เทพวารีมองนางครู่หนึ่ง ก่อนยื่นขวดน้ำใสสะอาดมาให้นาง “เช่นนั้น ท่านจงดื่ม น้ำลืมเลือน …แล้วลงสู่บ่อศักดิ์สิทธิ์เถิด”
เทพดารายื่นมือไปรับอย่างช้า ๆ ปลายนิ้วเรียวยาวสั่นแ่ราวกับพยายามกดเก็บบางสิ่งไว้ไม่ให้หลุดลอยไปกับลม นางยกขวดขึ้นแนบริมฝีปาก จังหวะการหายใจสั่นไหวเพียงเสี้ยวขณะ ก่อนน้ำใสราวหยาดดาวจะไหลลงลำคองามนั้นอย่างเงียบงัน
ทันทีที่ความเย็นของน้ำแตะหัวใจ ั์ตาสีเทาของนางสั่นเล็กน้อย ราวกับภาพในหัวค่อย ๆ กระจายหายไปทีละส่วน ความทรงจำมากมายกำลังถูกลืมเลือนไป แผ่นหลังของใครบางคนที่นางเฝ้ามองมาตลอดพันปีกำลังจางลงและหายไปในสุด
ด้ายแดงบนข้อมือที่เคยเรืองแสงอบอุ่น…เริ่มแ่ลง ก่อนจะ ขาดลงอย่างเงียบงัน
แสงสุดท้ายของด้ายแดงแตกกระจายเป็ฝุ่นละเอียดลอยหายไปกับอากาศ เช่นเดียวกับความผูกพันหนึ่งพันปีที่ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
เทพดาราสูดลมหายใจครั้งสุดท้ายในฐานะเทพแห่งดารา ก่อนก้าวเท้าเรียวลงสู่บ่อศักดิ์สิทธิ์ น้ำใสเริ่มหมุนวนรอบตัวนางอย่างช้า ๆ
เสียงน้ำเริ่มดังขึ้น จากแ่เบา…กลายเป็แรงหมุนที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ลมรอบบ่อพัดแรงจนฟองน้ำฟุ้งกระจาย ร่างงามของเทพดารา ถูกสายน้ำกลืนลึกก่อนจะเลือนหาย จนกระทั่งไม่เหลือแม้เงาในผิวน้ำ
บ่อน้ำกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง เหลือเพียงริ้วคลื่นเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ สงบลง
เทพวารียืนนิ่งอยู่ข้างบ่อ ดวงตาสีฟ้าลึกทอดมองน้ำใสที่เพิ่งกลืนเทพผู้เลอโฉมไป นางถอนหายใจเบา ๆ หลายพันปีมานี้…ไม่มีเทพผู้ใดกล้าลงไปฝ่าด่านเคราะห์รักที่แดนมนุษย์ เพราะความเสี่ยงนั้นสูงเกินไป
ในแดนเทพต่างรู้กันดีว่า “ด่านเคราะห์รัก” คือบททดสอบที่โหดร้ายที่สุดเหนือด่านใดทั้งปวง แม้ว่าจะเป็ประตูสู่การเลื่อนขั้นและพลังที่สูงส่งยิ่งกว่าเดิม ทว่าราคาที่ต้องจ่ายกลับน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าผู้ใดจะคาดถึง
มีเทพเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่สามารถฝ่าฟันด่านเคราะห์นี้กลับมาได้พร้อมจิตใจอันบริสุทธิ์ดังเดิม ส่วนใหญ่เมื่อลงไปแล้ว มักกลับมาพร้อม “จิตมาร” ที่ค่อย ๆ กัดกินจิตเทพจากภายใน
หากไม่อาจกำจัดจิตมารได้ จิตเทพจะค่อย ๆ เลือนสลาย พลังที่เคยยิ่งใหญ่จะดับมอดลงทีละน้อย จนท้ายที่สุดแม้แต่จิติญญาก็จะสูญสลายหายไปในห้วงว่างเปล่า เหลือเพียงตำนานเตือนใจว่า ความรัก คือด่านที่งดงามที่สุด และเ็ปที่สุดในบรรดาทุกเคราะห์กรรม
เทพวารีหลุบตาลง ใช้นิ้วแตะผิวน้ำที่สงบลงแล้ว เบา ๆ ความเย็นแล่นขึ้นมาจนถึงใจ
“เทพดารา…ท่านช่างเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก”
หัวใจของเทพธิดาผู้งดงามนี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก หากนางสามารถกลับมาแดนเทพโดยไร้จิตมารได้ คงได้มีเทพขั้นหนึ่งเพิ่งขึ้นอีกคนอย่างไม่ต้องสงสัย
หากแต่ว่าเทพวารีก็รู้ดีเช่นกันว่าบางทีเส้นทางนี้อาจพรากเทพธิดาผู้งดงามไปตลอดกาล
ตำหนักเทพา
เทพาที่กำลังเข้าฌานอยู่บนแท่นหยก พลันสะดุ้งเล็กน้อย ความเจ็บแปลบเหมือนคมมีดแทงลึกเข้าในอก ความรู้สึกที่เขาไม่เคยััมาตลอดชีวิตแห่งเทพผู้ไร้รักไร้กังวล
ดวงตาคมสีทองเปิดขึ้นอย่างช้า ๆ
“เกิดเื่อันใดขึ้นกัน…” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงที่ปกติราบเรียบกลับแฝงความหวั่นไหวบางอย่างที่เขาเองก็ไม่คุ้นเคย
เขาก้มมองข้อมือของตน ทันทีที่เห็น ด้ายแดงที่เคยผูกอยู่บนข้อมือ…ถูกตัดขาดแล้ว
หัวใจของเทพาร่วงลงอย่างแรงจนเหมือนโลกทั้งใบสั่นคลอน ความรู้สึกวูบวาบ คล้ายตกลงเหวลึก แผ่ซ่านไปทั่วร่าง สับสน ใ กลัว…ความรู้สึกเหล่านี้ผุดขึ้นพร้อมกันจนทำให้เขาแทบลืมหายใจ
“เกิดเื่อันใดขึ้น?”
“หรือนางกำลังได้รับอันตราย!”
หัวใจของเขากระตุกวาบ ร่างสูงลุกพรวดขึ้นทันที สายตาคมกวาดไปทั่วตำหนักด้วยความร้อนรน หวังเพียงแค่ว่าเทพดาราอาจยืนอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่ง
เทพายกมือขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วแผ่กลุ่มแสงเรืองรองออกไป พลังจิตค่อย ๆ แผ่ขยายออกเป็ระลอก คลี่คลุมไปทั่วบริเวณตำหนัก เพื่อค้นหากลิ่นอายอันคุ้นเคยของเทพดารา ทว่าทุกอย่างกลับว่างเปล่า ไร้แม้แต่เศษเสี้ยวของกลิ่นอายของนาง
มือหนากำแน่นจนเส้นเอ็นปูดเด่น แววตาที่เคยเย็นสงบเริ่มสั่นไหวด้วยความกังวลที่ยากจะปิดบัง
“เกิดเื่อันใดขึ้นกันแน่…”
เสียงนั้นต่ำทุ้มและแฝงความกดดัน ก่อนร่างสูงจะหายวับไปในชั่วพริบตา เพื่อมุ่งตรงสู่ตำหนักเทพแห่งโชคชะตาโดยไม่ลังเล
ไม่นานเทพาก็ปรากฏกายขึ้นที่ตำหนักของเทพชะตา สีหน้าอันร้อนรนของเขาทำให้เทพแห่งชะตาที่กำลังร่ายอาคมถึงกับชะงักมือ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย เพราะเขาไม่เคยเห็นเทพาเป็เช่นนี้มาก่อน
“เหตุใดสีหน้าท่านถึงเป็เช่นนั้น?” เทพแห่งชะตาถามด้วยความสงสัย
เทพาก้าวเข้าไปใกล้ทันที “ท่านเห็นเทพดาราหรือไม่?”
เทพแห่งชะตากะพริบตา “นางเป็ภรรยาท่าน ข้าจะไปเห็นนางได้อย่างไรเล่า”
“เช่นนั้นท่านรู้เหตุใดหรือไม่ เหตุใดด้ายแดงในมือข้าถึงขาดไป?”
เสียงของเทพาสั่นเพียงแ่ แต่ความร้อนใจกลับะเิออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
“หา? ด้ายแดง…ขาด?” เทพแห่งชะตาเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม
“จะเป็เช่นนั้นได้อย่างไรกัน!?”
“ท่านรู้หรือไม่ด้ายแดงขาดได้อย่างไรกัน!” เทพาถามเสียงดัง แววตาคมเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นที่เขาไม่เคยแสดงออกต่อผู้ใดมาก่อน
เทพแห่งชะตาตั้งสติ ก่อนวิเคราะห์ด้วยความเคร่งเครียด
“ด้ายแดงจะขาดได้เพียงสองกรณีเท่านั้น…” เทพชะตาพูดช้า ๆ อย่างใช้ความคิด
“หนึ่ง คนที่ผูกด้ายแดงทั้งคู่ไปที่ศาลจันทราเพื่อยกเลิกการผูกวาสนา”
แต่ก่อนที่เทพาจะเอ่ยสิ่งใด เทพแห่งชะตาก็พูดต่อทันทีด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น
“หรืออีกอย่างหนึ่ง…เทพองค์ใดองค์หนึ่ง…ได้ลงไปฝ่าด่านเคราะห์รักในแดนมนุษย์แล้ว”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจเทพา สีหน้าเขาซีดลงทันที ดวงตาคมเบิกขึ้นเล็กน้อยเป็ครั้งแรกที่ผู้ใดได้เห็นความหวาดกลัวชัดเจนในดวงตาของเทพา
ความเงียบปกคลุมไปทั่วตำหนัก ก่อนที่หัวใจของเขาจะเต้นแรงรัวจนเหมือนไม่ใช่ของตนเอง
เพราะเขารู้ดีว่า…ถ้ามีแค่สองข้อนี้ นางย่อมเลือกข้อสองเป็แน่ ตอนนี้นางลงไปฝ่าด่านเคราะห์รักในแดนมนุษย์แล้ว
“ข้าต้องลงไปหานาง” แววตาคมเข้มนั้นลุกวาบราวเปลวเพลิงที่ถูกโหมด้วยแรงลมแห่งความกังวล
เทพชะตามองหน้าสหายก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะกล่าวเตือนอีกครั้ง
“ข้าว่าท่านใจเย็นลงสักหน่อย…หนึ่งวันในแดนเทพ เท่ากับหนึ่งปีในโลกมนุษย์ ท่านอดทนแล้วรอเพียงหนึ่งร้อยวันเท่านั้นเถิด”
แต่คำกล่าวนั้นไม่อาจสั่นคลอนจิตใจของผู้ยืนอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย
เทพากำมือแน่น ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความดื้อดึงที่ไม่อาจห้ามได้อีกแล้ว