นายท่านเฉินคำรามเฉินเหลียนเอ๋อร์เกือบถอยกลับไปยืนอยู่ด้านหลังของนายหญิงเฉินมิกล้าแม้แต่จะกล่าวสิ่งใดออกมา
ผลการเรียนของเฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมาโดยตลอดเมื่อปีก่อนตอนที่เดินทางกลับมาบ้านก็บอกผลการเรียนมั่วซั่ว ในตอนนี้ควรจะปฏิบัติต่อนางเช่นไรดี?
ยิ่งไปกว่านั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์เกลียดการถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นมากที่สุดแม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นสหายรักดุจพี่สาวน้องสาว เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ยังคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่ารำคาญใจยิ่งนัก
ท่านพ่อก็คือท่านพ่อของนางเหตุใดพบกันครั้งแรกถึงเรียกชื่ออย่างสนิทสนมออกมาด้วย ในใจเฉินเหลียนเอ๋อร์เกิดความรู้สึกรูปแบบหนึ่งที่ไม่สมดุลด้วยเหตุผลขึ้น
ความรู้สึกไม่สบายใจจากบุรุษผู้นั้นตอนอยู่ชั้นล่างเมื่อครู่ย้อนกลับมาอีกครั้งเฉินเหลียนเอ๋อร์ขมวดคิ้วมองไปทางไป๋ฝูฉวีในใจมีความรู้สึกไม่พอใจซ่อนอยู่
ไป๋ฝูฉวีเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเฉินเหลียนเอ๋อร์ตั้งนานแล้ว มองเพียงแวบเดียวก็เข้าใจว่าในใจของนางคิดเรื่องใดอยู่
ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนางจึงยกมือโบกไปมา กล่าวพร้อมใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดง “ท่านชมข้าเกินไปแล้วอันที่จริงเหลียนเอ๋อร์ทุ่มเทกับการศึกษามากกว่าข้าอีกเพียงแต่ตอนสอบวันนั้นนางเกิดไม่สบาย จึงทำให้เกิดผลการเรียนที่ดูถดถอยไปได้โปรดอย่าตำหนิเหลียนเอ๋อร์เลยนะเจ้าคะ
ไม่รู้ว่าคนที่พูดเมื่อครู่ไปเอาเรื่องไร้สาระเช่นนั้นมาจากไหนบางทีอาจเป็นเพราะเห็นนางเกิดในสกุลชนชั้นสูง จึงได้คิดที่จะทำให้ชื่อเสียงของนางแปดเปื้อนเจ้าค่ะ”
นี่เป็นเหตุผลที่ดีอันที่จริงก็มีคนที่เกลียดคนร่ำรวยพอได้เห็นใครที่ร่ำรวยมากกว่าตนในใจก็เกิดความอิจฉาขึ้นมา จึงมิใช่เรื่องแปลกที่จะกล่าวเรื่องไร้สาระเช่นนี้ออกมาจากปาก
ตลอดเวลาที่ผ่านมาเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่เคยบอกเกี่ยวกับผลการเรียนให้คนในครอบครัวรับรู้มาก่อนนายหญิงเฉินและนายท่านเฉินจึงมิทราบว่าการสอบวัดผลการเรียนที่สถานศึกษาตระกูลหยวนนั้นเป็นอย่างไรบ้างยังคิดไปว่าเรื่องราวทั้งหมดล้วนแต่เป็นไปตามที่ไป๋ฝูฉวีกล่าว
เพราะเช่นนั้นเลยทำให้ทีท่าของนายท่านเฉินที่มองไปยังเฉินเหลียนเอ๋อร์ดูผ่อนคลายมากขึ้น“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ช่างมันเถอะ”
ขณะที่พูดเขาก็หันกลับไปทางไป๋ฝูฉวีในแววตาเต็มไปด้วยการชื่นชม “อยู่ที่สถานศึกษาตระกูลหยวนก็ลำบากเจ้าคอยดูแลเหลียนเอ๋อร์แล้วเหลียนเอ๋อร์เป็นเด็กซุกซน เจ้ามีนิสัยอ่อนโยนอบอุ่น เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าช่วยดูแลนางสักหน่อยก็แล้วกัน”
“เหลียนเอ๋อร์เป็นสหายรักของข้าต่อให้ท่านลุงไม่บอกข้าก็ต้องดูแลเหลียนเอ๋อร์ให้ดีอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
ไป๋ฝูฉวีร้องขอให้เฉินเหลียนเอ๋อร์ความเหนียมอายท่าทางนั้นแฝงความบริสุทธิ์และรูปแบบที่ดูสวยงามแพรวพราวเอาไว้ด้วย
คำพูดนี้ดูมีไหวพริบยิ่งนักหากเป็นเฉินเหลียนเอ๋อร์ยามปกติการที่นางพูดเช่นนั้นก็คงเป็นสิ่งที่ดี ทว่าวันนี้มันกลับรู้สึกกลัดกลุ้มน่ารำคาญหรือมันเกิดขึ้นเพราะท่านพ่อของนางไม่กล่าวชมตัวนางแต่กลับไปชื่นชมไป๋ฝูฉวีแทน?
เมื่อครู่ตอนที่เดินขึ้นมาไม่ทันได้ระวังจนเดินชนเข้ากับเสี่ยวเอ้อร์หลังจากได้ยินคำพึมพำขอโทษ เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ได้ยินอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับ“วจีสังหาร”
วจีสังหารคือสิ่งใดกัน?
เฉินเหลียนเอ๋อร์มิค่อยเข้าใจสิ่งนี้
เพราะเหตุนั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์จึงไม่สามารถตอบสนองได้ในทันที
นายหญิงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงนางและเฉินเหลียนเอ๋อร์เท่านั้นที่ได้ยิน“หน่านหนาน คุณหนูคนนี้เป็นคนดีจริงๆ อย่างนั้นหรือ เจ้าบอกแม่มาตามตรง เป็นนางใช่หรือไม่ที่ตามใจจนเจ้าเสียคนเช่นนี้?แม้ว่าเหลียนเอ๋อร์จะขาดเรื่องศักดิ์ศรีและคุณธรรมไปสักหน่อย แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นหญิงสาวที่ดีเหตุใดพอได้รู้จักกับนางเจ้าถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า?”
เฉินเหลียนเอ๋อร์นิ่งไป
ด้านหนึ่งเป็นเพราะนางต้องการหักล้างเรื่องสหายรักดุจพี่น้องของท่านแม่ส่วนอีกด้านหนึ่งนางนึกย้อนกลับไปยังเรื่องที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ในใจรู้สึกโหวงเหวงแกว่งไปมา
เฉินเหลียนเอ๋อร์นึกย้อนกลับไปเมื่อช่วงหกเดือนก่อนที่สถานศึกษาตระกูลหยวนดูเหมือนว่านางจะมิได้เรียนรู้สิ่งใดเลย
เป็นเวลากว่าครึ่งปีที่วันทั้งวันนางเอาแต่คิดหาวิธีที่จะทำให้หยวนชิงจ้าวรู้สึกอับอายหรือไม่ก็เดินไปรอบๆ กับไป๋ฝูฉวี ชมดอกไม้เตะลูกขนไก่ ไม่เคยสนใจเรื่องการเรียนและการสอบแม้แต่น้อย
ถึงผลการเรียนที่ผ่านมาของเฉินเหลียนเอ๋อร์จะไม่ดีสักเท่าไรแต่ก็ยังพอจะผ่านเกณฑ์การทดสอบได้ ยามปกตินางก็ทุ่มเทกับมัน ไม่เคยที่จะหย่อนยานเช่นนั้นมาก่อน
ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมานางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอาจารย์หญิงเคยชี้แนะนาง ทว่านางก็มิเคยเอาอาจารย์หญิงมาไว้ในสายตาเลยสักครั้งคำชี้แนะเหล่านั้นเข้าหูซ้ายก็ออกหูขวาไป ได้ยินก็ทำเหมือนไม่ได้ยินอาจารย์หญิงจึงค่อยๆ เมินเฉยต่อนางไป
นอกจากนี้นางยังคิดว่าไป๋ฝูฉวีอยู่ร่วมสุขกับนางเสมอไม่ว่าจะพบสิ่งใดพวกนางก็ล้วนเผชิญร่วมกันมาโดยตลอด เมื่อเป็นเช่นนั้นนางจึงใช้วันเวลาที่ดูสบายเช่นนี้เสมอมา
เมื่อใกล้ถึงวันสอบเฉินเหลียนเอ๋อร์มีท่าทีตื่นตระหนก นางรู้ดีว่าตนนั้นจำอะไรไม่ได้เลย อีกทั้งไม่เคยใช้เวลาเพื่อศึกษาและท่องจำตำราเรียนสักครั้งไม่มีอะไรที่นางเข้าใจเลย
นางทนต่อไปไม่ไหวจึงไปถามไป๋ฝูฉวีว่าเตรียมพร้อมไปถึงไหนแล้วไป๋ฝูฉวีกล่าวกับนางพร้อมสีหน้าอมทุกข์ว่ายังเตรียมพร้อมได้ไม่ถึงไหนช่วงหลายวันมานี้นอนดึกเพราะเอาแต่อ่านบทละครพื้นบ้าน ตอนกลางวันก็เอาแต่สัปหงกจึงไม่ได้เอาเวลาไปอ่านหนังสือทบทวนตำราเลยแม้แต่น้อย
เฉินเหลียนเอ๋อร์เองก็เช่นกันน้ำมันตะเกียงที่ติดไว้กว่าค่อนคืน ห้องไป๋ฝูฉวีที่อยู่ตรงข้ามยังคงสว่างเห็นได้ชัดว่ายังไม่นอน ที่แท้ก็ยังคงอ่านบทละครพื้นบ้านเช่นเดียวกับนางนี่เอง
ยามนี้เมื่อลองนึกย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าตัวเองในตอนนั้นสติวิปลาสไปเสียแล้ว
มิได้อ่านตำราเลยแม้แต่น้อยเพราะคำพูดเช่นนั้นของไป๋ฝูฉวีเลยทำให้คิดว่าทุกคนคงเป็นเช่นเดียวกัน แค่กินๆดื่มๆ เที่ยวเตร่ มีเวลาว่างก็อ่านบทละครพื้นบ้านหนังสือตำราแค่แตะก็ยังไม่แตะเลยสักนิด
วันสุดท้ายของการสอบเหตุเพราะคืนก่อนหน้านางอดนอนอ่านบทนิทานพื้นบ้านมากไปเมื่อถึงเวลาสอบจึงทำให้นางไปสาย ตอนเขียนข้อสอบนางก็ง่วงนอนยิ่งกว่าลูกไก่จนที่สุดนางก็ได้แต่คิดว่าตัวอักษรที่เขียนอยู่บนข้อสอบนั้นเป็นเหมือนตำราสวรรค์ที่อ่านไม่ออกเพราะเช่นนั้นนางจึงเขียนแบบมั่วซั่วไป
ตอนสอบเสร็จในใจก็กระวนกระวายแต่เมื่อได้เห็นสีหน้าของไป๋ฝูฉวีที่ทำหน้าอมทุกข์ ไม่รู้ว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้เดินไปพูดกับไป๋ฝูฉวีว่าหากสอบไม่ผ่านก็จะไม่ผ่านด้วยกันทั้งสองคน
ในวันที่ผลการเรียนออกเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่กล้าดูท้ายที่สุดอาจารย์หญิงก็เป็นฝ่ายเดินมาเรียกนางเข้าไปในห้องด้วยตนเองนางถึงได้เข้าใจ
กัวซีฉือชื่ออยู่ลำดับแรกหยวนชิงจ้าวได้ลำดับที่สอง ทั้งสองคนมีคะแนนเท่ากัน ล้วนได้อยู่ในระดับชั้นที่หนึ่ง
ระดับชั้นที่หนึ่งมีสองคนจากนั้นลำดับถัดมาจากระดับชั้นที่หนึ่ง ระดับชั้นที่สองล้วนผ่านเกณฑ์ระดับหลังจากนั้นไม่ผ่านเกณฑ์
ซึ่งเฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ผ่านเกณฑ์
ไม่เพียงไม่ผ่านเกณฑ์แต่อีกแค่นิดเดียวนางก็จะได้ชื่อ “ยอดแย่” ยังดีที่อาจารย์หญิงมีความเมตตาสุดท้ายก็ให้นางได้ชื่อติดรั้งอยู่ในเกณฑ์ระดับที่สามซึ่งนั่นก็ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ไป๋ฝูฉวีนอกจากจะผ่านเกณฑ์แล้วนางยังสอบได้ลำดับที่สิบเจ็ดของเหล่านักเรียนหญิงในระดับที่สองอีกด้วย
ถึงแม้มันอาจจะยังไม่ดีแต่เมื่อนำมาเทียบกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็นับว่าดีมากแล้ว
ในตอนนั้นภายในใจของเฉินเหลียนเอ๋อร์รู้สึกอ่อนล้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เหล่าอาจารย์หญิงหลายท่านเรียกนางเข้าพบนางถึงได้รู้ว่ากฎของสถานศึกษาหากสอบไม่ผ่านเกณฑ์ก็จะถูกขับออกไปนั้นเป็นเรื่องจริง
ตามกฎแล้วในวันนั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์จะต้องเก็บของออกมาทั้งหมดแล้วกลับบ้านไปโดยไม่มีการเจรจาอื่นใดอีก
ก่อนหน้านี้เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่เคยตระหนักถึงจุดนี้มาก่อนในยามนี้มาเข้าใจสิ่งเหล่านั้น ทว่าเวลามันก็เดินไปจนสายเกินไปเสียแล้ว
แน่นอนว่านางไม่ยอมรับในปีนั้นได้รับคัดเลือกให้เข้าศึกษาที่สถานศึกษาตระกูลหยวนก็นับว่าเป็นเกียรติมากเรื่องหนึ่งเพราะเหตุนี้เฉินเหลียนเอ๋อร์จึงเป็นที่น่าพอใจแก่ตระกูลเฉินมานานพอสมควรพอมาถึงวันนี้วันที่ถึงจุดที่สถานศึกษาจะขับนางออก นางจะทนรับมันไหวได้อย่างไร?
ไม่ว่าจิตใจของนางจะรับไหวหรือไม่เรื่องราวเหล่านั้นมันก็ไม่หวนกลับมาแล้ว เฉินเหลียนเอ๋อร์ทำได้เพียงกลับไปนั่งร้องไห้ฟูมฟายที่ห้องนั่งลงพิจารณาว่าควรจะทำอย่างไรดี
ทำอย่างไรดี?ทำอย่างไรดี?
น่าเสียดายที่มันไม่มีแม้แต่วิธีการใดๆเฉินเหลียนเอ๋อร์นั่งตั้งแต่ฟ้าสางยันฟ้ามืด นางก็ยังมิอาจคิดหาวิธีที่จะทำอะไรได้บ้างเลย
หัวใจดวงหนึ่งแกว่งอยู่ในอากาศเหมือนไร้ที่ไปนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เฉินเหลียนเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงความกลัวและสิ้นหวัง
ในระหว่างนี้ไป๋ฝูฉวีก็ไม่ได้ปรากฏตัวออกมา
หลังจากนั้นพอถามว่านางไปที่ใดมานางกล่าวว่าผลการเรียนของนางถดถอยมากเกินไป กลายเป็นที่น่าขบขันของผู้อื่น จึงแอบไปร้องไห้คนเดียวมากว่าค่อนวัน
ดวงตาของไป๋ฝูฉวีแดงก่ำเมื่อกลับมาได้ยินเรื่องที่เฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ผ่านเกณฑ์และจะถูกขับออกจากสถานศึกษาทั้งสองคนจึงกอดคอกันนั่งร้องไห้จนเฉินเหลียนเอ๋อร์ลืมไปเสียสนิทเลยว่า ไป๋ฝูฉวีทำอย่างไรถึงสามารถสอบผ่านเกณฑ์ในครั้งนี้ได้
ตอนนี้เมื่อลองคิดดูนางช่างเป็นคนที่โง่งมมากจริงๆ
ทั้งสองคนอดหลับอดนอนทั้งคืนตะเกียงไฟส่องสว่างชัด นางแอบอ่านบทละครพื้นบ้าน ทว่าสิ่งที่ไป๋ฝูฉวีอ่านเกรงว่าจะเป็นตำราเรียน
ดังนั้นหนึ่งในพวกนางผู้หนึ่งจึงมีชื่อติดอยู่ในรายชื่ออีกคนแม้มิได้อยู่ในรายชื่อแต่อย่างน้อยก็ยังสามารถรักษาสถานะเมื่อครั้งเข้าเรียนของตนเอาไว้ได้ไม่ต้องกังวลใจว่าจะโดนให้ออกจากสถานศึกษาแล้ว
แต่ในตอนนั้นเหตุใดเฉินเหลียนเอ๋อร์ถึงคิดเรื่องนี้กันเล่า?
แน่นอนว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่กล้าไปไม่กล้าจะจากสถานศึกษาไป
ไป๋ฝูฉวีเองช่วยนางคิดหาวิธีแต่ก็อ้าง “ความอ่อนแอไร้สามารถ” เป็นแค่ดอกไม้สีขาวที่พูดซ้ำซากและไม่น่าสนใจไม่อาจทำสิ่งใดได้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่เกิดขึ้นได้เลยแม้แต่น้อย
อยู่อย่างสิ้นเปลืองไปถึงสองวันเต็มเฉินเหลียนเอ๋อร์ถึงได้รับข่าวดี นางมิจำเป็นต้องเก็บข้าวของออกจากสถานศึกษาเป็นการชั่วคราว
แม้จะเป็นคำว่า“ชั่วคราว” แต่ก็ถือว่าดีมากแล้ว
อาจารย์หญิงกล่าวว่ากัวซีฉือและหยวนชิงจ้าวที่สอบได้ระดับชั้นที่หนึ่งทราบผลการเรียนของนางและคิดว่าการให้ออกจากการเรียนถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายจึงขอร้องท่านเจ้าสำนักให้มอบโอกาสอีกสักครั้งหลังจากกลับมาเรียนก็ให้ทำการสอบอีกครั้ง เพียงครั้งนี้สอบผ่านก็จะยกเลิกการออกจากสถานศึกษาหลังจากนี้จะต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน จะให้เกิดความผิดพลาดเหมือนอย่างครั้งนี้ไม่ได้อีกแล้ว
เดิมทีเฉินเหลียนเอ๋อร์ได้ยินก็รู้สึกดีใจยิ่งนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ได้ยินว่ากัวซีฉือและหยวนชิงจ้าวที่เคยมีปัญหาด้วย ออกโรงยื่นมือเข้ามาช่วยนางเฉินเหลียนเอ๋อร์ยังคิดว่าแท้จริงแล้วทั้งสองคนนั้นมิได้เลวร้ายอย่างที่นางคิดถือเป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกนึกย้อนไปถึงความทะนงของตนเอง
แต่ไป๋ฝูฉวีที่รู้ข่าวนี้กลับรู้สึกโกรธขึ้นมา
นางกล่าวด้วยสีหน้าที่น่าเชื่อถือว่าการกระทำเช่นนั้นของหยวนชิงจ้าวต้องมิใช่เจตนาดีเดิมทีทั้งสองคนก็มีความบาดหมางกันอยู่แล้ว การที่หยวนชิงจ้าวทำเช่นนั้นก็เพื่อนำคะแนนในระดับชั้นที่หนึ่งมาทำให้อับอายจำต้องมีสิ่งใดที่ไม่ชอบมาพากลแอบแฝงอยู่
ไป๋ฝูฉวียังกล่าวอีกว่าการกระทำของหยวนชิงจ้าวนั้นน่าละอายใช้อำนาจของเจ้าสำนักเข้ามาแทรกแซงเรื่องศิษย์อีกทั้งตนยังเป็นหลานสาวของเจ้าสำนัก แม้จะสามารถทำอย่างที่ต้องการทำให้กฎที่มีการระบุเอาไว้เป็นอย่างดีเกิดการเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดว่าต้องการผลักให้เฉินเหลียนเอ๋อร์เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย ให้นางกลายเป็นที่น่าหัวเราะของผู้คนเพื่อให้ตนเองกลายเป็นผู้มีคุณธรรมน้ำใจงาม อีกทั้งยังทำให้เฉินเหลียนเอ๋อร์รู้สึกขอบคุณและเลื่อมใสอีกด้วย
เฉินเหลียนเอ๋อร์ได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็เกิดอารมณ์ขุ่นเคืองขึ้นมาทันทีความรู้สึกซาบซึ้งในช่วงแรกตอนนี้ได้บินขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นเก้าเสียแล้วนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดในตอนที่เห็นเยี่ยนเจาเจากำลังพูดคุยอยู่กับเจียงไหวที่หน้าจวนว่าการก่อนหน้านี้ถึงไม่อาจควบคุมปากของตนจนถึงขั้นพูดจาถากถางเช่นนั้นออกมาได้
ตลอดมาเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่เคยนึกแคลงใจต่อไป๋ฝูฉวีเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้จู่ๆเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็นึกขึ้นได้ว่าความเชื่อมั่นของตนนั้นเป็นแค่เรื่องที่น่าหัวเราะเป็นสิ่งที่ดูเปราะบางอ่อนแอได้มากถึงเพียงนี้
นางผงะไปครู่หนึ่งด้านหนึ่งคิดไปว่าตนนั้นเชื่อมั่นผิดคนแล้ว อีกด้านก็ยังคงยืนกรานว่าไป๋ฝูฉวีไม่ได้เป็นคนเช่นนั้นในใจของนางเหมือนมีสงครามระหว่างมนุษย์และสวรรค์เกิดขึ้น
นายหญิงเฉินเห็นความขัดแย้งที่เกิดในใจของเฉินเหลียนเอ๋อร์แค่มองก็รู้ว่าไป๋ฝูฉวีไม่ได้เป็นคนดีอะไร จึงพยายามอดทนเกลี้ยกล่อมตนเองให้ระงับความโกรธเอาไว้เสียก่อน