เช้าวันต่อมาแสงแดดสีทองอ่อนๆสาดส่องลงมายังบ้านเรือนสายลมเย็นพัดผ่านเบาๆพร้อมกับเสียงนกที่ร้องจิ๊บๆในเช้าของทุกๆวัน
ณโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
เวลา 08:12 น.
หลังจากเสร็จกิจกรรมหน้าเสาธงเหล่านักเรียนทยอยกันเดินแยกย้ายกลับเข้าอาคารเรียนด้วยท่าทางร่าเริงตามปกติ
ทว่า...สำหรับประธานนักเรียนอย่างธันวา ภาพความวุ่นวายตรงหน้ากลับดูไกลออกไปทุกที ร่างสูงในชุดนักเรียนเรียบร้อยยืนนิ่งอยู่ข้างเสาธงนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนมองเหม่อออกไปอย่างไร้จุดหมายใบหน้าคมคายฉายแววความเครียดและเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
ตลอดทั้งคืนจรดเช้าวันใหม่ในหัวของเขาวนเวียนอยู่กับความจริงอันน่าอดสู... ความจริงที่ว่าปู่แท้ๆของเขาคือคนที่ยัดเงินสั่งปิดคดีการตายของพ่อแม่รุ่นน้องและเป็นคนบีบให้เด็กหนุ่มคนนั้นต้องจมปลักอยู่กับความแค้นมาตลอดหลายปี
ยิ่งเห็นริวยืนอยู่ในแถวห้องม.5/1 ด้วยสีหน้าอมทุกข์เพราะกำลังมืดแปดด้านที่ไม่รู้จะไปสืบหาเบาะแสต่อจากไหนธันวาก็ยิ่งรู้สึกจุกแน่นในอกราวกับมีก้อนหินใหญ่ทับไว้
ยังพูดตอนนี้ไม่ได้...
ธันวาเตือนสติตัวเองในใจอย่างหนักหน่วงหากเขารีบบอกความจริงออกไปตอนนี้ ริวคงตั้งตัวไม่ทันและแผนงานฟอกเงินของปู่ที่ผูกติดอยู่กับความปลอดภัยของพ่อแม่เขาที่อังกฤษก็อาจจะระเบิดจนควบคุมไม่ได้
ก่อนที่เสียงออดสัญญาณเข้าเรียนวิชาแรกในคาบเช้าจะดังขึ้นธันวาก็ก้าวพาตัวเองตรงดิ่งไปยังห้องเรียนที่รุ่นน้องกำลังเรียนอยู่ทันที
ณ ห้องเรียนม.5/1
ธันวาเลื่อนบานประตูห้องเรียนเปิดออกสายตาจ้องตรงไปหาเด็กหนุ่มร่างเล็กที่กำลังนั่งโต๊ะแถวติดหน้าต่าง โดยที่นักเรียนในห้องคนอื่นๆไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยก่อนจะเรียก
“ริว...ออกมาคุยกับพี่ข้างนอกแป๊บหนึ่งสิ”
ประโยคนั้นทำให้เพื่อนทั้งห้องหันมองเขาพร้อมกันริวชะงักไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ยอมลุกขึ้นก้าวเท้าเดินตามรุ่นพี่ประธานสภานักเรียนออกมายังระเบียงทางเดินริมสวนหย่อมหลังอาคารเรียนซึ่งเป็นพื้นที่เงียบสงบไร้นักเรียนคนอื่นๆพลุกพล่าน
ธันวาเดินนำไปอยู่ด้านหน้าไม่ไกลอย่างเนิบนาบพลางทอดสายตามองทิวทัศน์ที่ระเบียงด้านข้าง เขาพยายามสะกดอารมณ์ซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มบางๆก่อนจะหยุดเดินแล้วเริ่มหาเรื่องคุยไปเรื่อยเปื่อยเพื่อกลบเกลื่อน
“เช้านี้ริวเป็นยังไงบ้างล่ะตอนที่อยู่หน้าเสาธง พี่เห็นน้องดูซึมๆเลยนะ”
ริวหลุบตาลงเล็กน้อย“ครับ ผมก็แค่…”
“ก็นั่นแหละแต่ไม่เป็นไรนะ อย่างน้อยการที่น้องมีเป้าหมายในชีวิตมันก็เป็นเรื่องที่ดีมากเลยนะริว”
“อย่างน้อยตอนตื่นนอนขึ้นมาทุกเช้าน้องก็ยังรู้ว่าตัวเองตื่นขึ้นมาเพื่อทำอะไร... เพื่อใคร”
ประโยคนั้นทำให้ริวขมวดคิ้วเล็กน้อยหันมามองเสี้ยวหน้าของคนตัวสูงกว่าด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรแทรก
“ผิดกับพี่...”ธันวาแค่นหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อยอย่างน่าประหลาด “หึพี่ไม่มีเป้าหมายอะไรเลยสักอย่าง ที่ยอมทนอยู่กับตาแก่นั่นไปวันๆ… ก็แค่อยากให้พ่อกับแม่ได้ใช้ชีวิตที่อังกฤษแค่นั้นเอง”
“บางทีพี่ก็ยังตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่าสิ่งที่พี่เสียสละยอมอยู่นี่... มันมีความหมายกับพวกเขาจริงๆหรือเปล่านะ”
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลงริวจ้องมองรุ่นพี่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เด็กหนุ่มขยับก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด
“มีความหมายสิครับ!”ริวสบตาคมคายคู่นั้นอย่างไม่หลบเลี่ยง “สิ่งที่พี่ทำอยู่ทั้งหมดสิ่งที่พี่ยอมแลกเพื่อปกป้องครอบครัว... มันมีความหมายมากๆ เลยล่ะครับ”
คำพูดเรียบง่ายนั้นทำให้หัวใจของธันวากระตุกวูบชายหนุ่มไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขาค่อยๆหันใบหน้ากลับมามองรุ่นน้องตัวเล็กนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสั่นระริกด้วยความรู้สึกหน่วงในอกก่อนจะระบายลมหายใจยาวแล้วพูดถึงยศถาบรรดาศักดิ์ที่ตัวเองแบกรับอยู่
“เหอะ...แล้วถ้าพี่ไม่ได้เป็นหลานผู้อำนวยการล่ะ ถ้าพี่ไม่ได้เป็นประธานสภานักเรียน ไม่ได้มีเงิน...ถ้าตัดเรื่องพวกนั้นออกไปหมดแล้ว”
“พี่ก็อาจจะเป็นได้แค่…ไอ้คนไร้ค่า ที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตอีกคนหนึ่ง”
“ไม่จริงหรอกครับ!” ริวสวนขึ้นมาทันควันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเต็มปากเต็มคำนัยน์ตาของเด็กหนุ่มฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ข้อกังขา
“ต่อให้พี่จะไม่ได้มีตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์พวกนั้น! พี่มี… คุณค่าในตัวเองครับ”
ประโยคที่ออกจากปากของริวเหมือนกับสายน้ำเย็นฉ่ำที่ชโลมลงบนแผ่นดินที่แตกแห้งความรู้สึกอึดอัดและตราบาปอันหนักอึ้งที่ธันวาแบกรับมาตลอดทั้งคืนพลันสลายหายไปกลายเป็นความรู้สึกใจฟูขึ้นมาทันที
ชั่วชีวิตที่ผ่านมาธันวามีความรู้สึกว่าเขาถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือที่เอาไว้ใช้งานของผู้เป็นปู่มาโดยตลอดทุกคนเข้าหาเขาเพราะตำแหน่งและอำนาจ เด็กผู้ชายตัวเล็กๆตรงหน้าคนนี้กลับเป็นคนแรกที่มองเห็นคุณค่าในตัวตนที่แท้จริงของเขาโดยไม่สนใจเปลือกนอกอันเน่าเฟะพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของประธานหนุ่มฉายประกายอบอุ่นขึ้นมาอย่างปิดไม่มิดริมฝีปากค่อยๆขยับยิ้มขึ้นมาบางๆ อย่างน้อย...ในมรสุมนรกที่เขากำลังเผชิญอยู่ตรงนี้ การได้รู้ว่าตัวเองมีคุณค่าในสายตาของริวมันก็คุ้มค่าพอที่จะทำให้เขาพร้อมจะสู้ต่อแล้ว
บรรยากาศละมุนอบอุ่นรอบตัวพลันเงียบสงบลงไปชั่วขณะริมฝีปากของธันวาที่ขยับยิ้มบางๆค่อยๆหุบลงนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนสลับวูบไหวด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่ตีตื้นขึ้นมาจุกที่อกข้างซ้าย
ประโยคที่ริวบอกว่าเขามีคุณค่า...มันชุบเลี้ยงหัวใจที่เหี่ยวเฉาของเขาได้ก็จริงทว่ามันก็ยิ่งเตือนสติเขาให้ตระหนักถึงสิ่งที่เขากำลังแบกไว้เช่นกัน
“แล้ว…ที่พี่เรียกผมมา พี่มีเรื่องอะไรเหรอครับ” ริวถามขึ้น
ธันวาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“…เรื่องคดีพ่อแม่ของริวน่ะ พี่รู้แล้วนะ... ว่าคนที่สั่งปิดคดีเป็นใคร”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วร่างเล็กของริวชะงักกึกนัยน์ตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้าง หัวใจของริวเต้นรัวๆราวกับจะทะลุออกมานอกอกสัญชาตญาณความแค้นที่สั่งสมมานานนับสิบปีพุ่งขึ้นสูงปรี๊ดจนแทบควบคุมไม่อยู่
เด็กหนุ่มถอนหายใจสะอื้นโถมตัวก้าวเข้าหาธันวาด้วยดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์สองมือสั่นเทิ้มด้วยความหวังอันสว่างวาบ
“พะ...พี่รู้เหรอครับ!” ริวถามเสียงสั่น รุกต้อนด้วยความร้อนรน “เขาคือใครครับ!บอกผมที! คนที่สั่งปิดคดี... มันเป็นใครครับ!!”
ริวจ้องมองใบหน้าคมคายอย่างคาดหวังนั่นคือสิ่งที่เขาตามหามาทั้งชีวิต มันคือเบาะแสเดียวที่เขายอมถวายชีวิตเพื่อแลกกับการได้ล้างแค้นให้พ่อกับแม่
ทว่า...ธันวากลับหลุบสายตาลงต่ำ ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่นเบือนหน้าหนีสายตาอันโหยหาความจริงคู่นั้นอย่างใจดำ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าคนที่สั่งปิดคดีการตายของรุ่นน้องตรงหน้าคือปู่ของตัวเองแต่ธันวาไม่ได้พูดออกไป...
เขาเลือกจะแบกทุกอย่างไว้คนเดียวเหมือนที่เคยยอมแบกรับเพื่อพ่อแม่ เหมือนที่เคยยอมแบกรับใต้เงาของปู่และตอนนี้เขากำลังทำแบบเดียวกันกับริว โดยคิดไปเองฝ่ายเดียวว่านี่คือ การปกป้องไม่ให้เด็กหนุ่มตรงหน้าต้องวู่วามจนทำให้ปู่รู้ตัวแล้วโดนสั่งเก็บและเพื่อไม่ให้งานฟอกเงินล่มจนพ่อแม่ที่อังกฤษต้องซวยไปด้วย
มือหนายื่นไปแตะไหล่ริวเบาๆนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววเด็ดเดี่ยวแต่ปราศจากคำอธิบาย
“รอพี่ก่อนนะริว...”ธันวาพูดเสียงเบา
“รอเหรอครับ…พี่จะให้ผมรออะไรอีก”
“เชื่อใจพี่…”
“ชีวิตผมรอมานี่สิบปีแล้วนะ และมันยังไม่พออีกเหรอครับ!” ริวเผลอขึ้นเสียง
“อดทนรอพี่อีกนิดเดียวนะริว”
ธันวาพูดจบแค่นั้น...ก่อนจะหมุนตัวและก้าวเท้าเดินผละออกจากระเบียงทอดสายตาตรงไปข้างหน้าโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง หรืออธิบายความหมายของการที่เขาบอกให้เด็กหนุ่มรอเลยแม้แต่คำเดียว
ริวยืนนิ่งขึงอยู่กับที่...จ้องมองแผ่นหลังกว้างของรุ่นพี่ประธานสภานักเรียนค่อยๆเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ความอบอุ่นเมื่อครู่สลายหายไปในพริบตา...ถูกแทนที่ด้วย ความโกรธแค้นที่เริ่มปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
กำปั้นสองข้างของเด็กหนุ่มกำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อความคิดที่เคยสงสัยผู้อำนวยการโรงเรียนผุดย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง...สายตาที่ธันวาใช้มองเขาเมื่อครู่ มันไม่ใช่สายตาของผู้บริสุทธิ์แต่เป็นสายตาของคนที่กำลังปกปิดบางอย่างเอาไว้
แต่สิ่งที่ธันวาไม่เคยเข้าใจเลยก็คือ...ริวไม่เหมือนพ่อของเขาที่อยู่อังกฤษ แต่ริวคือคนที่แบกบาดแผลและความแค้นมาตลอดสิบปีเต็มและไม่อยากให้ใครมาตัดสินใจหรือจัดการแทน
การที่ธันวาบอกให้ริวและรอสำหรับริวแล้วมันไม่ใช่การปกป้อง แต่มันคือการกีดกั้นเขาให้ออกจากเป้าหมายที่เขาตามหามาทั้งชีวิต
รอยร้าวระหว่างรุ่นพี่ผู้เอาแต่แบกโลกไว้คนเดียวกับรุ่นน้องผู้แบกความแค้น... ได้เริ่มเป็นรอยร้าวเล็กๆ ณ ระเบียงทางเดินแห่งนี้
ณห้องเรียน ม.5/1
เวลา09:15 น.
เสียงของครูประจำวิชาบรรยายเนื้อหาบนหน้าชั้นเรียนดังสะท้อนผ่านลำโพงไปเรื่อยๆทว่าเสียงเหล่านั้นกลับไม่ได้เล็ดลอดเข้าสู่หัวใจของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างเลยแม้แต่น้อย
ริวนั่งจ้องมองสมุดจดตรงหน้านิ้วเรียวเกร็งแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด นัยน์ตาฉายแววเหม่อลอยและสับสนอย่างหนักในหัวของเขายังคงมีเสียงทุ้มต่ำของธันวาดังก้องซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดหย่อน
จะว่าไปแล้ว...เรื่องคดีพ่อแม่ของริวน่ะ พี่รู้แล้วนะ... ว่าคนที่สั่งปิดคดีเป็นใคร
รอพี่ก่อนนะริว...เชื่อใจพี่
คำพูดเหล่านั้นมันเหมือนกับเข็มพิษ ที่แทงลงมากลางอกของเด็กหนุ่มว่าทำไมถึงไม่ยอมบอกเขา แต่ถ้าถ้าปฏิเสธว่าไม่รู้...เขายังพอเข้าใจได้ แต่การที่บอกว่า รู้ แล้วสั่งให้ รอโดยปราศจากคำอธิบายใดๆ
ภาพความทรงจำเกี่ยวกับรุ่นพี่ประธานสภานักเรียนคนนี้ที่เคยมองดูอบอุ่นเป็นที่พึ่งพาได้พลันลดวูบลงอย่างรวดเร็วในใจของริว
พี่เขาปิดบังอะไร...ทำไมถึงไม่ยอมบอกผมล่ะ
ความคิดเก่าๆผุดย้อนกลับเข้ามาในเรื่องของธันวาคือหลานชายแท้ๆของผู้อำนวยการโรงเรียนริวเม้มริมฝีปากแน่น
ผมเคยสงสัยเขา… แต่ก็หาหลักฐานไม่ได้
ส่วนพี่เขาก็น่าจะรู้หลายอย่างในโรงเรียนนี้และเข้าถึงข้อมูลได้มากทั้งมีประโยชน์กับผมมากด้วยเหมือนกัน…
ริวจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างดวงตาคู่เรียบเฉียบพลันฉายแววหนักใจ
แต่เสียที่ผมควบคุมพี่เขาไม่ได้เลยสักอย่างเนี่ยสิครับ
นั่นคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับริวในเวลานี้เพราะธันวาไม่ใช่คนที่จะยอมทำตามคำสั่งใครง่ายๆ
ก็แหงล่ะพี่เขาก็เป็นถึงระดับประธานสภานักเรียนหนิ จะฟังใครง่ายๆที่ไหนกันล่ะครับ...
สัญชาตญาณเตือนเขาว่ารุ่นพี่คนนี้กำลังทำนอกเหนือแผนการของเขาอยู่และอาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แผนการของเขารวนหรือผิดพลาดได้ทุกเมื่อ
ถึงอย่างนั้นแล้วพี่เขาก็ยังมีประโยชน์กับผมมากจริงๆ ถ้าควบคุมไม่ได้... ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีสิครับ!
เมื่อนึกขึ้นได้แบบนั้นแล้วริวก็ตัดสินใจว่าเขายังคงต้องรักษาความสัมพันธ์กับธันวาไว้และใช้ตำแหน่งประธานสภานักเรียนของอีกฝ่ายเป็นโล่ป้องกันต่อไปแต่ในเมื่อธันวาเลือกที่จะปิดบัง เขาก็จะค่อยๆเว้นระยะห่างออกมาจากรุ่นพี่คนนี้อีกครั้ง
จากนี้ไปแผนการสืบหาตัวคนที่สั่งปิดคดีริวจะต้องเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเองโดยที่ธันวายังคงถูกวางตำแหน่งโล่ในแผนการ...แต่เขาจะไม่มีวันปล่อยให้รุ่นพี่คนนี้ได้รับรู้เรื่องราวมากไปกว่านี้และเข้ามาแทรกแซงเด็ดขาด!