บทที่ 17 การแย่งชิงอำนาจในการดูแลจวน (2)
ผู้ดูแลหลี่รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและกล้ามเนื้อที่สั่นเทา น่าขยะแขยงยิ่งนัก “เรียนคุณหนูใหญ่ แม้ว่าข้าจะเป็ผู้ดูแลรับผิดชอบด้วยตนเอง แต่ในเื่ของขนาด ตอนที่ตัดเย็บนั้นไม่ได้วัดขนาดของคุณหนูใหญ่ ไม่ทราบว่าจะพอดีตัวหรือไม่? คุณหนูลองสวมใส่ดูก่อนดีหรือไม่ หากไม่พอดีข้าจะนำไปแก้ไขให้เรียบร้อย หากแก้ไขเสร็จแล้วค่อยให้คุณหนูสวมใส่ให้นายท่านดู?”
“ผู้ดูแลหลี่พูดเช่นนี้ได้อย่างไร? ขนาดตัวของข้ามีบันทึกไว้ในคลังสินค้าอยู่แล้ว จะไม่พอดีได้อย่างไร? หรือผู้ดูแลไม่อยากให้ข้าสนิทสนมกับท่านพ่อใช่หรือไม่? บังอาจยิ่งนัก?! เ้าจงใจยุยงให้ข้าทะเลาะกับท่านพ่อ ข้าจะไม่ไว้ชีวิตเ้า!”
“ข้า ข้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น!” ผู้ดูแลหลี่ใจนคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาครู่ใหญ่
เมื่อฉินหยวนเอ่ยปากให้เขาลุกขึ้น แม่นมหลินก็ได้ออกจากประตูไปที่เรือนใหญ่แล้ว
เมื่อฉินจงเจิ้งได้ยินแม่นมหลินพูดเช่นนั้น เขาก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที เพราะใน่หลายมานี้ฉินหยวนไม่สนใจไยดีเขาเลยแม้แต่น้อย
ทว่าวันนี้เพียงแค่เื่เสื้อผ้าเล็กน้อยเท่านั้นกลับทำให้นางดีใจเช่นนี้ ฉินจงเจิ้งคิดในใจว่าบุตรสาวคนนี้ช่างโง่เขลายิ่งนัก เพียงแค่เสื้อผ้าชุดเดียวก็ทำให้นางดีใจได้ถึงเพียงนี้แล้ว!
หลังจากนี้ไม่ใช่ว่าเขาจะควบคุมนางได้ตามใจชอบหรอกหรือ?
ทันใดนั้น ความมืดมนในใจก็สลายไปอย่างสิ้นเชิง ฉินจงเจิ้งจึงลุกขึ้นแล้วมุ่งหน้าไปยังเรือนบัวหยกทันที
“ท่านพ่อมาเร็วอะไรเยี่ยงนี้!” ฉินหยวนคว้าแขนเสื้อของฉินจงเจิ้ง แล้วพาเขาไปนั่งที่เก้าอี้ “หงอวี้ รีบชงชาให้ท่านพ่อเร็วเข้า”
แล้วนางก็เสริมอีกประโยค “ชงชาที่ดีที่สุดด้วยล่ะ!”
ฉินหยวนส่งสายตาให้หงอวี้ และหงอวี้ก็เข้าใจในทันที จึงไปหยิบใบชาที่แย่ที่สุดจากห้องเก็บของมาหนึ่งชุด ใบชานั้นไม่รู้ว่าเก็บไว้นานเท่าใดแล้ว ไม่เคยััแสงแดดเลย ทำให้มีกลิ่นอับชื้นมาก คนอย่างฉินจงเจิ้งที่เคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย คงไม่เคยเห็นชาเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
“ท่านพ่อ หยวนเอ๋อร์ชอบชุดนี้มากเลยเ้าค่ะ!” ฉินหยวนเอาชุดมาวางทาบลำตัวให้ฉินจงเจิ้งดู
ฉินจงเจิ้งมักจะมองอนุภรรยาราวกับของเล่นมาโดยตลอด แม้แต่บุตรสาวเบี้ยต่อรองในการค้าขาย ซื้อขายได้ตามใจชอบ เขาจึงไม่รู้ว่าชุดนี้เป็การตัดเย็บแบบเก่าั้แ่ปีที่แล้ว
เพียงแต่เสื้อผ้าชุดนี้ เขาเคยเห็นฉินอิงใส่ชุดที่เหมือนกันนี้ทุกกระเบียดนิ้ว เดาได้ว่าผู้ที่รับผิดชอบคงไม่ใส่ใจ เอาชุดเก่านี้มาหลอกคนในเรือนบัวหยก
ฉินจงเจิ้งรู้ดีอยู่แก่ใจ เพียงแต่ในเวลานี้ไม่เหมาะที่จะแสดงความโกรธเคืองออกมา…
ฉินจงเจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงยิ้มออกมา “สีสันเช่นนี้ช่างเหมาะกับหยวนเอ๋อร์จริง ๆ”
“ท่านพ่อพูดจริงหรือเ้าคะ?” ฉินหยวนดีใจจนแทบจะะโ นางยังคงพูดจาออดอ้อนฉินจงเจิ้งต่อ “งั้นข้าจะไปลองใส่ให้ท่านพ่อดูเดี๋ยวนี้เลยเ้าค่ะ”
ฉินหยวนถือชุดเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะถอดเสื้อคลุมออก แล้วสวมกระโปรงสีแดงอย่างคล่องแคล่ว สีสันของชุดนั้นช่างดูธรรมดาและล้าสมัยเป็อย่างมาก เกรงว่าแม้แต่บุตรสาวของอนุภรรยายังไม่อยากจะมอง แล้วฉินจงเจิ้งคิดว่านางจะชอบมันได้อย่างไร?
หลังจากใส่ชุดเสร็จ ฉินหยวนก็มองดูตัวเองในกระจกด้วยความรังเกียจเล็กน้อย ชุดนี้ยังเทียบกับชุดคลุมสีเรียบที่นางเพิ่งใส่เมื่อครู่ไม่ได้เลย
ฉินหยวนเดินไปที่เตียง ก่อนจะหยิบกรรไกรออกมาจากใต้หมอน
จากนั้นนางตัดด้ายจากด้านในชุดออกมาเล็กน้อย ดูแล้วน่าจะพอใช้ได้ รอครู่หนึ่ง… พอใช้แรงดึงปลายแขนเสื้อทั้งหมดน่าจะฉีกขาด จากนั้นฉินหยวนเก็บสีหน้าให้ดูพอใจแล้วเดินออกไปข้างนอกทันที
ฉินหยวนยิ้มจนตาเป็ประกาย พูดกับฉินจงเจิ้งว่า “ท่านพ่อเ้าคะ ลูกดูสวยหรือไม่เ้าคะ?”
ฉินจงเจิ้งมองเห็นรอยยิ้มนั้นราวกับว่าเขาเพิ่งค้นพบดินแดนใหม่ เขารู้สึกประหลาดใจที่ไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่า บุตรสาวของเขางดงามถึงเพียงนี้ เมื่อเทียบกับฉินอิงแล้ว ผิวของฉินหยวนนั้นขาวเนียนกว่าเล็กน้อยและรูปหน้าเรียวเล็กกว่า และยังดูอ่อนเยาว์กว่าอีกต่างหาก
หากนางโตกว่านี้สักหน่อย คงจะเป็สาวเ้าเสน่ห์เหมือนมารดานางเป็แน่!
เมื่อเขาหวนนึกถึงเื่นี้ ใบหน้าของนางที่เคยเลือนรางพลันปรากฏชัดในความทรงจำ ใบหน้าอันงดงามของนางทำให้เขารู้สึกทั้งเ็ปและรวดร้าวภายในใจ
“ไม่เลว” ฉินจงเจิ้งพูดประโยคนี้ด้วยความชื่นชมจากใจจริง ถึงแม้สีชุดจะไม่เหมาะกับนาง แต่กลับทำให้ฉินหยวนดูดีมีสง่ายิ่งนัก
ไม่แปลกใจเลยที่องค์ชายจะเห็นเด็กสาวคนนี้แล้วตกหลุมรักั้แ่แรกเห็น ถึงขนาดสั่งให้นางแต่งงานทันทีหลังจากเข้าสู้วัยสาวแล้ว
ฉินหยวนจงใจดึงเศษด้ายที่มุมอับสายตาออก ทันใดนั้นแขนเสื้อก็ฉีกขาดเป็รู แขนเสื้อหลุดลุ่ยลงมาข้างตัวนาง จนทำให้นางรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยจึงหันไปมองฉินจงเจิ้ง “ท่านพ่อ นี่มัน…”
หากฉินจงเจิ้งยังแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป แม่นมหลินคงจะไปพูดลับหลังกับฉินหยวน จนทำให้นางไม่พอใจเขาเป็แน่… ฉินจงเจิ้งจึงบันดาลโทสะขึ้นมาทันที “ผู้ใดเป็คนรับผิดชอบการจัดซื้อของพวกนี้! ถึงกับเอาของด้อยคุณภาพเช่นนี้มาหลอกบุตรสาวข้า หลอกตระกูลฉินของข้า!!!”
หงอวี้ยกชาที่ชงเสร็จแล้วมาให้ฉินจงเจิ้ง เขาจิบชาแล้วพ่นออกมาทันที แล้วตวาดลั่นด้วยความโกรธ “นี่มันชาอะไรกัน?!!”
“ข้าผิดไปแล้วขอรับ! ข้าผิดไปแล้วขอรับ!” ผู้ดูแลหลี่สารภาพโดยไม่ต้องถูกบังคับ เขาคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก้มหัวครั้งแล้วครั้งเล่า “เป็ความผิดของข้าเองขอรับ ที่ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ดีพอ ปล่อยให้พวกเขาหลอกลวงนายท่านเช่นนี้ เป็เพราะข้าสั่งสอนไม่ดีพอเองขอรับ! ขอนายท่านลงโทษเถิด!”
ไม่ใช่เพียงแค่การสั่งสอนที่ไม่ดีเท่านั้น แต่ยังฉ้อโกงและละเมิดกฎหมายด้วย!
ฉินหยวนมองทั้งสองคนพลางยิ้มออกมา คนหนึ่งเสแสร้ง ส่วนอีกคนก็ร่วมมือเป็อย่างดี ช่างขำขันยิ่งนัก!
ฉินหยวนเลยแสร้งทำเป็เพิ่งรู้ความจริง “ท่านพ่อ ตอนแรกลูกดีใจที่ท่านพ่อส่งมาให้ด้วยมือท่านเอง จึงไม่ทันได้ดูชุดนี้ให้ดี แต่เมื่อสังเกตอย่างถี่ถ้วนแล้ว เนื้อผ้าและรูปแบบล้วนเป็ของปีที่แล้ว ทั้งยังไม่ใช่ของดีเลิศอะไรด้วย ข้ารับใช้เหล่านี้ต่อหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง ขัดคำสั่งท่านพ่อ หลอกลวงท่านคิดว่าท่านมองไม่ออก แล้วยังเอามาหลอกลูกด้วย ท่านพ่อยังทนได้อยู่หรือ? แต่ฉินหยวนผู้นี้ทนไม่ได้แล้ว!”
คำพูดเหล่านี้ล้วนคำนึงฉินจงเจิ้งเป็หลัก… ฉินจงเจิ้งไม่เพียงแต่ได้ยินว่าบุตรสาวผู้นี้เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างสุดหัวใจเท่านั้น แต่นางยังคำนึงถึงเขาเป็หลักในทุกเื่ ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของฉินจงเจิ้งเป็ลำดับแรก
ฉินจงเจิ้งรู้สึกไม่พอใจกับพฤติกรรมของผู้ดูแลหลี่ ที่เขานั้นคอยสอพลอเอาใจ ทว่าลับหลังกลับฉ้อโกงและเอาเปรียบผู้อื่นเยี่ยงนี้
เมื่อเห็นสีหน้าของฉินจงเจิ้ง ขมวดคิ้วกลั้นความโกรธ ก็รู้ได้ทันทีว่าคำพูดเหล่านี้กรีดแทงเข้าสู่หัวใจของเขาอย่างแท้จริง ฉินหยวนจึงฉวยโอกาสตีเหล็กตอนร้อน*[1] เอ่ยขึ้นว่า “นี่คือชุดที่ลูกจะใส่ไปงานเลี้ยงที่จวนองค์ชายหนิง ลูกไปงานเลี้ยงครานี้แทนตระกูลฉินของเราถือเป็เป็เกียรติแก่วงศ์ตระกูลยิ่งนัก แม้ในยามปกติผู้ดูแลหลี่จะตัดทอนค่าใช้จ่ายบางส่วนไปก็ช่างเถิด… แต่เ้ายักยอกไปในยามนี้มันใช่หรือ? ชื่อเสียงและเกียรติของท่านพ่อกับตระกูลฉินเล่า?! หรือว่าเ้า้าให้ตระกูลฉินถูกเหยียดหยามต่อหน้าขุนนางในเมืองหลวง ทำให้ท่านพ่อถูกเหยียดหยามไปด้วยงั้นหรือ? ท่านพ่อผู้ดูแลหลี่ช่างมีใจคิดคดทรยศจริง ๆ!”
คำพูดของฉินหยวนนั้นมีเหตุผลทุกประการ เชื่อมโยงกันอย่างแ่า ทำให้ฉินจงเจิ้งต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เมื่อไตร่ตรองแล้ว เขาก็พบว่าสิ่งที่บุตรสาวพูดนั้นไม่มีสิ่งใดผิดเลย
ทันใดนั้น เสียงฝ่ามือของฉินจงเจิ้งที่ตบลงบนโต๊ะดังสนั่น ทำให้ผู้ดูแลหลี่ใจนตัวสั่นเทา
[1] ตีเหล็กตอนร้อน เป็สำนวนจีนมีความหมายว่า การรีบเร่งทำสิ่งต่าง ๆ ในขณะที่ยังมีโอกาสเหมาะสม ยังมีแรงจูงใจ หรือยังมีสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยอยู่ และสำนวนนี้มักใช้เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนรีบเร่งทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงโดยไม่ปล่อยโอกาสให้เสียไป