บทที่ 13 หลิวปัง เขาเข้าใจการปกครองบ้านเมืองงั้นหรือ?
ณ พระราชวังเว่ยยาง ตำหนักหน้า
หลิวปังพระราชทานพื้นรองเท้าข้างหนึ่งให้หานซิ่น เพื่อใช้สำหรับสั่งสอนรัชทายาทโดยเฉพาะ
เทพแห่งาแห่งต้าฮั่นย่อมไม่ลงมือทุบตีหลิวอิ๋งตามอำเภอใจ แต่การมีพื้นรองเท้าเหม็น ๆ ของฮ่องเต้อยู่ข้างกาย สำหรับหลิวอิ๋งแล้วถือเป็สิ่งข่มขวัญยิ่งนัก
เพราะรัชทายาทผู้นี้ปากไม่มีหูรูด ทั้งยังมีเหตุผลเต็มเปี่ยม จนทำให้ท่านโหวแห่งเมืองไหวอินผู้มีอารมณ์ฉุนเฉียวทำอะไรไม่ถูก
"หานซิ่น วันนี้อยู่ดื่มด้วยกันสักจอกเถิด!" หลิวปังยินดีเป็อย่างยิ่ง ในที่สุดอาจารย์ของรัชทายาทก็มีที่ลงตัวเสียที จะได้ไม่ต้องกลายเป็คนว่างงาน
ขณะเดียวกันยังเป็การมอบโอกาสในการทำงานอีกครั้งให้แก่เทพแห่งาหานซิ่น เรียกได้ว่าลงมือครั้งเดียวได้ประโยชน์สองทาง
หานซิ่นไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ฟังคำพูดของหลิวอิ๋งในวันนี้ เขายิ่งรู้สึกว่าต้องเปิดใจกับฮ่องเต้
ในเมื่อเป็ขุนนางโดดเดี่ยวจริง ก็ไม่ควรห่างเหินกับฮ่องเต้จนเกินไป
ศิษย์ทรยศคนนั้นพูดไว้ได้ดี ยุทธภพไม่ใช่เื่ของการเข่นฆ่า แต่เป็เื่ของความสัมพันธ์และมารยาททางสังคม!
"ดื่มเหล้าขุ่นของอำเภอเพ่ยในตอนนั้นดีหรือไม่?" เ้าคนเ้าเล่ห์เฒ่ามักจะชอบเหล้าขุ่น เพราะที่นั่นมีความทรงจำใน่วัยเยาว์ของเขากับแม่ม่ายเฉา
แม้หานซิ่นจะไม่ชอบ แต่ก็เพียงแค่พยักหน้าตอบรับ
"เ้าน่ะ ข้าจำได้ว่าไม่เคยชอบเหล้าขุ่นเลย!"
"ได้ดื่มอย่างเต็มคราบกับฝ่าา ต่อให้เป็เหล้าขุ่น ก็เปรียบเสมือนน้ำทิพย์จาก์พ่ะย่ะค่ะ” หานซิ่นไม่ถนัดการประจบประแจง แม้คำพูดจะฟังดูดี แต่น้ำเสียงกลับดูฝืน ๆ อย่างเห็นได้ชัด
"ฮ่า ๆ ๆ! เ้าเด็กนี่หัดประจบประแจงเป็แล้วหรือ!"
"อาลักษณ์ รีบจดไว้ให้ข้า บอกว่าวันนี้โหวแห่งเมืองไหวอินประจบข้า!" หลิวปังร่ายรำด้วยความดีใจ พลางดึงตัวหานซิ่นมากอดคออย่างสนิทสนม
"ไป ไปดื่มเหล้ากับข้า!"
หลิวอิ๋งลูบก้นตัวเอง พลางมองส่งตาแก่ไร้คุณธรรมทั้งสองคนเดินจากไป
"ได้ผักดองหนึ่งโถ กับเงินอีกนิดหน่อย การค้าครั้งนี้ไม่ขาดทุน!" หลิวอิ๋งฉีกยิ้ม เมื่อมีเงินทุนเริ่มต้นจำนวนนี้ เขาก็จะสามารถทำให้ชีวิตของตัวเองสะดวกสบายขึ้นได้ไม่น้อย
มิเช่นนั้น วัน ๆ ต้องกินในวัง ขับถ่ายในวัง ไม่มีความเป็เมืองเลยสักนิด!
"หานซิ่น เ้าว่ารัชทายาทเป็อย่างไรบ้าง?" หลิวปังโอบไหล่หานซิ่นแล้วเอ่ยถาม
ใครจะรู้ว่าหานซิ่นโพล่งออกมาว่า "ตีเบาไปพ่ะย่ะค่ะ!"
หืม? อื้ม! หลิวปังพยักหน้า ดูท่าวันนี้ลูกทรพีคนนี้คงทำให้โหวแห่งเมืองไหวอินโกรธไม่น้อยเลย!
"รัชทายาทไม่ได้มีนิสัยอ่อนแออย่างที่เล่าลือกัน แต่กลับมีความแข็งกร้าวเกินไปเสียด้วยซ้ำพ่ะย่ะค่ะ” หานซิ่นตอบตามความจริง
แม้แต่ฮ่องเต้แห่งต้าฮั่นและเทพแห่งาก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา จะกล้าบอกว่าหมอนี่อ่อนแอได้อย่างไร?
"อืม... หรือว่าตอนตกม้าขณะล่าสัตว์นั้น จะทำให้ลูกทรพีคนนั้นหัวกระแทกจนตาสว่าง?" หลิวปังลูบเคราเบา ๆ แล้วถามต่อ
"เ้าได้ลองชิมผักดองของฮองเฮาหรือยัง? ข้าต้องกินทุกปี มิเช่นนั้น่ฤดูหนาวจะรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป"
ผักดอง?
หานซิ่นทำหน้ามึนงง หลิวปังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
"จริงด้วย ฮองเฮาตั้งใจเตรียมเงินไว้ให้เ้าจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่มากแต่ก็เป็น้ำใจ!"
เงิน?
กรอด! หานซิ่นกำหมัดแน่น หลิวปังเป็ใครกันเล่า เมื่อเห็นโหวแห่งเมืองไหวอินผู้สุขุมไม่หวั่นไหวแม้ต่อหน้าเซี่ยงอวี่ กลับโกรธจนเป็เช่นนี้ เขาก็รู้ทันทีว่าผักดองและเงินถูกใครแอบเก็บไว้
"ฝ่าา โปรดตรัสความจริงกับกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ!"
หานซิ่นถอนหายใจยาว "ท่านตั้งใจให้กระหม่อมสอนรัชทายาทจริง ๆ หรือตั้งใจให้เขามาทำให้กระหม่อมโมโหกันแน่พ่ะย่ะค่ะ?"
หลิวปังยกมุมปากขึ้นยิ้มแล้วกล่าวว่า "เ้าอยู่บ้านว่างงานทุกวัน ไม่สนใจราชกิจ ให้เขาไปอยู่เป็เพื่อนเ้า มิใช่เื่ดีหรอกหรือ?"
"อีกอย่าง รัชทายาทจะขาดอาจารย์ไม่ได้ ข้าคิดว่าเ้าคือคนที่เหมาะสมที่สุด!"
หากฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่หลิวปัง หานซิ่นคงจะพลิกหน้าเปลี่ยนสีไปแล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้ ความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์คู่นี้เพิ่งจะเริ่มต้น และยังอีกไกลกว่าจะจบลง
"ไป ๆ ๆ ไปดื่มเหล้ากัน!"
พระราชวังฉางเล่อตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฉางอัน หรือเรียกอีกอย่างว่าตำหนักบูรพา
หลังจากพระราชวังเว่ยยางสร้างเสร็จ หลิวปังก็เกิดความเบื่อของเก่าชอบของใหม่ จึงยกพระราชวังแห่งนี้ให้เป็ที่ประทับของรัชทายาท
ส่วนจ้าวอ๋องหลิวหรูอี้ ยังคงประทับอยู่ที่พระราชวังเว่ยยาง เห็นได้ชัดว่ามีความใกล้ชิดที่แตกต่างกัน
แต่หลิวอิ๋งกลับยินดีที่เป็เช่นนี้ การแยกมาอยู่ห่างจากบิดามารดา ทำให้เขาสามารถจัดการเื่ต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น
ถั่วที่ขอมาจากนางกำนัลก่อนหน้านี้ หลังจากแช่น้ำและรดน้ำ ก็เริ่มแตกหน่อแล้ว "อีกไม่กี่วัน ก็จะให้เสด็จแม่ได้ลองชิมถั่วงอกแล้ว"
ใครบอกว่าฤดูหนาวต้องกินแต่ผักดอง?
หลิวอิ๋งทนไม่ได้ที่จะต้องกินผักดองทุกวัน เพื่อตอบสนองความอยากอาหาร เขาจึงตัดสินใจเริ่มปลูกพืชจากสิ่งที่ง่ายที่สุดอย่างถั่วงอก
รัชทายาทแห่งต้าฮั่นเริ่มต้นการเดินทางในวิชาเกษตรกรรม ซึ่งเื่นี้ทำให้นางกำนัลและขันทีในพระราชวังฉางเล่อใแทบแย่
หลิวอิ๋งหยิบถั่วกำหนึ่ง เก็บเศษผักกำหนึ่ง กลายร่างเป็ชาวบ้านยากจนที่เก็บของเก่าไปเสียอย่างนั้น
เื่นี้ถูกเหล่านางกำนัลรายงานไปยังฮองเฮาหลวี่ สตรีผู้มีอำนาจล้นฟ้าในวังหลังผู้นี้ ปกติไม่เคยคิดจะจับตาดูบุตรชายของตน แต่หลิวอิ๋งในตอนนี้กลับทำตัวแปลกแยกเกินไปจริง ๆ
โดยเฉพาะนางกำนัลในพระราชวังฉางเล่อ ที่ดันไปพบผักดองโถนั้นที่ส่งให้โหวแห่งเมืองไหวอินหานซิ่น รวมถึงเหรียญเงินด้วย!
ฮองเฮาหลวี่กริ้วจัด ตั้งใจว่าวันหลังจะไปหาหลิวปัง เพื่อร่วมกันสั่งสอนหลิวอิ๋งพร้อมกัน!
ฮองเฮาหลวี่ใช้ไข่ขาวทาลงบนใบหน้าอันประณีต พลางส่องกระจกทองเหลือง พอทำตามวิธีของหลิวอิ๋ง นางรู้สึกว่าผิวพรรณเรียบเนียนและชุ่มชื้นขึ้นมากจริง ๆ
"ช่างเถอะ ข้าจะรอดูพฤติกรรมของเขาต่อไปก่อน"
ในที่สุดฮองเฮาหลวี่ก็ไม่ได้ฟ้อง แต่หารู้ไม่ว่าหลิวปังได้รับรู้การกระทำของลูกทรพีผ่านทางหานซิ่นเรียบร้อยแล้ว
วันต่อมา ณ จวนไหวอินโหว
ศิษย์ผู้ไร้สติอย่างหลิวอิ๋ง กำลังนอนหลับปุ๋ยต่อหน้าอาจารย์ผู้ไม่สบอารมณ์อย่างหานซิ่น ท่ามกลางเสียงกรนของศิษย์ หานซิ่นกลับรู้สึกว่าตำราพิชัยานั้นช่างน่าเบื่อสิ้นดี
‘เ้ามาที่จวนของอาจารย์ เื่นี้ก็ไม่เรียน เื่นั้นก็ไม่เรียน วัน ๆ รู้จักแต่การนอนหรือ?’ หานซิ่นแอบด่าในใจว่าเป็ลูกไม่รักดี ไม่รู้ว่ามีองค์ชายกี่คนที่อยากจะเรียนพิชัยาของเขา
หลิวอิ๋งมีโอกาสได้เรียน แต่กลับรู้จักแต่การนอนหลับในเวลาเรียน
ขณะนั้นหลิวปังเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมเช้า ตั้งใจจะมาดูการเรียนของรัชทายาท ใครจะรู้ว่าพอมาถึงไม่นาน ก็ได้ยินบทสนทนาของศิษย์อาจารย์คู่นี้
"ข้าไม่อยากกวนอาจารย์อ่านหนังสือขอรับ" หลิวอิ๋งเช็ดน้ำลายที่มุมปาก พลางหยิบผลไม้ป่าขึ้นมากิน
องครักษ์มองดูศิษย์อาจารย์ทั้งสองด้วยรอยยิ้ม แม้พวกเขาจะมองหน้ากันไม่ติด แต่กลับอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืนอย่างประหลาด
ฟึ่บ!
หานซิ่นหยิบพื้นรองเท้าที่ได้รับพระราชทานออกมา "พูดภาษาคน!"
"พอข้าอ่านหนังสือแล้วก็ง่วง นี่เป็กรรมพันธุ์ขอรับ หากไม่ยอมรับ ท่านก็ไปหาเสด็จพ่อของข้าเอาเอง!"
หลิวปังที่แอบฟังอยู่หน้าประตูได้ยินดังนั้น ก็ด่าในใจไม่หยุด เ้าไม่อยากอ่านหนังสือก็ช่างเถอะ แต่คำว่ากรรมพันธุ์นี่มันอะไรกัน?
หานซิ่นโกรธจนเก็บพื้นรองเท้ากลับไป แล้วกล่าวเตือนด้วยความหวังดีว่า "หากวันหน้าอยากเป็ฮ่องเต้ หรือแม้แต่เป็จูโหวอ๋อง ท้ายที่สุดก็ต้องเรียนพิชัยาบ้าง มิเช่นนั้นจะปกป้องราษฎรได้อย่างไร?"
หลิวอิ๋งกลับปฏิเสธว่า "ใต้หล้านี้ไม่มีที่ใดไม่ใช่ดินแดนของกษัตริย์ และไม่มีผู้ใดไม่ใช่ข้ารับใช้ของกษัตริย์ พวกเราทุกคนเป็คนของฮ่องเต้ ควรให้ฮ่องเต้เป็ผู้ปกป้อง จะเกี่ยวข้องอะไรกับจูโหวอ๋องเล่าขอรับ?"
"ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เรียกว่าจูโหวอ๋อง ส่งต่อไม่เกินสามรุ่น ก็ต้องหายสาบสูญไปอย่างสิ้นเชิง!"
"อาจารย์ ท่านอย่ามัวคิดจะสอนวิชาอะไรให้ข้าเลย รีบแนะนำเสด็จพ่อให้ส่งข้าไปยังเมืองที่ได้รับศักดินาเถิด ไปช้าหนึ่งวัน ก็เสียเวลาเสวยสุขไปหนึ่งวันนะขอรับ!"
‘บัดซบ เ้าเด็กนี่ รู้จักแต่จะไปเสวยสุขที่แคว้นศักดินา!’ หลิวปังแอบฟังอยู่หน้าประตู แอบด่าลูกทรพีในใจอีกครั้ง
หานซิ่นถึงกับมึนงง ขมวดคิ้วกล่าวว่า "การปกครองแบบหัวเมืองและแคว้นคู่ขนานนี้ เป็ระบบที่ฝ่าาทรงคิดค้นขึ้นมาเพียงผู้เดียว..."
หลิวปังได้ยินถึงตรงนี้ ก็รู้สึกว่าเพื่อนเก่าอย่างหานซิ่นช่างเข้าใจตนยิ่งนัก!
"หลิวปัง เขาเข้าใจการปกครองบ้านเมืองงั้นหรือ?"
หลิวอิ๋งโพล่งออกมา "เขาจะไปเข้าใจอะไรเล่าขอรับ!"