เกวียนของพวกเขาเคลื่อนที่ผ่านประตูเมืองเมืองแห่งนี้มีประชากรไม่หนาแน่นนัก แต่ด้วยความชุ่มชื้นเพราะเป็จุดที่แม่น้ำนัวร์ตะวันออกกับแม่น้ำนัวร์เหนือเข้ากัน ทำให้เหล่าปีศาจอยู่รวมกันมากพอที่จะนับว่าเป็เมืองที่ใหญ่พอจะนับเป็นครอย่างจริงจังแห่งแรกที่พวกเขาเจอได้
“อ่า เข้าไปพักที่ไหนกันดี”อลัมกีร์พูดพึมพำพลางชายตาชมบรรยากาศเมืองที่ไม่เคยมา เหล่าปีศาจหลากหลายลักษณะอยู่กันอย่างคึกคัก
“นายบอกว่าที่นี่เป็เมืองหน้าด่านของอบิเซียใช่ไหม”รุกแซนด์ถามสารถีหนุ่ม
“ก็ใช่” อลัมกีร์ตอบ “ในทางเทคนิคก็อยู่ใต้องค์ซาตานแห่งอบิเซีย”
“งั้นเราก็ไปพักที่นั่นกัน”รุกแซนดราชี้ไปทางปราสาทริมแม่น้ำที่ล้อมด้วยป้อมปราการ ที่พักของเ้าเมืองคางทูม
“ห๊ะ” อลัมกีร์งงเล็กน้อยก่อนนึกขึ้นมาได้ “นั่นสินะ เ้าหญิงเป็แขกบ้านแขกเมืองของเขานี่นา”อลัมกีร์รู้สึกโหวง “งั้นงานส่งของเถื่อนที่รับมาก็คงหมดหน้าที่แล้วสินะ”เขาบอกพร้อมกับเทียมเกวียนเข้าไปที่หน้าปราสาท
รุกแซนดราปัดฝุ่นออกจากชุดแล้วเดินออกไปคุยกับทหารยาม ทางทหารยามก็มีท่าทีลุกลนเรียกระดับสูงทั้งหลายมาตรวจสอบม้วนเอกสารที่รุกแซนดราพกมาด้วยทันที
ประตูปราการเปิดออกเ้าหน้าที่ระดับสูงพากันล้อมรุกแซนดรา ผมยกมือขึ้นจะโบกลา แต่รุกแซนดราวิ่งกลับมาะโขึ้นหลังคาเกวียน“อ้ำอึ้งอะไรอยู่ อย่ามัวขวางทางเข้าออก เข้าไปๆ”
“อ้าว นี่จะให้ฉันไปด้วยต่อเหรออยู่ในการปกป้องของพวกคางทูมแล้วนิ” อลัมกีร์มองขึ้นไปบนหลังคาเกวียนที่มีสาวน้อยชุดแดงดำนั่งแกว่งขาอยู่“ไอ้อัศวินพลขับไม่ได้เื่ จะปล่อยดัชเชสของตัวเองไว้ในมือคนแปลกหน้าเหรอยะ”
“ก็อยู่กับคนแปลกหน้ามาตลอดทางไม่ใช่เรอะคุณหนู” อลัมกีร์ยิ้มเยาะพลางค่อยๆ เคลื่อนเกวียนไปตามที่ทหารยามนำทาง “จะพาชายแปลกหน้าคนนี้หาเื่เสี่ยงตายอีกเรอะ”
“ก็ฉันมันลูกคุณหนูเอาแต่ใจนิอัศวินก็ต้องเสี่ยงตายปกป้องสิยะ” หญิงสาวทิ้งตัวลงมาข้างที่นั่งคนขับ
“นั่นสินะออกไปฉันก็ตัวคนเดียวแล้วนิ” อลัมกีร์บอก “จะอยู่ยันตายคงไม่เสียหายอะไรมั๊ง”
อลัมกีร์จมอยู่ในความคิดตัวเองคิดถึงวันเวลาเก่าๆ ที่เดินทางขายของกับพ่อตัวเอง
‘จะกลับไปแบบเดิมก็คงไม่ได้สินะอาจจะต้องร่วมกับคาราวานคนอื่น’ เขาชายตามองหีบเล็กๆ ใบหนึ่งเป็หีบส่วนตัวของพ่อเขา ที่แม้แต่อลัมกีร์เองก็ไม่เคยได้ดู
‘หรือไม่ก็...’ เขามีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
ตอนนี้รุกแซนด์หน้าเสีย “ก็จริง กับการที่นายเหลือตัวคนเดียวฉันจะจ่ายชดเชยให้เท่าไหร่คงไม่พอ ถ้าไม่พอใจจริงๆจะไปก็ได้นะ” เธอลุกขึ้นพร้อมที่จะโดดออกจากเกวียน
“ไปเปิดรถกับข้าว ขายไม้กวาดอะนะเป็อัศวินเท่กว่าเยอะเหอะ” อลัมกีร์เอื้อมไปดึงมือรุกแซนดราให้นั่งลง
“ความผิดเธอมันไม่ได้เสี้ยวพวกที่ล่าเธอหรอก”อลัมกีร์บอกขุนนางสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ “ถ้าจะชดใช้ความผิดส่วนของเธอน่ะ”
“อยู่เป็เพื่อนคุยกับฉันไปเรื่อย ๆ ชดใช้เอาละกันนะ”ชายหนุ่มยิ้มให้เบาๆ
“อืม” หญิงสาวสูงศักดิ์ยิ้มตอบ
“จนกว่ายัยสัตว์หายากข้างหลังจะเป็เพื่อนคุยไหวอะนะ”เขาทำหน้าเซ็งชี้ไปข้างหลัง
“อ้า ฉัน ฝึก นะ ฉันพยาม นะ ฉันคุ้ย ได้” มายาพูดสวน เธออาจจะฟังประโยคสุดท้ายได้บางส่วนละมั้ง ทั้งคู่เห็นหญิงสาววัยผู้ใหญ่กว่าตนเองพูดไม่ได้ศัพท์แล้วก็ยิ้มกันคิกคัก
เกวียนทั้งคู่หยุดลงหน้าปราสาทหลักทหารยามนายหนึ่งเสนอตัวนำเกวียนกับกิ้งก่าไปจอด ทั้งคู่เลือกรายการของที่จะเอาลงทหารอีกสี่ห้านายก็ขึ้นไปขนลงมา ก่อนเกวียนจะถูกเคลื่อนไปจอดที่โรงเลี้ยงสัตว์
ทั้งสามเดินเข้าปราสาทคนรับใช้เข้ามาต้อนรับแล้วพาไปห้องอาบน้ำ จัดหาชุดอย่างดีให้ทั้งสามคน ก่อนรุกแซนดราจะถูกจัดให้นอนห้องหนึ่งอลัมกีร์และมายานอนอีกห้องหนึ่งติดๆ กัน
มายาหลับปุ๋ยเกือบทันที ก่อนที่อลัมกีร์จะหยิบหนึ่งในหนังสือปกหนังหนาๆเก่าๆ เล่มหนึ่ง ที่พกมาขึ้นมาอ่าน พร้อมหยิบบันทึกต่างๆ ของตนเองขึ้นมาไล่ดู ก่อนตัดสินใจหยิบหีบส่วนตัวของพ่อเขาออกมา
เขาเปิดหีบนั้นออกมา แล้วยิ้มตรงมุมปาก“ไอ้พ่อก็นี่นิ ไอ้เราก็เดามาตั้งนาน เป็อย่างที่คิดจริงๆ ด้วย” เขาพึมพำเบาๆกับตัวเอง
“คิดอะไรเหรอ”รุกแซนดราโผล่เข้ามาข้างหลังเงียบๆ
“เห้ย มาตอนไหนเนี่ย”อลัมกีร์สะดุ้งปิดหีบนั้นไป “ไม่มีอะไรสักหน่อย”
“ฉันไม่ขโมยของในหีบนั้นหรอกน่าฉันเองก็รวยอยู่แล้ว” เธอเชิดหน้าทำหยิ่ง “แต่เครื่องประดับในหีบก็สวยดีนิไม่เอามาใส่เหรอ”
“ของพ่อน่ะเพิ่งได้ตกทอดเป็มรดกมา” อลัมกีร์ตอบ เหงื่อแตกพลั่ก “กลับไปนอนเถอะ ฉันเองก็จะนอนแล้ว”
รุกแซนดราชำเลืองมองบันทึกของอลัมกีร์เล็กน้อยเขาเขียนบันทึกนั้นเป็ภาษาเกรเซีย ทำให้เธอพออ่านออก ในบรรดาคำเล่าเื่ราวมากมายเต็มหน้ากระดาษในแวบเดียวนั้นเธออ่านประโยคบนสุดทันเป็บางส่วน
‘มนุษยศักราช 1520/ มารศักราช 977 เดือนสิบสอง’ ‘ซาริเอลปราบฏมารร้าย ได้เลื่อนขั้นเป็เชรูบ’ ‘ผู้ผ่านางฟ้าไม่อยู่ในสมรภูมิ ไม่ทราบชะตากรรม’
อลัมกีร์บันทึกประวัติศาสตร์หลายเมืองในลักษณะนี้ให้รุกแซนดราเห็นเป็ประจำอยู่แล้วแม้หน้าที่เธอเห็นคราวนี้จะวงสีแดงไว้มากกว่าปกติก็ตามเธอก็ไม่คิดอะไรมากแล้วแยกย้ายกลับไปนอน
ตอนเช้ามาถึง คนรับใช้เข้ามาปลุกทั้งสามแต่มายาตัดสินใจนอนต่อ คนรับใช้นำชุดใหม่มาให้แล้วนำทางรุกแซนดรากับอลัมกีร์ไปยืนรอใกล้โถงใหญ่
ทหารนายหนึ่งในชุดเรียบร้อยเดินออกมาจากโถง “เชิญดัชเชสรุกแซนดรา ดราโกเทียร์พบท่านเ้าเมืองครับ”เขาพูดเป็ภาษาอิวริกตามท้องที่ รุกแซนดราที่ได้ยินชื่อตนก็เดินนำ พร้อมกวักนิ้วเรียกอลัมกีร์ให้เดินตามไป
ทหารนายนั้นหยุดอลัมกีร์ไว้ “ท่านรับเชิญแค่คุณหญิงขอรับ”รุกแซนดราหันหลังกลับไปหาอลัมกีร์ แต่ทหารอีกสองนายก็ดึงรุกแซนด์เข้าโถงไป
“คุณหญิงของแกพูดอิวริกได้ซะที่ไหนละแกมีล่ามอยู่เหรอ” อลัมกีร์ถามกลับในภาษาที่ทหารนายนั้นเข้าใจ ทหารคนนั้นหันกลับไปหาอีกสองนายข้างรุกแซนดราแล้วพยักหน้ายอมเชิญเขาเข้าไปอย่างห่างๆ
ปีศาจชายอ้วนเหนียงเป็ชั้น แต่งตัวเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำเดินออกมาพร้อมทหารองครักษ์
“ไอ้หนุ่มนั้นเข้ามาทำไมเนี่ยกูไม่ได้เชิญมันนิ” เขาชี้ไปทางอลัมกีร์ พร้อมโวยวายเป็ภาษาอิวริกทำรุกแซนดราสะดุ้งเล็กน้อย
“ผมเข้ามาเป็ล่ามให้ครับ”อลัมกีร์ตอบกลับพร้อมโค้งคำนับ ทหารที่ปล่อยอลัมกีร์เข้ามาพยักหน้าให้
“ไม่จำเป็เลย” เ้าเมืองกุมขมับตัวเองขณะเดินร่างใหญ่โตเข้ามาใกล้“อ่ะ นางพูดภาษาอะไร พ่อหนุ่ม”
“เกรเซียขอรับ” อลัมกีร์ตอบ
“อันนั้นฉันพูดได้ว่ะ ไปหลบมุมไกลๆเลย” เขาชี้สั่งอลัมกีร์ก่อนเดินย้อนไปหารุกแซนดรา
เขาเข้าจับลูบคลำตัวรุกแซนดราจนเธอสะดุ้งจะถอยกลับแต่ทหารสองคนข้างๆก็จับแขนรุกแซนดราไว้
“ยินดีต้อนรับสู่เมืองฉัน ฉันชื่ออุเมย์คารมันทุม” เขาพูดภาษาเกรเซีย “แวมไพร์ฉันไม่เคยลองแหะ เธอเองก็น่ารักใช้ได้นะเนี่ยอยู่ที่นี่เลยไหมล่ะ อยากได้อะไรเมืองฉันหาให้ได้ทั้งนั้นแหละ”
“เห้ แกเห็นสาสน์จากพี่ชายฉันแล้วนิใช่ไหม”รุกแซนดราพูดถึงม้วนตราที่ให้ทหารหน้าวังดูไปเมื่อคืนวาน “ฉันเป็คู่หมั้นที่ถูกส่งมาดองกับทางเมืองหลวงแกนะไม่ใช่เมืองชายขอบอย่างแก” รุกแซนดราะโทั้งๆ ที่มือโดนจับอยู่ร่างกายที่ไม่ได้ดื่มเืคนมาหลายวันไม่มีแรงและพลังเวทพอขัดขืนใดๆได้
“เป็สนมไอ้แก่นั้นมันมีดีตรงไหนกันล่ะ”ชายอ้วนวัยห้าสิบพูดกลับ “มีอะไรที่ฉันให้ไม่ได้เหมือนไอ้แก่นั้นบ้าง”
“นี่มันเื่บ้านเื่เมืองฉันอย่าเอาตัณหาทรามๆของแกมาทำให้เมืองฉันฉิบหายสิวะ” รุกแซนดราเถียงเต็มปากเต็มคำ“แกยกทัพไปช่วยพวกฉันจากพวกเรมันได้มั๊ยละ”
“อย่ามาเถียงฉันนะเว้ย” เขาเข้าไปตบหน้าของรุกแซนดรา
“ไม่กลัวซาตานของแกจะโกรธเอาเหรออย่างนี้น่ะ”รุกแซนดราพูดข่ม “ฉันเป็สมบัติของเมืองหลวงแกนะ”
“ตาแก่นั่นมันแค่ลุกจากเตียงก็แก่ตายแล้วมั้ง”อุเมย์ยิ้มเยาะ “มันคงลืมไปแล้วแหละว่าเคยตกลงอะไรกับพี่ชายแกไว้”
“แล้วที่นี่ไม่ใช่อักษะเว้ยที่นี่เมืองฉัน อย่าทำเหมือนพวกมันจะเข้ามาเสือกเมืองฉันได้”เ้าเมืองคนนั้นข่มด้วยน้ำเสียงอารมณ์เสีย “คำก็เมืองหลวง สองคำก็เมืองหลวง ฉันก็หลวงของเมืองฉันเว้ย”
“ฟังไว้นะ ถ้าพี่แกลากเมืองแกเข้าาก็เป็ความผิดพี่แกเอง”ลุงอ้วนพูดน้ำลายกระเด็นใส่แวมไพร์สาว “พี่แกส่งแกมาลี้ภัยเท่านั้นแหละ อยู่กับฉันก็ปลอดภัยแล้วคิดว่าดินแดนสุดขอบโลกนี้จะยอมยกทัพไปช่วยสู้กับจักรวรรดิใหญ่โตเพื่อแค่สาวน้อยคนนึงเหรอ”
“ยังไง...ก็...ไม่ได้ค่ะ”สาวน้อยเสียงค่อยลง น้ำตาเริ่มซึมเมื่อเริ่มคิดตาม
“ท่านเ้าเมือง ผมเชื่อว่าถ้าท่านปล่อยรุกแซนดราไปนางจะหาสาวแวมไพร์ที่ยินดีอยู่กับท่านมาได้มากมายเลย นางรู้จักแวมไพร์สวยๆ แซ่บๆกว่านี้เยอะ” เขาเดินเข้าไปใกล้ทั้งคู่ “บังคับคนไม่ยินดีอยู่ไปก็ไม่สนุกหรอกท่านเสี่ยงที่ทางอักษะจะไม่พอใจพวกท่านด้วยนะครับ”
“แล้วทางอักษะจะไปรู้ได้ยังไงห๊ะว่าแม่นี่หายไปตอนไหน ที่ไหน” อุเมย์มองไปทางชายหนุ่ม “นอกจากแกจะเป็คนไปบอก”เขาส่งสัญญาณมือเรียกให้องครักษ์คนใกล้ ๆ เข้ามาจับอลัมกีร์ไว้
“ถ้าท่านเห็นความหวังดีของผมคนนี้เป็อย่างนั้นก็ขอน้อมรับไว้ครับ”เขาถอนหายใจ ก่อนเอื้อมมือซ้ายเข้าซอกเสื้อตนเอง
“แต่ระดับเ้าเมืองคงพร้อมรับผิดชอบผลลัพธ์ใช่ไหมครับท่าน”เขาศอกขวาใส่องครักษ์คนนั้น แต่ศอกนั้นก็ถูกกันไว้ได้ ทั้งคู่เข้านัวสู้กัน แต่อลัมกีร์เสียเปรียบอยู่มาก
“อัศวินแกนี่ห้าวใช้ได้เลยนะ”อุเมย์หันไปบอกนางแวมไพร์ “พูดเกือบดีแล้วเชียว แต่ประโยคสุดท้ายสามหาวสุดๆ” เขายักไหล่ส่ายหน้า
“หยุดเถอะ” รุกแซนดราะโแขนขายังถูกล็อกอยู่แน่น “ชั้นยอม...”
“อย่ามาตัดสินใจเองมั่วซั่วสิวะเ้าหญิง” อลัมกีร์ตะคอก เขากำหมัดซ้ายขวาแน่น เพื่อแลกหมัดกับนักรบมืออาชีพข้างหน้าเขา
อลัมกีร์ตอนนี้โดนอัดเสียน่วมจนหลังชนฝากำแพงกลางเืท่วมหน้าที่บวมเป่ง เขายิ้มกว้าง ก่อนกางมือซ้ายออก
ในมือเขามีกระบอกขนาดเล็กกว้างเท่าหลอด ยาวสองข้อนิ้วก้อย ปลายต่อด้วยเส้นเชือกที่เขาหนีบอยู่ด้วยซอกนิ้วปลายเชือกนั้นลุกติดขึ้นควันแล้วด้วยเวทของอลัมกีร์
เขาใช้แขนขวาตัวเองล็อกแขนขวาคู่ต่อสู้ไว้แล้วปักกระบอกนั้นเข้ารูหูนายทหารคนนั้น เชือกชนวนติดไฟนั้นไหม้หมดในเพียงพริบตาต่อมา
ควันและเสียงดังลั่นพวยพุ่งพรึ่บมาจากหูขวานายทหารคนนั้นทำให้คนในห้องนั้นทราบได้ทันที ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มที่กำลังเสียเปรียบในการต่อสู้เมื่อครู่จุดขึ้นคือประทัด