"สายกวนเมืองจากไหนวะ!โทรมาแล้วไม่พูด!"
อาภพกระแทกหูโทรศัพท์ตั้งโต๊ะลงกับแป้นอย่างเดือดดาลหลังจากกดรับสายแล้วมีเพียงความเงียบงันกวนประสาทชายวัยกลางคนสบถคำหยาบคายพลางหมุนตัวเดินกลับมาที่หน้าภาพเขียนสีน้ำมันฝาผนังอีกครั้งมือหนาอันสั่นเทาเอื้อมไปกระชากบานประตูเหล็กกล้าให้เปิดกว้าง แสงไฟสลัวส่องเข้าไปภายในช่องว่างอันว่างเปล่า...กล่องไม้กำมะหยี่สีดำสนิทที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น บัดนี้มันได้หายไปแล้ว!
"ไม่...ไม่จริง...มันหายไปได้ยังไง!"
อาภพแผดเสียงลั่นห้องทำงานอันมืดมิดใบหน้าที่เคยภูมิฐานบิดเบี้ยวด้วยความคลุ้มคลั่งและตื่นตระหนกสุดขีดชายวัยกลางคนทรุดตัวลงคุกเข่าพยายามเอามือล้วงเข้าไปคลำหาในซอกตู้เซฟราวกับคนเสียสติทว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาถูกชิงตัดหน้าไปแล้ว
"ไอ้ทนายหน้าจืดนั่น...ต้องเป็มันแน่ ๆ!" อาภพขบกรามจนเส้นเืขมับปูดโปนเขามั่นใจว่าเป็ฝีมือของนนทพัทธ์ชายหนุ่มรีบกุมไม้เท้าหัวสิงห์สาวเท้าพยุงร่างซีดเซียวออกไปที่โต๊ะหน้าห้องทำงานทันที
"ต่อสายหาหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยเดี๋ยวนี้!"อาภพตวาดสั่งการผ่านระบบอินเตอร์คอมไม่กี่อึดใจ หัวหน้า รปภ.ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง
"เปิดกล้องวงจรปิดชั้นนี้ดูเดี่ยวนี้!มีคนบุกรุกเข้ามาในห้องทำงานของชั้น!"
ทว่าเมื่อหัวหน้ารปภ. เปิดระบบบันทึกภาพย้อนหลังผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ ทุกคนกลับต้องเบิกตากว้าง...สัญญาณกล้องวงจรปิดในช่องทางเดินหน้าห้องทำงานของอาภพดับมืดเป็หน้าจอสีดำสนิท ใน่เวลาห้านาทีที่ผ่านมาพอดีเป๊ะด้วยระบบฝีมือการแฮกที่แเีของนนทพัทธ์
"ปัดโธ่เว้ย!พวกแกทำงานกันยังไงวะ! ปล่อยให้ระบบล่มใน่เวลาแบบนี้ได้ยังไง!"อาภพเหวี่ยงไม้เท้าใส่โต๊ะทำงานอย่างบ้าคลั่ง รปภ. ทั้งชุดได้แต่ก้มหน้าตัวสั่น
ความหวาดระแวงเริ่มกัดกินจิตใจของจอมบงการถ้าหากหลักฐานชิ้นนั้นหลุดไปถึงมือตำรวจ หรือหลุดไปถึงไอ้อคิน...ชีวิตที่เสวยสุขบนกองเงินกองทองของเขาตลอดสิบปีต้องจบสิ้นลงทันทีอาภพสูดหายใจเข้าลึกพยายามรวบรวมสติที่เหลืออยู่ข่มความกลัวไว้ใต้หน้ากากอันเยือกเย็น
"ชานนท์..."อาภพต่อสายหาเลขาลับของตนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่เหี้ยมเกรียม"แกไปเตรียมคนมา... สืบให้แน่ชัดว่าไอ้นนทพัทธ์มันอยู่ที่ไหน มันเอาหลักฐานไปแล้วคืนนี้ถ้าจำเป็ต้องใช้วิธีสกปรกงัดห้องมันเพื่อเอาของคืน ก็ต้องทำ! ถ้ามันหลุดไปถึงมือไอ้อคิน...พวกเราจบเห่แน่!” เสียงชราตวาดลั่นจนชานนท์ต้องผละโทรศัพท์ออกห่างหู
"ท่านครับ... ผมขอถามตรง ๆ เถอะ" ชานนท์เค้นเสียงต่ำแววตาเต็มไปด้วยความสงสัยที่เก็บงำมานาน "ทำไมสิบปีที่ผ่านมา ท่านถึงไม่ทำลายหลักฐานนั่นทิ้งไปซะ?ถ้าโยนมันทิ้งแม่น้ำหรือเผาไปั้แ่ตอนนั้นเื่มันก็จบไปตั้งนานแล้ว ไม่ต้องมานั่งระแวงแบบนี้!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมปลายสายไปอึดใจใหญ่ก่อนที่อาภพจะแค่นหัวเราะออกมาอย่างแหบพร่าเป็เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันในโชคชะตาและความโลภ
(“แกยังอ่อนหัดเกินไปชานนท์...ในโลกธุรกิจที่เสือสิงห์กระทิงแรดจ้องจะกัดกินกัน ของอันตรายที่สุดนั่นแหละ คือ‘ยันต์กันตาย’ ที่ดีที่สุด”) อาภพเค้นเสียงเล่าความจริงที่เขาเก็บงำไว้สิบปี
(“แกคิดว่าสิบปีก่อน หลังจากที่ฉันจัดฉากป้ายความผิดให้ไอ้ธวัชชัยแล้วพี่ชายของฉันจะไม่สงสัยอะไรเลยเหรอ? มันเริ่มระแคะระคายและสั่งคนสืบเื่หนี้พนันของฉันอย่างลับๆ... ฉันเลยต้องเก็บเครื่องมือชิ้นนั้นไว้ เผื่อว่าวันไหนที่พี่ชายฉันจับได้ฉันจะใช้มันเป็ข้อต่อรองเพื่อเอาตัวรอดหรือใช้แบล็กเมล์เพื่อบีบให้มันส่งมอบหุ้นบริษัทให้ฉัน!”)
อาภพสูดหายใจลึกภาพความหลังอันมืดมนผุดขึ้นมา
(“แต่แล้วไอ้พี่ชายหน้าโง่ของฉันดันฆ่าตัวตายไปซะก่อนเพราะเครียดเื่บริษัทล้มละลาย...พออคินมันโตขึ้นและก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธาน มันก็กลายเป็คนที่เก่งกาจและดุดันจนน่ากลัวอำนาจในบริษัทของฉันเริ่มสั่นคลอน ฉันจึงยิ่ง ‘ทำลายหลักฐานชิ้นนั้นไม่ได้’เพราะถ้าวันไหนที่ไอ้อคินมันเกิดหักหลังฉัน หรือคิดจะเขี่ยอาแท้ ๆอย่างฉันทิ้งจากบอร์ดบริหาร... เครื่อง Autopen ชิ้นนั้นแหละที่ฉันจะใช้มันแฉเพื่อลากบริษัทอัครเดชโภคินให้พังพินาศไปพร้อมกับฉัน!”)
ความจริงข้อนี้ตบหน้าชานนท์อย่างแรงจิตวิทยาของอาภพไม่ใช่ความสะเพร่า แต่เป็ ความหวาดระแวงและความโลภที่มองว่าหลักฐานมัดตัวคืออาวุธชิ้นสุดท้ายที่จะใช้ ‘ตายตกไปตามกัน’หากวันใดวันหนึ่งเขาถูกหักหลัง
(“ฉันเก็บมันไว้เพื่อเป็ข้อต่อรองสุดท้ายในชีวิต...แต่ฉันนึกไม่ถึงว่าความระแวงของฉันมันจะกลายเป็ดาบที่ย้อนกลับมาเชือดคอตัวเองเพราะไอ้ทนายหน้าจืดนั่น!ไปลากคอพวกมันมา! เอาของของฉันคืนมาให้ได้!”)
อาภพกดตัดสายไปทิ้งให้ชานนท์นั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย รถเก๋งสีดำเคลื่อนตัวออกสู่ความมืดมิดเดินหน้าสู่แผนการปล้นห้องพักของทนายหนุ่มตามคำสั่งของจอมบงการที่บัดนี้ติดกับดักความระแวงของตัวเองจนหมดทางสู้ !