“ท่านย่า อาเยี่ยนมาแล้วขอรับ” เด็กชายวิ่งเข้าไปหาผู้เป็ย่าด้วยความคิดถึง ทั้งที่เรือนท่านเ้าเมืองก็มิได้ห่างไกลจากเรือนสกุลโจว และอี้หานเองก็พาหวังเยี่ยนมาเยี่ยมผู้เป็ย่าอยู่บ่อยครั้ง
“หึๆ หลานย่ามาแล้ว ย่าคิดถึงเ้ามาก” อี้หานถึงกับส่ายหัวเมื่อเห็นภาพมารดาโอบกอดหลานชาย ราวกับมิได้พบเจอกันมาแรมปี
“มิใช่ว่าเมื่อสิบวันก่อน ก็พบหน้ากันหรือขอรับท่านแม่”
“เ้านี่อย่างไร แม่จะคิดถึงหลานบ้างมิได้หรือ หรือว่าเ้าอิจฉา อยากให้แม่กอดบ้าง” ว่าแล้วโจวเจียอี ฮูหยินรองสกุลโจวก็เข้ามากอดบุตรชายบ้าง อี้หานกอดตอบมารดาแล้วจึงผละออก เพื่อไปพบบิดาที่อยู่อีกเรือน
“ข้าขอไปพบท่านพ่อก่อนนะขอรับ”
“ไปเถิด เขาเรียกหาเ้านานแล้ว เป็บุตรอย่าให้บิดาต้องรอนาน” แท้จริงแล้วหลังจากที่บิดาส่งคนไปเรียก อี้หานก็วุ่นวายอยู่กับงาน กว่าสามวันจึงจะมีเวลาว่างมาพบบิดา
ร่างสูงเดินไปยังเรือนใหญ่ที่บิดาและฮูหยินใหญ่อาศัยอยู่ แต่เล็กจนโตเขามิมีโอกาส แม้แต่จะย่างกรายเข้ามาในเขตเรือนหลัก เว้นแต่ว่าจะมากับบิดา ด้วยเพราะมารดาของอี้หานให้กำเนิดบุตรชายถึงสองคน ทำให้ฮูหยินใหญ่มิชอบใจและเกลียดชังพวกเขาพี่น้องไปด้วย
“ท่านพ่อมีสิ่งใดจะเอ่ยกับข้าหรือขอรับ” ได้ยินเสียงเรียกของบุตรชาย โจวฟู่เฉียน ก็ละสายตาจากตำราที่อ่าน
“เ้านั่งลงก่อน เื่นี้ต้องคุยกันอีกนาน” อี้หานเดินไปนั่งเก้าอี้ด้วยความสงสัย เพราะภายในห้องหนังสือมีเพียงเขาและบิดา พูดคุยกันส่วนตัวเช่นนี้เห็นทีจะเป็เื่ใหญ่
“พ่อจะให้เ้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูล”
“ท่านพ่อ”
“พ่อเองก็แก่มากแล้ว สมควรจะให้ลูกขึ้นมาเป็ผู้นำตระกูล ส่งเสริมให้ตระกูลของเรานั้นรุ่งเรืองยิ่งขึ้น และเ้าเองก็มีหน้าที่การงานที่ดี มีหน้ามีตา ทั้งยังมีบุตรสืบสกุลแล้ว” เมื่อพูดถึงบุตรสืบสกุล สายตาของโจวฟู่เฉียนก็อ่อนแสงลง ระลึกถึงบุตรชายคนรองอย่าง โจวหานตง ที่ตายสนามรบ แต่ยังดีที่เหลือเืเนื้อเชื้อไขเอาไว้ ให้พวกเขาได้คลายความคิดถึงลงบ้าง
“เื่นี้ข้าคิดว่า ท่านพ่อปรึกษาฮูหยินใหญ่ก่อน ดีหรือไม่ขอรับ”
“ปรึกษาแล้วจะได้อันใดขึ้นมา อย่างไรพ่อก็มิยอมให้สกุลต้องมาล่มจม เพราะเ้าซีฮันเป็แน่” อี้หานถอดถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย โจวซีฮัน พี่ชายต่างมารดาของเขาเป็พวกมิเอาถ่าน เพราะเกิดจากฮูหยินใหญ่ ผู้คนจึงคอยประคบประหงม จนทำสิ่งใดมิเป็ หยิบจับสิ่งใดก็เสียหาย ขาดทุนไปเสียหมด ทั้งพี่ชายของเขาคนนี้ยังแต่งภรรยาเข้ามาปีละคนก็ว่าได้ จนในเรือนเต็มไปด้วยเหล่าภรรยา แต่กลับมิอาจมีบุตรชายไว้สืบสกุลได้ แม้เพียงคนเดียว
“ค้าขายก็ขาดทุน บุตรชายสืบสกุลก็ไม่มี เ้าจะทนเห็นสกุลของเราล่มจมอย่างนั้นหรือ”
“ข้าคิดว่าเื่นี้มิต้องเร่งรีบไป ท่านพ่อก็ยังแข็งแรงดี หากว่าข้าจัดการเื่คดีแล้วเสร็จเมื่อใด เราค่อยมาพูดคุยเื่นี้กันอีกครา ดีหรือไม่ขอรับ” หากจะให้เอ่ยตามตรง เขามิได้รู้สึกยินดียินร้ายใดๆ หากว่าจะต้องรับตำแหน่งผู้นำตระกูล แต่ตอนนี้งานเขาล้นมือ จนมิอาจมานั่งจัดการเื่ในตระกูลไปด้วย ทำงานราชการไปด้วยได้
“เช่นนั้นก็ได้ หากว่างานเ้าเสร็จสิ้นไปแล้ว พ่อจะเอ่ยกับเ้าอีกครา”
“ขอรับท่านพ่อ” เมื่อตกลงกันได้ พ่อลูกก็อยู่พูดคุยปรึกษากันเื่ทั่วไป โดยมิรู้เลยว่าเื่ราวที่ได้พูดคุยกันไปก่อนหน้ามีผู้หนึ่งที่ได้รับรู้เื่ราวทั้งหมด และกำลังหาทางแก้ไขกันให้วุ่น
“ข้าจะทำเช่นไรดี ตาแก่นั่นคิดจะให้อี้หานขึ้นมาเป็ผู้นำตระกูลแทนที่ของลูกข้า ทั้งที่ข้าเองก็มีส่วนช่วยให้ตระกูลมีกินมีใช้อย่างทุกวันนี้” โจวชิงเหยียนฮูหยินใหญ่สกุลโจวอารมณ์คุกรุ่นจนมิอาจนั่งติดเก้าอี้ได้
“ฮูหยินใจเย็นลงก่อนเถิดเ้าค่ะ ท่านเ้าเมืองเองก็ยังมิได้ตอบรับ” บ่าวคนสนิทเอ่ยปลอบผู้เป็นาย แต่ประโยคนั้นกลับทำให้ฮูหยินใหญ่ยิ่งเกรี้ยวโกรธมากขึ้น
“แล้วจะให้ข้ารอมันตอบตกลงหรือ! เห็นทีข้าต้องปลอมบัญชีร้านค้าที่ซีฮันดูแล ให้มีผลกำไรขึ้นมาบ้าง”
“ฮูหยินเ้าคะ บ่าวคิดว่าเื่บุตรชายสืบสกุลน่าจะเป็เื่ที่นายท่านกังวลที่สุดนะเ้าคะ”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่จะให้ทำอย่างไร ไม่ว่าจะแต่งกี่เมีย ซีฮันก็มิมีหลานชายให้ข้าอุ้มเสียที ต่างจากเ้าอี้หานที่บัดนี้มันมีทุกอย่าง!”
“เช่นนั้นก็ทำให้ไม่มีเสียสิเ้าคะ” สายตาเ้าเล่ห์ของบ่าวคนสนิท ทำให้ฮูหยินใหญ่ต้องเอียงหูเข้าไปฟังแผนการ รอยยิ้มเยาะเผยขึ้นบนใบหน้าของสตรีผู้ที่เคร่งเครียดราวกับเป็คนละคน
หลังจากอยู่พูดคุยกับบิดาได้ไม่นานก็ได้เวลามื้อเที่ยง โจวฟู่เฉียนจึงเอ่ยรั้งให้บุตรชายและหลานชายอยู่ทานข้าวด้วยกัน ซึ่งซีฮันเองก็พึ่งกลับมาจากด้านนอกเช่นกัน ภายในโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยครอบครัวสกุลโจวที่อยู่กันพร้อมหน้า
“มิคิดว่าน้องสามจะมีเวลามานั่งทานข้าวกับครอบครัว นึกว่าได้ดีแล้วลืมกันไปเสียแล้ว”
“วันนี้ข้ามาพูดคุยธุระกับท่านพ่อ จึงได้อยู่ทานข้าวที่เรือน” อี้หานเอ่ยตอบซีฮันไปตามตรง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดของพี่ใหญ่นั้น ้าเหน็บแนมเสียมากกว่า
“หึ ขนาดว่าเ้ามิได้ดี ยังลืมครอบครัวได้เลย ลูกเมียมิคิดจะกลับมาหาบ้างหรืออย่างไร บัดนี้หลานสาวข้าคงจำหน้าบิดามิได้แล้วกระมัง”
“ท่านจะเอ่ยว่าลูกด้วยเหตุใด มิใช่ว่าเขาก็เป็เหมือนท่านหรอกหรือ” ฮูหยินใหญ่ตอบกลับสามีของตนทันควัน แม้จะมิพอใจ แต่โจวฟู่เฉียนก็มิได้เอ่ยอันใด หันมาคีบอาหารเข้าปาก โดยมิสนใจผู้ใดอีก
เมื่อทานมื้อกลางวันเสร็จ อี้หานหมายจะพาบุตรชายกลับเรือน แต่ฮูหยินใหญ่กลับเอ่ยเื่สำคัญขึ้นมากลางโต๊ะ ต่อหน้าทุกคน
“อี้หาน พี่ชายเ้าอยากจะรับอาเยี่ยนมาเป็บุตรบุญธรรม วันพรุ่งข้าจะให้คนไปขนของใช้จำเป็ของอาเยี่ยนมาที่เรือนหลัก” ฮูหยินใหญ่กล่าวขึ้นราวกับออกคำสั่ง โดยมิได้สนใจสีหน้างุนงงของซีฮัน บุตรชายตนเองเลยแม้แต่น้อย ทุกคนในเรือนเองถึงกับทำหน้าประหลาดใจ เพราะยามที่หวังเยี่ยนเกิดมาได้เพียงหนึ่งเดือน บิดาของเด็กน้อยก็ตายในสนามรบ มารดาก็ตรอมใจตายตามไปด้วย
ยามนั้นฮูหยินใหญ่บ่นออกมาอย่างมิพอใจ ว่าหวังเยี่ยนนั้นเป็ภาระ ต้องเจียดเงินทองมาเลี้ยงดู หลังจากนั้นสามเดือน อี้หานได้รับเรือนประจำตำแหน่ง เขาจึงรับตัวหลานชายมาอยู่ด้วยั้แ่ตอนนั้น
แต่มายามนี้ฮูหยินใหญ่กลับเอ่ยว่าจะรับตัวหวังเยี่ยนมาเลี้ยงดูเสียเอง นางนึกจะทำสิ่งใดกันแน่
“อย่าได้พรากบุตรออกจากบิดาเลยเ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่” เจียอีพยายามเอ่ยขอร้องแทนบุตรชายและหลานชาย
“อาเยี่ยนมาอยู่ที่นี่ก็มีบิดาคนใหม่เช่นกัน ทั้งยังมีมารดาและพี่สาวน้องสาวอีกมากมาย”
“ข้าจะอยู่กับท่านพ่อ! มิอยู่กับใครทั้งนั้น!” หวังเยี่ยนะโออกมาอย่างเอาแต่ใจ เด็กชายลุกจากที่นั่งของตนแล้ววิ่งเข้าไปหาบิดาทันที
“นี่อย่างไร เหตุผลที่ข้าจะรับอาเยี่ยนมาอยู่ด้วย เ้าเลี้ยงดูบุตรอย่างไรให้ก้าวร้าวเช่นนี้ ะโแทรกยามผู้ใหญ่สนทนากันใช้ได้ที่ใดกัน”
“ข้า-” ยังมิทันที่อี้หานจะเอ่ยแย้ง ฮูหยินใหญ่ก็พูดตอบกลับทันที
“มิต้องแก้ตัว ข้ารู้ว่าเ้ามิมีเวลา เพียงทำงานบ้านเมืองก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว ยังจะต้องมาอบรมเลี้ยงดูบุตรชายอีก ข้าเห็นใจเ้านะอี้หาน หากว่าให้อาเยี่ยนมาเป็บุตรบุญธรรมของซีฮัน อย่างน้อยพี่ชายเ้าก็มีภรรยาหลายคนที่จะคอยอบรม เลี้ยงดูอาเยี่ยนได้ ข้าเองก็อยู่ด้วย จะได้ช่วยสั่งสอนอาเยี่ยนให้ประพฤติตนเหมาะสม” เหตุผลที่ฮูหยินใหญ่ว่ามานั้น ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย เจียอีเองก็ยังแอบเห็นด้วยกับฮูหยินใหญ่ เพราะบุตรชายของนางยังไม่แต่งฮูหยิน จึงมิมีผู้ใดคอยดูแลสั่งสอนหลานชายของนาง แต่จะให้อาเยี่ยนของนางไปอยู่ที่เรือนฮูหยินใหญ่ นางก็อดห่วงหลานชายมิได้
“ขอบพระคุณฮูหยินใหญ่ แต่ข้าคิดว่ามิจำเป็”
“เ้ายังว่ามิจำเป็อีกหรือ หากช้าไปกว่านี้อาเยี่ยนจะกลายเป็เด็กที่ซุกซนจนแก้มิได้…ท่านพี่ หากว่าท่านอยากให้อาเยี่ยนเป็หน้าเป็ตาให้กับสกุลของเรา ต้องแก้ั้แ่ตอนนี้นะเ้าคะ” ฮูหยินใหญ่หันไปเอ่ยกับสามีด้วยสีหน้ากังวล สิ่งที่นางกล่าวมานั้นมีเหตุผลไม่น้อย จนโจวฟู่เฉียนถึงกับนิ่งคิด
“พ่อว่า…ที่ชิงเหยียนกล่าวมาก็ถูกต้อง อย่างไรเ้าลองเอาอาเยี่ยนมาฝากเลี้ยงที่นี่สักห้าหกวัน แล้วค่อยตัดสินใจดีหรือไม่” หวังเยี่ยนได้ยินท่านปู่ว่าดังนั้นก็ร้องงอแงออกมา
“แงงง~ ท่านพ่อ ข้าไม่มา อย่างไรก็ไม่มา ข้าจะอยู่กับท่าน ฮื่ออออ” อี้หานอุ้มบุตรชายไว้ในอ้อมกอด พลางลุกพรวดขึ้น
“ก่อนจะคิดเลี้ยงดูอาเยี่ยนให้ดี ฮูหยินใหญ่ควรเลี้ยงดูบุตรชายตนเองให้ดีเสียก่อน ส่วนเื่อาเยี่ยนข้าจะจัดการแก้ไขเอง” ว่าแล้วอี้หานก็พาบุตรชายกลับเรือนทันที โดยมิรู้เลยว่าก่อนเดินออกมา เ้าหวังเยี่ยนตัวน้อยได้ทำการอุกอาจถึงขึ้นแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ฮูหยินใหญ่
“เป็อันใดไปอาเยี่ยน” อี้หานที่เห็นว่าเด็กชายนั่งซึมมาตลอดทางกลับเรือนจึงได้เอ่ยถามขึ้น
“ข้าอยากเป็บุตรของท่านพ่อขอรับ ท่านพ่อจะไม่ส่งข้าให้ไปเป็บุตรของท่านลุงซีฮันใช่หรือไม่”
“พ่อมิทำเช่นนั้นแน่ พ่อจะจัดการเื่นี้เอง อย่างไรก็ต้องมีทางออก” อี้หานรวบตัวเด็กชายเข้ามากอด บุตรชายของเขาคนนี้ แม้ว่าจะดื้อซน แต่ก็มีจิตใจอ่อนไหว หวาดกลัวว่าเขาจะทิ้งอยู่เสมอ
มิต้องห่วง พ่อจะหาทางออกให้จนได้