บทที่ 4
ทิศทางของลมที่เปลี่ยนไป
“อ๊ากกก! ผมไม่รู้เื่จริงๆครับ ปล่อยผมไปเถอะ”
ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำร้องคร่ำครวญด้วยความเ็ป มือเท้าถูกตรึงไว้กับเก้าอี้ไม้มีพนักอย่างแ่า เนื้อตัวเต็มไปด้วยเืสีแดงฉานราวกับถูกซ้อมมาอย่างหนักหน่วงในก่อนหน้า
“แกรู้อะไรอีกบอกมาให้หมด”
ต้นเสียงเคร่งขรึมน่าเกรงขามคือภวิศที่อยู่เบื้องหน้า เขาสวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแต่มันก็เป็เพียงแค่ก่อนหน้านี้เท่านั้น ในตอนนี้เสื้อตัวนั้นมันได้แปลเปลี่ยนเป็สีแดงจากคนที่ถูกมัดอยู่ แววตาเขาไร้ความปรานีคนทรยศ
หนูสกปรกที่โกงเงินไปกว่าสองล้านอยู่เบื้องหน้าแต่มันน่าแปลกเกินไป... ไม่ว่าจะมองอย่างไงคนที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ไม่น่าที่จะเข้ามาเองได้ เหมือนกับเป็เพียงตัวหมากโง่ๆที่ถูกยกเดินจากคนอื่นอย่างไม่รู้ตัว
“ผมรู้แค่ว่าเป็ผู้หญิงแค่นั้นจริงๆ ผมสาบานได้เลย”
ชายเนื้อตัวสะบักสะบอมเค้นเสียงสั่นๆออกมาอย่างหวาดกลัว ร่างนั้นก้มหน้าไม่กล้าเงยมองชาย้า
“บอสครับผมว่าถ้าขนาดนี้แล้วเขาคงจะพูดจริง”
“งั้นเหรอ...ถ้างั้นก็ไม่มีอะไรต้องคุยแล้ว” เขาใช้มือที่เต็มไปด้วยเืคว้าปืนสั้นในซองสะโพกขวาออกมา สายตาเรียบนิ่งยังจับจ้องชายตรงหน้าไม่ไหวหวั่น
หากไม่มีประโยชน์แล้วก็ไม่จำเป็ที่จะต้องเก็บไว้
ปัง!
ร่างว่างเปล่าแน่นิ่งไม่ไหวติง เมื่อเสร็จสิ้นเหล่าลูกน้องก็เข้ามาเก็บกวาด แม้คนที่โกงเงินไปจะถูกกำจัดแต่ภวิศยังคงทำสีหน้าครุ่นคิดถึงบางอย่าง เื่เงินนั้นไม่เท่าไหร่แต่การที่มีคนแบบนี้เข้ามาได้สิแปลก ไม่ว่าจะซักถามกี่ครั้งชายคนนั้นก็ตอบแบบเดิม
มีผู้หญิงโทรมาชวนเขาไปทำงานซึ่งเขาเองก็ไม่รู้จักหรือเคยเห็นตัวเป็ๆ เนื่องด้วยไม่รู้จักตระกูลของภวิศบวกกับความโลภเขาก็เลยตอบรับไปอย่างไม่รอช้า ในวันรุ่งขึ้นก็มีพวกบัตรและชื่อปลอมส่งมาเขาก็เลยดำเนินการตามแผนที่วางไว้
แต่กว่าจะรับรู้ว่าตระกูลนี้น่ากลัวแค่ไหนมันก็ไกลเกินถอยกลับเสียแล้ว…
“ความเสียหายมีแค่เงินที่หายไปสองล้านครับ นอกนั้นไม่มีอะไรผิดปกติ” ชายฉกรรจ์ที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องกระซิบบอกกับผู้เป็นายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมวิงแชร์
“การที่ส่งคนไม่รู้จักตระกูลฉันมาแบบนี้ แสดงว่ากะแค่มาป่วนงั้นเหรอ...?”
ภวิศพูดกับตัวเองพลางตรึกตรอง ในตอนที่โทรไปยังเบอร์ที่ชายคนนั้นใช้สื่อสารกับเธอก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกแล้ว
แบบนี้คงจะไม่สนใจชีวิตของคนที่ส่งมาั้แ่แรก ใช้มันมาเพื่อเตือนอย่างนั้นเหรอ? หรือว่าจะแค่มาป่วนภายในกันแน่?
ภายในใจมีคำถามอยู่มากมายแต่ใบหน้านั้นกลับแสยะยิ้มออกมา
“ฮ่าๆๆ ผู้หญิงอย่างงั้นเหรอ...น่าสนุกดีนิ”
“คุณหนูใกล้เวลานัดแล้วนะคะ” มายาทักบอกไลลาที่เอาแต่ง่วนทำงานจนลืมดูเวลา
“ใกล้จะสี่โมงเย็นแล้วเหรอคะเนี่ยแทบลืมดูเลย ขอบคุณนะคะ”
หน้าจอโน้ตบุ๊กถูกพับลงก่อนที่ตัวของเธอนั้นจะก้าวเดินออกมาเตรียมตัว
ใน่นี้งานของเธอเริ่มเพิ่มมากขึ้น คงจะเป็ผลมาจากอำนาจของตระกูลราพณาสูรด้วยจึงทำให้ธุรกิจบ้านเธอไปในทางที่ดีอย่างเห็นได้ชัด
เวลาผ่านไปไม่นานนักภวิศก็มาตามนัด เขามารับเธอที่บ้านด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเช่นเคย อาจจะดูอารมณ์ดีอยู่เสมอแต่จริงๆแล้วกลับทำให้ไลลารู้สึกว่าแบบนี้ยิ่งทำให้เขาดูน่ากลัวมากขึ้นเสียอีก
คนที่ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็เอาแต่ยิ้มต่อหน้าเธอมันคงเป็อะไรที่ไม่อาจจะคาดเดาความรู้สึกจริงๆของเขาได้
“วันนี้ก็สวยเช่นเคยเลยนะครับ” เมื่อเห็นไลลาเดินออกมาภวิศก็เอ่ยชม “ขอบคุณนะคะ”
“ว่าแต่ตอนนี้ฉันจะรู้ได้หรือยังคะว่าเราจะไปที่ไหนกัน?”
“ฮึฮึ ไม่ใช่ที่แปลกๆหรอกครับ คิดซะว่าเราไปเดทกันดีกว่า” ดวงหน้าลุ่มลึกจ้องมองมาที่เธอ สุ้มเสียงหยอกเย้าระคนหัวเราะเบาๆในลำคอ แม้เขาจะพูดอย่างนั้นแต่กลับไม่ทำให้คนที่ฟังรู้สึกเบาใจลง
เมื่อมาถึงที่หมายรถคันสีดำก็หยุดลง ด้านหน้ามีตึกสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ หากได้ขึ้นมาก็จะเผยให้เห็นวิวสูงที่รายล้อมไปด้วยเมืองที่แสนวิจิตรและแม่น้ำสายยาวที่ทอดผ่าน
“สวยจังนะคะ”
สายลมที่ตีเข้ามาทำให้ผมสีน้ำตาลเบจปลิวไสว อากาศแสนเย็นสบายพร้อมกับวิวที่อยู่ด้านหน้ามันช่างหาอะไรเปรียบ
“ผมคิดว่าคุณน่าจะชอบก็เลยชวนมาน่ะครับ” ภวิศเดินเข้ามาด้านหลังคนตัวเล็กฝีเท้าเงียบเชียบ
“ลงไปก่อน ตอนนี้ฉันอยากที่จะอยู่กับภรรยาสองคน” เขาสั่งลูกน้องด้วยถ้อยคำเฉียบขาดไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งใดๆ
ทำให้เหล่าลูกน้องทั้งของเขาและไลลาต่างลงไปรออยู่ที่อีกชั้นหนึ่ง นั้นก็รวมถึงกันต์ด้วยเขาเหลือบตามองไลลาก่อน เมื่อเห็นเธอพยักหน้าตอบจึงค่อยเดินลงไป
แม้สุดท้ายจะลงไปเหมือนกันแต่ความรู้สึกที่ให้ช่างแตกต่าง เขาหาได้ทำตามคำสั่งของชายตรงหน้า แต่เป็หญิงด้านหลังผู้เป็นายของเขาต่างหาก
“ใกล้จะถึงเวลาแล้วครับ เชิญทางนี้” มือหนาส่งมาให้หญิงด้านหน้าอย่างไลลาได้จับไว้
เธอยื่นมือออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆไม่รู้ชายตรงหน้าเธอนั้นมีแผนอะไร เมื่อสองมือัักันภวิศจึงดึงร่างบอบบางเข้าหาตัว
ไลลาถลาเข้าหาชายด้านหน้าโดยที่เขาก็รองมือรอรับเธอไว้อยู่แล้ว ปลายนิ้วโอบเอวคอดกิ่วจากทางด้านหลัง มันไม่ได้แรงจนเธอรู้สึกเจ็บแต่มันก็แรงพอที่จะทำให้เธอดิ้นไม่หลุด
“คุณจะทำอะไรน่ะ!”
ในขณะที่ไลลาเตรียมแกะมือที่โอบออกเธอก็ต้องหยุดชะงักลง ท้องฟ้าด้านหน้าในตอนนี้มันถูกเคลือบไปด้วยสีแสดจนทั่วแผ่นฟ้า
“วิวตรงนี้สวยมากใช่ไหมครับ” เสียงทุ้มต่ำพร่ำกระซิบที่ข้างหูพาให้ใจคนในวงแขนเริ่มสั่นไหว
ดนตรีที่เปิดบรรเลงเบาๆช่างเข้ากับแสงของดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้าไป
“ใช่ค่ะ..มันสวยมาก” บรรยากาศที่พาไปทำให้หญิงด้านในเผลอปล่อยแขนขืนลง เธอพูดเสียงเรียบนิ่งแต่สายตาจับจ้องภาพตรงหน้าไม่วาง
ไลลาไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวที่ไหนจึงทำให้ภาพๆนี้ดึงดูดเธออย่างเหลือเกิน
“ั้แ่งานแต่งแล้วสินะ..ที่ผมไม่ได้ััคุณแบบนี้” สำเนียงพูดนุ่มนวลฟังรื่นหู ดวงตามืดสนิทลุ่มลึกชวนให้รู้สึกวาบหวิวที่กลางใจ
ในขณะที่สองตาประสานกันกว่าที่ไลลาจะรู้สึกตัว ริมฝีปากหนานั้นก็เขามาจู่โจมเธอเข้าเสียแล้ว
จูบที่แสนนุ่มลื่นมันละมุนจนแทบจะละลายบนปากของเธอ สองมือกำยำนั้นยังคงโอบกอดเอวบางไว้ไม่ปล่อย ลิ้นของชายหนุ่มลุกเข้ามาเกี่ยวพันรัดลิ้นในโพรงปากอย่างเร่าร้อน ราวกับคนที่ขาดแคลนน้ำและกระหายจนคอแห้งผาก
ปึก ปึก
มือเรียวเล็กตบลงบนอกหนาเบาๆดึงสติของเขา
แต่หนุ่มที่ตกอยู่ในภวังค์นั้นยากที่จะหยุดยั้ง เขายิ่งกอดรัดเธอไว้แน่นจังหวะลิ้นยิ่งเร่งเร้า มันเกี่ยวกระหวัดรัดแน่นภายในปาก เหล่าน้ำหวานที่แลกเปลี่ยนกันทำให้สติที่มีเริ่มเจือจาง...
รสจูบนั้นช่างแสนหวานยากที่จะขัดขืน
ไลลาหลับตาพริ้มตอบรับเมื่อเห็นแบบนั้นภวิศยิ่งได้ใจ สองมือนั้นเริ่มแปลเปลี่ยนท่าทาง จากที่เอวไล้ลงต้นขาขาวเนียนอย่างช้าๆ อีกมือก็ไม่วายลงไปที่บั้นท้ายเคล้าคลึงจนหนำใจ
จูบที่แสนร้อนแรงนั้นจบลง แต่เหมือนไฟที่เผาไหม้ในใจยังยากที่จะดับ
ท้องฟ้าสีส้มก่อนหน้าในตอนนี้มันถูกเคลือบไปด้วยสีดำบางๆ ดวงตะวันได้ลับไปเผยดวงจันทร์ที่ตระหง่านอยู่กลางฟ้า รสหวานที่ได้แลกเปลี่ยนมายังคงััมันได้ภายในความชุ่มชื้น
“ตอนนี้ผมแทบจะทนไม่ไหวแล้ว” ร่างสูงก้มกระซิบเสียงแหบพร่า
“เอ๊ะ? ไม่ได้นะคะ...ที่นี่มันดาดฟ้า” เสียงนั้นเหมือนทำให้ไลลาได้สติ ที่ที่เธออยู่ในตอนนี้เป็ชั้นดาดฟ้าที่ไม่มีอะไรปิดเลย มีเพียงรั้วที่ทำจากกระจกใสล้อมรอบเพียงเท่านั้น
เธอผละตัวเองออกเดินสงบสติอารมณ์ที่ร้อนฉ่า แต่มีหรือภวิศจะปล่อยไปง่ายๆ เขาจับรั้งแขนเธอไว้ดึงเข้ากอดจากด้านหลังอีกครั้ง
แต่ในครั้งนี้เมื่อเขาเข้ากอดไลลาก็ถึงกับหน้าระเรื่อ แท่งเหล็กแข็งกำลังชนอยู่ด้านหลังเธอยากที่จะสงบลง
“คะ..คุณภวิศคะ” น้ำเสียงสั่นประหม่า แม้จะอยู่ด้านหลังภวิศก็สามารถรับรู้ได้ถึงใบหน้าของเธอ
ในตอนนี้เขาแทบจะคลั่งเสียให้ได้ เขาพึ่งจะเคยได้ััความรู้สึกแบบนี้เป็ครั้งแรก
ดวงหน้าหล่อซุกไซ้ไปที่ซอกคอระหงละเมียดละไมลิ้มรสลงชิมความหวานจนถึงใบหู ั์ตาสีดำนั้นเร่าร้อนเหมือนกับว่าจะเผาไหม้เธออย่างไงอย่างงั้น เสียงหายใจของเขานั้นใกล้จนเธอได้ยินมันอย่างชัดเจน
แกร๊ก
เมื่อเสียงประตูดังขึ้นไลลาจึงได้โอกาสผลักชายด้านหน้าออกไป หัวใจยังคงสั่นไม่หยุดแม้ละออกจากกันแล้ว
คนที่เดินเข้ามาเป็พนักงานหนุ่มเสิร์ฟอาหาร ไม่ทันไรก็ถึงเวลาที่ภวิศได้จัดเตรียมอาหารไว้สำหรับไลลาเสียแล้ว
“จิ..อ่าาา....”
เขาจิปากเบาๆกับตัวเอง มือหนายกขึ้นยีผมอย่างอารมณ์เสีย
จริงๆแล้วเขาเองก็ไม่ได้คิดที่จะทำอะไรกับไลลาจนบานปลายขนาดนี้ แต่เพียงแค่ได้ััเธอก็ราวกับว่าเขาควบคุมสัญชาตญาณตัวเองไม่ได้ ทั้งที่ในตอนแรกเพียงแค่อยากจะแกล้งแหย่ให้เธอใ ในตอนนี้กลับกลายเป็เขาเสียเองที่รู้สึกเหมือนโดนแกล้งอยู่
“ขอโทษนะครับ เรามาทานอาหารกันเลยดีไหม?”
“คะ..ค่ะ”
ไลลาจับต้นคอที่เมื่อกี้พึ่งจะถูกเลียไปหมาดๆ เธอพยายามดึงสติของตัวเอง ถึงตอนนี้หน้าของเธอจะยังรู้สึกร้อนผ่าวอยู่ก็ตาม
แม้วิวทิวทัศน์จะสวยงามสักแค่ไหนในตอนนี้ไลลาก็ไม่สามารถที่จะรับรู้ได้อีกแล้ว ชิ้นสเต๊กเนื้อเซอร์ลอยน์ถูกตัดออกและนำเข้าปากอย่างช้าๆด้วยท่วงท่าที่สง่า
ความรู้สึกด้านในปากนั้นยังคงไม่เลือนรางเธอยังจำมันได้อย่างชัดเจน
“ฮึฮึ” เสียงหัวเราะของภวิศทำให้ไลลาที่นั่งอยู่ตรงข้ามต้องหันมองด้วยความสงสัย
“ขำอะไรงั้นเหรอคะ?”
“เปล่าครับ..ไม่มีอะไร”
แม้ปากจะบอกออกมาอย่างนั้นแต่ดวงตากลับดูมีลับลมคมใน ถึงไลลาจะพยายามทำกิริยาให้มีมารยาทสักแค่ไหน แต่ดูเหมือนใบหน้าเธอจะปกปิดความร้อนผ่าวนี้เอาไว้ไม่มิด รอยยิ้มที่เธอมักจะเห็นเป็ปกติมันกลับรู้สึกแปลกไปเล็กน้อย...
มันเหมือนกับว่าเขายิ้มออกมาให้เธอจริงๆ
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” เมื่อเห็นไลลามองเขาตาไม่กะพริบภวิศจึงเอ่ยถาม
“เปล่าค่ะ..ไม่มีอะไร” เธอตอบเสียงราบนิ่งแต่แฝงความประชดประชัน
ในเมื่อเขาเองก็ไม่ได้บอกเธองั้นเธอก็จะไม่บอกเช่นกัน ....แต่รอยยิ้มเมื่อครู่นั้นทำให้เธอรู้สึกราวกับได้รู้จักเขาจริงๆเป็ครั้งแรก
....หรือว่าจะคิดไปเองกันแน่นะ
ไลลาพยายามเลิกคิดเื่นี้ อย่างไงเสียยิ้มก็คือยิ้มเธอคงจะคิดมากไปเสียเองมากกว่า
อาหารในจานค่อยๆหมดลงและแล้วก็ถึงเวลาที่ทั้งสองคนจะต้องกลับ
“วิวกลางคืนก็สวยนะครับแต่ผมคงจะลืมวิวพระอาทิตย์ตกไม่ได้ง่ายๆแน่” เมื่อร่างทั้งสองลุกเต็มความสูงชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นมา สุ้มเสียงดูไม่มีอะไรแต่แฝงไปด้วยความนัยหลากหลายอย่าง
“อย่างนั้นเหรอคะ ฉันคิดว่ามันร้อนไปหน่อย”
ในเมื่อเขาเริ่มขึ้นมาเธอก็ไม่ขัดประสงค์ ดวงตาทั้งสองจับจ้องราวรู้ว่า้าจะสื่ออะไรออกมา
“ถ้าเวลามีมากกว่านี้อีกเสียหน่อย...บางทีผมว่าวิวกลางคืนอาจจะร้อนกว่าก็ได้นะครับ” ภวิศก้มลงมาพูดกับเธอแ่เบา โดยที่มือขวาเข้าจับที่เส้นผมยาวและกดจูบลง
คำพูดไม่มากแต่แฝงความหมายลึกซึ้ง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาใบหน้าเรียวสวยก็เริ่มอมแดงอีกครั้ง เธอเม้มริมฝีปากแน่นอดกลั้นความเขินอายในตอนนี้เอาไว้
ภวิศที่เห็นก็เผยยิ้มออกมาอย่างพึงใจ ก่อนที่มือหนานั้นจะผละออกไปอย่างสมอารมณ์
หลังจากมื้ออาหารจบลงภวิศก็ไปส่งไลลาถึงที่บ้าน ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่ได้มาด้วยเนื่องจากต้องไปทำงานต่อ
แต่นั่นก็หาได้ใช่เขาคนเดียว กันต์เองก็ออกไปข้างนอกเช่นกัน หลังจากที่ไลลากลับมาอย่างปลอดภัยเขาก็ออกไปทำธุระด้านนอกได้อย่างสบายใจ อย่างไงเสียถึงจะไม่มีทั้งสองคนนั้นอยู่การป้องกันของที่นี่ก็ยากที่ใครจะเข้ามาได้
“คนที่เข้ามาเสิร์ฟอาหารเป็ใคร” รถคันดำเคลื่อนตัวออกจากบ้านไม่เท่าไหร่ภวิศก็เอ่ยถามลูกน้องขึ้นมาทันที
“เป็พนักงานของทางร้านอาหารน่ะครับ”
“ไปไล่มันออกซะ และบอกมันว่าอย่าโผล่มาให้ฉันได้เห็นหน้าอีกเป็ครั้งที่สอง”
คนที่เข้ามาได้ไม่ดูบรรยากาศขัดจังหวะ่เวลาที่น่าสนุกของเขา แม้จะเข้ามาขอโทษก็คงจะให้อภัยกันได้ยาก ทำแค่นี้ก็ถือว่าใจดีมากพอแล้วสำหรับภวิศ
ถ้าหากว่าหลังจากโดนขัดแล้วบรรยากาศหมดสนุกเขาคงได้เป็คนเดินไปหาไอ้หมอนั่นด้วยตัวเอง