านหมอเจียงมา ส่วนเ้ารีบไปส่งข่าวฮูหยินรองให้นางรีบกลับจวนเดี๋ยวนี้”
ระหว่างทางเดินไปที่เรือนพักหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนชายหนุ่ม นางมีอาการคล้ายคนจิตใจเลื่อนลอยคอยพร่ำถามอยู่ตลอดเวลาว่า “จิงหลัว หาจิงหลัวพบหรือยังเ้าคะ”
ชายหนุ่มไม่รู้จะตอบนางอย่างไรเวลานี้เรือนถูกไฟเผาไหม้เป็เถ้าถ่าน ตัวเขาเองกับบ่าวหลายคนพยายามช่วยกันตามหาร่างจิงหลัว แปลกตรงที่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ
แต่การที่ยังไม่พบร่างนับว่าเป็เื่ดี พ่อบ้านเกาเปิดประตูห้อง รีบเดินเข้าไปจุดตะเกียงภายในห้องเริ่มมีแสงเทียนสว่างขึ้น ทำให้พอมองเห็นทิศทางขึ้นบ้างลู่ปิงหยวนวางร่างนางลงบนเตียงนอน
เขาค่อยๆดึงแขนตัวเองออกอย่างระมัดระวัง เกรงว่าจะทำข้อเท้าของนางเ็ป พอกำลังจะหันหลังกลับเพื่อไปตามหาคนและหาหลักฐาน ยืนยันสาเหตุที่เกิดไฟไหม้ครั้งนี้
แต่แล้วหนิงอันกลับยืนมือมาคว้าแขนเสื้อเขาเอาไว้แรงดึงทำให้เขาต้องหยุดชะงัก เอี้ยวตัวหันหน้ากลับมามองนางอีกครั้งเขาย่อตัวนั่งลงข้างๆ เตียง กระซิบบอกนางที่ข้างหูแ่เบา “ข้าจะไปตามหาจิงหลัวเ้ารักษาตัวให้ดี”
ท่าทีห่วงใยที่ลู่ปิงหยวนแสดงออกต่อบุตรสาว ปรากฏต่อสายตาของท่านเสนาบดีชิวเขานึกชมอยู่ในใจว่าดีเหลือเกินที่เด็กหนุ่มผู้นี้มีความกล้าหาญไม่ห่วงชีวิตตัวเอง เข้าช่วยเหลือหนิงอันไว้ได้ทันเวลาเพียงแต่อดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นได้อย่างไร
“เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่เหตุใดถึงได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นได้”
ลู่ปิงหยวนลุกขึ้นหันหน้ากลับมาเผชิญหน้า กับนายท่านชิว “ขออภัยท่านลุง เื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ข้าขอกลับไปตรวจสอบสาเหตุเสียก่อน พรุ่งนี้จะมาให้คำตอบท่านลุงขอรับ”
อารามร้อนใจจะรีบตามหาคนผสมกับต้องรีบหาคำตอบของสาเหตุเพลิงไหม้ ทำให้สีหน้าชายหนุ่มไม่สู้ดีนักนายท่านชิวทำได้เพียงพยักหน้า เื่ยังไม่แน่ชัด ไม่ควรคาดคั้นเอาความ
บ่าวที่ได้รับคำสั่งให้ไปตามหมอผู้สูงวัยทั้งลากทั้งจูง ท่านหมอเจียงมาด้วยความเร่งรีบ สวนทางกับลู่ปิงหยวน เขาเพียงชำเลืองตามองคนอื่นๆที่อยู่ด้านนอกเพียงชั่วอึดใจ แล้วรีบเดินจากไป
ฮูหยินใหญ่ กับชิวหย่งเล่อไม่กล้าตามเข้าไปเพราะถูกนายท่านชิวสั่งห้ามไว้ ทั้งสองจึงทำได้เพียง ยืนมองดูสถานการณ์อยู่ด้านนอกเมื่อเห็นลู่ปิงหยวนเดินออกมา ฮูหยินใหญ่ทำท่าจะซักถาม
แต่พอเห็นใบหน้าที่บึ้งตึงของชายหนุ่มนางจำต้องเปลี่ยนใจปิดปากตัวเองให้สนิท แสร้งทำเป็แก้เก้อด้วยการหันไปบ่นกับบุตรสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ “ท่าทางหยิ่งยโสเมื่อครู่มันหมายความว่าอย่างไรกัน เป็เด็กเป็เล็กกลับมองไม่เห็นหัวผู้ใหญ่…ไร้มารยาท”
ชิวหย่งเล่อไม่ได้ออกความคิดเห็นใดๆต่อจากมารดาทั้งที่ในยามปกติ นางจะเข้าข้างมารดาตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าเื่นั้นจะถูกหรือผิด
นางเหม่อมองตามแผ่นหลังยืดตรงท่วงท่าก้าวเดินสง่างามมั่นคง แม้ใบหน้าจะแลเห็นได้ไม่ชัดเจนนักเพราะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควันไฟ
แต่นางกลับรู้สึกว่าบุคลิกของเขานั้น ช่างดูสูงส่ง ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว บุรุษอันดับหนึ่งในใจของนางอย่างองค์ชายสาม ก็ยังไม่ดูสง่างามเท่ากับคุณชายผู้นี้จึงอดถามมารดาไม่ได้ว่าเขาเป็ใคร
“ท่านแม่...เขาเป็ใครกันหรือเ้าคะข้าไม่เคยเห็นมาหน้าก่อน”
“บุตรชายคนโตท่านเสนาบดีลู่ชื่อลู่ปิงหยวน เดินทางไปร่ำเรียนวิชา กับท่านใต้ซือจาวิั้แ่อายุ 7ขวบที่วัดเทียนหม่า บนเขาหลานซ่าว่ากันว่าเขาเป็ถึงศิษย์เอกสำเร็จวิชาั้แ่อายุยังน้อย พึ่งกลับมาบ้านเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ยังไม่ทันได้บรรลุเป็เซียน ก็วางท่าสูงส่งทะนงตนถึงเพียงนี้”
“อย่างนี้นี่เองมิน่าลูกไม่เคยเห็นเขามาก่อน”
“แม่ก็พึ่งเห็นเขาพร้อมกับเ้าวันนี้เหมือนกันอย่าไปสนใจเลย เขาก็แค่บุตรชายเสนาบดีกรมธรรมการจะสู้องค์ชายสามของเ้าได้อย่างไรกัน”
คำที่มารดากระเซ้าเย้าแหย่ ทำให้ชิวหย่งเล่อบิดกายไปมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “ท่านแม่...ท่านล้อข้าเล่นอีกแล้ว”
บริเวณหน้าห้องน้ำมืดสนิทจิงหลัวค่อยๆ รู้สึกตัว ฟื้นคืนสติ นางมองไปรอบๆ ตัว ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ที่พื้นนางพยุงตัวลุกขึ้น มองไปยังจุดที่ตั้งเรือนครัว ก็พบกลุ่มควันสีขาวลอยอยู่จางๆ
จิงหลัวใเมื่อเห็นว่าภาพตรงหน้า ไม่มีเรือนครัวอีกต่อไป เหลือเพียงเสาไม้สีดำผุดขึ้นเป็มาตอตะโก เรียวขาของนางสั่นเทา นางค่อยๆ ขยับปลายเท้า ก้าวเดินตรงไปที่เกิดเหตุด้วยความเป็ห่วงว่านายหญิงน้อยของนางจะได้รับอันตราย
ลู่ปิงหยวนใช้ไม้ไผ่เขี่ยไปที่พื้นรอบๆซากเรือนที่ถูกไฟไหม้ เหมือนกำลังค้นหาสิ่งของบางอย่าง นายท่านลู่มองการกระทำของบุตรชายแล้วก่อให้เกิดความสงสัย “ปิงหยวนเ้ากำลังหาอะไรอยู่”
ชายหนุ่มหยุดมือแล้วเดินกลับออกมาหาบิดา เพื่อตอบคำถาม “ลูกสงสัยว่าไฟไหม้ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการทำอาหารขอรับ” นายท่านลู่ทำตาโตด้วยความใ“เ้าพบหลักฐานแล้วหรือ”
ลู่ปิงหยวนยกเศษผ้าเปียกชื้นที่อยู่ในมือชูขึ้น“เศษผ้านี้มีกลิ่นสุราค่อนข้างแรง ทั้งที่จวนเราไม่เคยอนุญาตให้ผู้ใดนำสุราเข้ามา”
“เ้ากำลังจะบอกว่ามีคนตั้งใจวางเพลิงอย่างนั้นหรือ”
“ใช่ขอรับหลักฐานนี้พอจะยืนยันได้ว่า มีคนรอบวางเพลิงจริง และจงใจให้ดูคล้ายกับว่าเป็เพราะความเลินเล่อของผู้ที่ก่อไฟทำอาหาร”
“หนิงอันอายุแค่สิบสองนางจะไปมีศัตรูที่ไหนได้”
“เื่นี้ลูกอยากให้ท่านพ่อเก็บไว้เป็ความลับลูกคิดว่าผู้บงการน่าจะเป็คนใกล้ชิดที่รู้ว่านางมาที่นี่และรู้ว่าวันนี้ทุกคนออกไปงานเลี้ยงกันหมด เหมาะกับการลงมือ”
เสียงฝีเท้าใครบางคนใกล้เข้ามาลู่ปิงหยวนหันขวับไปตามเสียง “นั้นใคร ออกมาเดี๋ยวนี้อย่าให้ข้าต้องลงมือ” จิงหลัวก้าวเท้าออกมาจากที่ซ้อนปล่อยเสียงร้องไห้โฮ เมื่อเห็นชัดเจนว่า เรือนทั้งหลังถูกไฟไหม้จนไม่เหลือซาก
“คุณหนูสามคุณหนูสามเล่าเ้าคะ นางอยู่ที่ใดปลอดภัยหรือไม่”
“เ้าคือจิงหลัว...ใช่หรือไม่?”
“ใช่เ้าคะข้าน้อยจิงหลัว เป็บ่าวรับใช้ของคุณหนูหนิงอัน”
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อคนที่เขาตามหายังมีชีวิตอยู่ “คุณหนูของเ้าปลอดภัยดีาเ็ที่ข้อเท้าเล็กน้อย แล้วเ้าไปที่ใดมา ปล่อยให้นายของเ้าอยู่ตามลำพัง”
จิงหลัวจึงเล่าทุกอย่างตามความจริงให้ลู่ปิงหยวนฟัง เขาเห็นว่านางเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดโดยไม่มีพิรุธให้น่าสงสัย จึงอนุญาตให้นางกลับไปได้“เ้ากลับไปดูแลคุณหนูของเ้าเถิด”
จิงหลัวหันหลังรีบเดินกลับไปทางเดิมนางอยากเห็นกับตาว่าคุณหนูของนางนั้นปลอดภัยดี
“อย่างไรเสียพรุ่งนี้เ้าก็ต้องมีคำตอบให้กับสกุลชิว”
“ลูกขอเวลาคิดให้รอบคอบเสียก่อนท่านพ่อไม่ต้องเป็กังวล พรุ่งนี้ลูกจะเป็คนไปอธิบายกับท่านลุงชิวด้วยตัวลูกเองขอรับ”
ลู่ปิงหยวนยังไม่รู้แน่ชัดว่าใคร้ากำจัดหนิงอัน แต่ที่แน่ๆ เขาต้องปิดเื่นี้ไว้ก่อนรอให้เขาสืบจนจับตัวคนร้ายได้เสียก่อน ก็จะสามารถสาวถึงตัวผู้บงการได้ไม่ยาก
เช้าวันรุ่งขึ้นลู่ปิงหยวนมานั่งกินข้าว ร่วมกับสมาชิกภายในครอบครัวลู่ม่านลี่เห็นว่าพี่ชายมีสีหน้าเรียบเฉย คีบอาหารเข้าปากเขี้ยวช้าๆนางมองเลยไปที่ท่านพ่อและท่านแม่ ไม่มีใครเอ่ยถามถึงเื่เมื่อคืน แล้วนางหรือจะกล้าเอ่ยปาก
อากัปกิริยากระสับกระส่ายของน้องสาวทำให้ลู่ปิงหยวนต้องหยุดกินข้าว แล้ววางตะเกียบลง “ลูกอิ่มแล้วขอตัวไปพบท่านลุงชิวก่อนนะขอรับ ม่านลี่...เ้าอยากไปด้วยกันหรือไม่”
******
k.p.stom ฝากถึงนักอ่าน
ฝากกด ‘ติดตาม’ ‘กดหัวใจ’ เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
อย่าลืมกด ‘เก็บเข้าชั้น’ ไว้จะได้ไม่พลาดนิยายตอนใหม่จ้า
***อัพนิยาย 1ตอนเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน (จนจบค่ะ)***