ซูิแบกร่างฉีซิ่นทะยานพุ่งออกโดยไม่หันกลับไปมอง เสียงสะท้อนของโลหะ เสียงอื้ออึงที่เื้ัค่อยๆถูกทิ้งไกลออกไป
“ท่านอาจารย์ เรารอดพ้นแล้ว“
มันพึมพำเสียงต่ำ
ความมืดที่เคยปกคลุมค่อยๆเบาบางจางลงทีละน้อย แสงสว่างที่ปลายถ้ำเปรียบดั่งแสงแห่งอิสรภาพที่รอคอย ในที่สุดซูิก็พุ่งทะลุออกจากปากถ้ำได้สำเร็จแสงอาทิตย์ที่เบื้องนอกกรีดผ่านม่านตาจนต้องหยีตาหลบ ทว่ากลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนราวถูกโอบกอด สายน้ำเบื้องนอกยังคงเชี่ยวกราก แต่ระดับน้ำลดลงไปหลายส่วน เผยให้เห็นทางเดินขนาดเล็กทอดยาวตามแนวเขา
ซูิกระชับร่างฉีซิ่นให้แน่นขึ้น สูดหายใจลึกคราหนึ่ง ฟู่ว!.. ก่อนพุ่งตัวออกไปตามเส้นทาง ซูิเดินทางโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง
มันคิดเพียงต้องวิ่งไปเรื่อยๆ ขณะที่เข้าไปในป่าลึก ยังคงพบร่องรอยกองไฟที่มอดดับตามจุดต่างๆ ตามรายทางยังมีซากศพของเหล่าโจรป่า บางที่ต้นไม้ใหญ่ถึงกับหักโค่นลง วันที่ผ่านมาไม่ทราบเกิดการต่อสู้ดุเดือดมากมายเพียงใด บรรดากองโจรสิบเงาที่เคยเกรียงไกร บัดนี้จะยังหลงเหลือผู้ใดรอดชีวิตอยู่หรือไม่ ก็มิอาจล่วงรู้ได้
แม้กำลังภายในของซูิจะยังไหลเวียนใช้ได้ราวไร้ขีดจำกัด แต่กำลังกายกลับอ่อนล้าเสียยิ่งกว่าสิ่งใด ขาที่ปวดจนแทบกลายเป็ด้านชากล้ามเนื้อสั่นกระตุกไปมาประท้วงผู้เป็นาย ลมหายใจหอบถี่ไม่เป็จังหวะ กระนั้นลมหายใจหอบถี่ไม่เป็จังหวะ กระนั้นซูิยังคงบากบั่นเดินทางลึกเข้าไปในหุบเขาชั้นใน สองข้างทางมีเพียงเงาไม้ทึบและเสียงลมอ่อนพัดลอดใบสน
แม้ร่างอาจารย์หนักอึ้งจนแขนสั่น แต่ซูิไม่กล้าพัก มันก้มหลบเงาไม้ เดินเลาะคันหินอย่างรวดเร็ว หวั่นเกรงว่าจะมีทหารลาดตระเวนตามมาเมื่อใด
เสียงสายน้ำไหลแว่วมาจากทิศใต้ ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ซูิดีดตัวไปตามเสียงน้ำไหลราวถูกมนต์สะกด เมื่อเขาเดินผ่านแนวต้นสนที่สูงเสียดฟ้า สายตาของเขาก็ถูกปะทะด้วยภาพทิวทัศน์ที่งดงามจนแทบลืมเลือนเื่ราวทุกสิ่ง จดจ่ออยู่เพียงภาพเบื้องหน้า
ลำธารสายหนึ่งไหลเอื่อยเฉื่อยแ่เบา ผิวน้ำราบเรียบไร้ริ้วคลื่น ดวงตะวันกำลังคล้อยต่ำลงสู่ขอบฟ้าไกล ย้อมผืนนภาให้เป็สีทองอร่ามดั่งจุ่มลงในธารทองคำ แสงทองนั้นสาดกระทบผิวน้ำที่นิ่งสงบ สะท้อนความอลังการแห่งสรวง์ลงมาประดับพื้นโลกอย่างวิจิตรบรรจง
“อา…” ซูิเปล่งเสียงออกมาเบาๆ ราวปล่อยวางภาระทั้งปวงลงชั่วขณะ เขายืนนิ่งเหม่อมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆวางร่างฉีซิ่นลงบนผืนหญ้าที่ต้องแสงอาทิตย์จนกลายเป็สีส้มทองอย่างทะนุถนอมที่สุด ราวกลัวจะรบกวนการหลับใหลครั้งสุดท้าย ชายหนุ่มคุกเข่าลงข้างลำธาร วักน้ำขึ้นดื่มกินหลายอึกใหญ่ ก่อนก้มจุ่มใบหน้าลงในธารใสเพื่อคลายความเหนื่อยอ่อน ความเย็นเยียบของสายน้ำแผ่ซ่านความสดชื่นไปทั่วสรรพางค์กาย
หลังเสร็จเื่ราว ซูินำกิ่งไม้ขุดหลุมให้ฉีซิ่นด้วยดวงใจที่หนักอึ้ง มันหอบร่างของอาจารย์ลงไปในหลุมบ่ออย่างแ่เบา ราวกลัวทำให้เจ็บ ซูิยืนทำใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนตักดินกลบฝังด้วยมือที่สั่นเทา จากนั้นจึงเกลี่ยผืนหญ้าให้กลับคืนสภาพเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มิปรารถนาให้ผู้ใดมาพบเห็นสุสานเล็กๆแห่งนี้
“ท่านอาจารย์..สถานที่แห่งนี้เหมาะการพักผ่อนของท่านยิ่ง“
คำพูดขาดหายเป็ห้วงๆอย่างยากลำบาก ความเศร้าโศกจุกแน่นอยู่ที่ลำคอจนมิอาจเอ่ยคำใดต่อไปได้อีก ทำได้เพียงก้มกราบหลุมศพเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนทรุดตัวนอนแผ่ลงด้วยความอิดโรยสุดกำลัง ซูิลูบคลำที่เสื้อด้านในของตน ‘สมุดดำ‘ ยังคงอยู่ นี่คือของสิ่งเดียวที่จะทำให้มันมีชีวิตรอด
นึกย้อนไป เพียงฉีซิ่นเอ่ยระบวนท่าไม่กี่ประโยค ซูิถึงกับบุกฝ่ากองทหารได้กองหนึ่ง แต่สมุดดำเล่มนี้ที่รวบรวมสรรพวิชาทั้งหมดของฉีซิ่นไว้ทั้งชีวิต คุณค่าของมันมิอาจประเมินค่าได้เลยแม้แต่น้อย
สายลมเย็นที่พัดผ่าน พัดเอากลิ่นหอมชื้นของดินััจมูก เสียงน้ำไหลดั่งเสียงพิณกล่อม เปลือกตากลายเป็หนักอึ้ง ค่อยๆหย่อนคล้อยลง ก่อนสติกำลังจะจางหาย เสียงกิ่งไม้แหวกไหวกุกกักดังขึ้นจากด้านหลัง ซูิสะดุ้งตื่นจากภวังค์โดยพลัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตัว ดีดตัวถอยตั้งท่าตามสัญชาตญาณ ส่งสายตาหวาดระแวงมองไปยังต้นเสียง
แต่สิ่งที่ปรากฏออกมามิใช่ทหาร มิใช่ผู้ไล่ล่า ท่ามกลาง ท้องนภาที่ยังเหลือแสงทองอร่าม เงาร่างอ้อนแอ้นก้าวออกมาอย่างเงียบงัน เป็สตรีนางหนึ่ง
นางเป็สตรีวัยแรกแย้ม อายุราวสิบแปด ใบหน้ารูปไข่อ่อนหวานหยดย้อยยากจะบรรยาย เส้นผมดำสนิทยาวสลวยหลุดจากปิ่นปักผมอันน้อย ปลายผมปลิวไหวตามสายลมอ่อน ผิวพรรณขาวอมชมพูของนางต้องแสงสุริยันยามสุดท้าย ยิ่งขับให้ผิวนางเปล่งประกายงดงามดุจสลักจากหยกขาวบริสุทธิ์
ซูินิ่งค้างไปชั่วครู่ มิใช่เพราะความงามเพียงอย่างเดียว แต่เพราะไม่เข้าใจเหตุการณ์ เหตุใดในที่แห่งนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงปรากฏสาวงามเกินจริงเช่นนี้ออกมา?
หญิงสาวหันมองมาทางซูิ นางสะดุ้งเล็กๆคราหนึ่ง นางดูลังเลมิทราบต้องถอยกลับหรือก้าวออก แต่เมื่อนางพินิจดูชายหนุ่มเบื้องหน้า สายตาชายหนุ่มแม้เขม็งมองมา แต่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอ้างว้าง
“ท่าน..เหตุใดจึงมานอนอยู่ที่นี่?“ เสียงหวานใสถูกเอ่ยออกอย่างไม่รู้ความใด
ซูิค่อยๆขยับถอยห่างอย่างเชื่องช้า เมื่อเห็นท่าทีใของนางก็คลายความกังวลลงบ้าง อย่างน้อยนางก็มิได้มาเพื่อตามล่าตน ทว่าความหวาดระแวงยังคงฝังลึกอยู่ในใจ ซูิกระแอมเบาๆ ก่อนแข็งเสียงพูด
“อย่าเข้ามาใกล้! ข้าเพียงเห็นสถานที่แห่งนี้งดงามจึงแวะพักชม ข้ามิปรารถนาให้ผู้ใดมารบกวน”
นางคล้ายไม่ฟังคำพูด หญิงสาวค่อยๆก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ
“สถานที่แห่งนี้มิใช่ของผู้ใด ท่านไม่อาจจับจอง ข้าเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน ที่แห่งนี้เหมาะแก่การแวะพัก” ซูิฟังดูเหมือนว่าไม่เหมือนว่านางโกหก ใบหน้างดงามของนางแฝงความอิดโรยอยู่บ้าง นางเดินตรงไปยังริมลำธาร ถอดรองเท้าหนาออก เผยให้เห็นเท้าเปลือยเปล่าขาวผ่อง ก่อนหย่อนเท้าลงจุ่มในธารใสอย่างเพลิดเพลิน ชวนสะกดสายตายิ่งนัก
ซูิไม่อาจหักใจทิ้งหลุมศพของอาจารย์ไป แต่ก็มิทราบจะไล่นางไปอย่างไร กลายเป็ต่างคนต่างอยู่ หญิงสาวยังคงนั่งจุ่มขาข้างลำธาร ส่วนชายหนุ่มนั่งกอดอกด้วยความระแวดระวัง มีคำกล่าวว่า ‘หากพบเจอสตรีงดงาม ในที่ที่ไม่สมควรเจอ นางผู้นั้นมักอันตรายกว่าบุรุษ…’
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา มีเพียงเสียงน้ำไหลและเสียงของใบสนที่เสียดสีกัน นางเอนหลังลงโขดหินข้างลำธารอย่างสบายอารมณ์ ราวกับอยู่ในโลกส่วนตัว นางเหลือบมองมาทางซูิอีกครั้งก่อนหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ
“หัวร่ออันใด?” ซูิยังคงทำเสียงเข้มปิดบังความเหนื่อยล้าของตนเอง หญิงสาวยังคงมองมาอย่างยิ้มแย้ม นางลุกยืนยกเท้าเปลือยเปล่าขึ้นจากน้ำอย่างนุ่มนวล ก่อนนำมาถูกับพื้นหญ้า ใช้เช็ดแทนผ้าพรม
“เสื้อผ้าท่านขาดจนแทบเปื่อยยุ่ย ยังมีเืแห้งเกรอะกรังติดอยู่ทุกที่ แต่กลับบอกข้าว่า มาที่แห่งนี้เพราะมันสวยดี ถือว่าน่าหัวร่อหรือไม่?“ นางพูดพลางทำเสียงเข้มตาม ล้อเลียนชายหนุ่ม ซูิตัวแข็งทื่อ มันลืมเลือนไปแล้ว ว่าบัดนี้ตัวมันสารรูปทรุดโทรมเพียงใด ไม่อาจเอ่ยคำแก้ตัวใดออก หญิงสาวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า
“ท่านไม่ต้องกังวล ข้าไม่ใช่ศัตรู และไม่ใช่มิตร เราต่างไม่รู้ที่มาของกันและกัน เรียกข้าว่า‘หยินชิง‘ ข้าต้องเรียกท่านด้วยชื่อใด”
นางเอ่ยเป็นัย ว่าไม่้าสืบทราบที่มาของซูิ และไม่้าให้ซูิสืบทราบที่มาของนาง นาง้าบอกให้รู้ว่านางใช้ชื่อปลอม และหวังให้ซูิใช้ชื่อปลอมเช่นกัน
ในใจของซูิกรีดร้องว่านางอันตราย! แต่ทุกท่าร่างทุกคำพูดของนาง ราวดึงดูดผู้ไว้
สีดำค่อยๆกลืนกินฝืนฟ้า แม้ราตรีกาลก็ไม่อาจแตะต้องความงดงามของนาง ซูิเหม่อมองหญิงสาวที่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ นางนั่งลงตรงข้ามกับตนด้วยกิริยาบทอ่อนช้อยงามสง่า ซูิพยายามสะบัดหน้าเพื่อขับไล่ภาพใบหน้าของหยินชิงออกจากห้วงคำนึง
“เรียกข้าว่าหยางิ…..หรือจะเรียกชื่อจริงของข้าก็ได้ หากเ้าไม่รู้ว่าข้าคือผู้ใด คงไม่เข้าใกล้ข้าโดยไร้เหตุผล?“ หยินชิงเพียงทำหน้างุนงง ก่อนยิ้มออกบางๆ“ชื่อจริงท่านอันใด ท่านชื่อหยางิ ข้าก็จะเรียกท่านตามนั้น”
ดวงจันทร์เคลื่อนขึ้นมาแทนที่ดวงตะวัน เป็สัญญาณบ่งบอกว่าราตรีกาลมาเยือนแล้วอย่างสมบูรณ์ แสงจันทร์นวลอ่อนโยนสาดกระทบทั่วทั้งผืนป่า ภายใต้แสงสีเงินนั้น มีชายหนึ่งหญิงหนึ่งนั่งเคียงคู่กันท่ามกลางทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันงดงามดุจหลุดออกมาจากภาพวาดในห้วงฝัน ทว่าทั้งสองยังคงห่างไกลจากคำว่า ‘คู่รัก’ อยู่มากนัก…