เมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำลง แสงสีทองของยามอัสดงก็อาบย้อมท้องฟ้าเป็ประกายงดงาม อินทรีปีกเมฆาบินมาเป็เวลานาน แต่ความเร็วของมันก็ยังคงสม่ำเสมอไม่ตกหล่นสมกับเป็สัตว์อสูรระดับหลอมรวมแก่นแท้
"ถึงแล้ว" เสียงที่ราบเรียบของหลงหลิงซีดังขึ้น ปลุกหลงเทียนเฟยจากภวังค์แห่งความเกียจคร้าน
เขาเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของนาง ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มันคือทิวทัศน์ของขุนเขานับร้อยลูกที่สลับซับซ้อนเสียดฟ้า ยอดเขาส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีครามอันหนาทึบ ทำให้มองดูราวกับเกาะลอยฟ้าในดินแดนแห่งทวยเทพ
ที่ใจกลางของหมู่ขุนเขานั้น มีแท่นศิลาขนาดมหึมาที่แกะสลักเป็รูปกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งทะยานสู่เบื้องบน ตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขาอย่างน่าเกรงขาม ทางเดินหินที่คดเคี้ยวเลื้อยขึ้นไปยังยอดเขา สองข้างทางเรียงรายไปด้วยอาคารไม้สลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง หลังคาโค้งงอนซ้อนกันเป็ชั้นๆ กระแสพลังปราณสีครามที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าไหลเวียนอยู่ทั่วบริเวณราวกับสายน้ำแห่งพลังงาน บ่งบอกถึงความเข้มข้นของพลังฟ้าดินในสถานที่แห่งนี้
นี่คือ สำนักดาบเมฆาคราม (苍云剑宗) หนึ่งในสำนักฝ่ายธรรมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งจักรวรรดิชิงหลง
'ช่างเป็สถานที่ที่น่าบั่นทอนจิตใจนัก' หลงเทียนเฟยครุ่นคิดในใจ 'เต็มไปด้วยผู้คนที่จริงจังและทะเยอทะยาน การจะหาความสงบสุขได้คงต้องออกแรงไม่น้อย หวังว่าการแสดงบทบาท "นายน้อยไร้ค่า" ของข้าจะช่วยให้พ้นจากเื่วุ่นวายได้บ้างนะ'
อินทรีปีกเมฆาค่อยๆ ลดระดับลงอย่างนุ่มนวล ก่อนจะร่อนลงจอดบนลานศิลาขาวสะอาดเบื้องหน้าประตูทางเข้าสำนัก ที่นั่นมีศิษย์ของสำนักดาบเมฆาครามในชุดสีครามเข้มหลายคนยืนรอต้อนรับอยู่แล้ว เมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ของตระกูลหลงบนอานของอินทรี พวกเขาก็รีบก้าวออกมาคำนับอย่างนอบน้อม
"สำนักดาบเมฆาครามยินดีต้อนรับคุณหนูและคุณชายแห่งตระกูลหลง" ศิษย์พี่ผู้หนึ่งกล่าวขึ้น "ผู้าุโได้จัดเตรียมเรือนพักรับรองไว้ให้แล้ว ขอเชิญทุกท่านตามข้ามา"
หลงหลิงซีพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะก้าวลงจากหลังอินทรีอย่างสง่างาม ในขณะที่หลงเทียนเฟยค่อยๆ ปีนลงมาอย่างเก้งก้าง พลางทำทีเป็ตื่นตลึงกับความยิ่งใหญ่ของสำนัก เขาจงใจกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยแววตาที่เบิกกว้างราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งเคยออกจากบ้านเป็ครั้งแรก
'การแสดงต้องเริ่มขึ้นแล้วสินะ' เขาถอนหายใจในใจ 'เหนื่อยหน่ายเสียจริง'
(จบตอนที่ 10)