ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่112 ช่วยชีวิต

    64 1-2

    ตอนที่112 ช่วยชีวิต

    ชั่วขณะเสี้ยวอึดใจเย่หลีเทียนพลันสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายเย็นวาบเสียดขึ้นจากแผ่นหลังเซียถงใช้คมมีดสั้นในมือเสียบเข้ากลางแผ่นหลังมิดด้านสุดกู๋สีหน้าการแสดงออกของอีกฝ่ายแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เผยร่องรอยเจ็บปวดออกมาพริบตานั้นเองเย่หลีเทียนระดมพลังลมปราณสีม่วงประกายขุมหนึ่งซัดฝ่ามือกระแทกปัดโต้ตอบ

    เซียถงถูกคลื่นพลังลมปราณเหล่านั้นกวาดล้างดีดกระเด็นออกไปในทันใดคู่เท้าพยายามพยุงยืนหยัดหวังลดทอนแรงกระแทกก่อนที่สุดท้ายจะล้มตัวร่วงลงหมอบติดกับพื้น อาศัยพลังแห่งโอสถเพื่อโกงความตายก่อนที่คลื่นลมปราณสีม่วงประกายจากฝ่ามือของเย่หลีเทียนจะกระทบถึงตัวชั่วอึดใจดังกล่าว นางรีบตบโอสถเม็ดหนึ่งเข้าปาก หลอมสร้างปราการด่านพลังป้องกันชั้นหนาห่อหุ้มร่างกายและอวัยวะภายในรวมไปถึงจุดสำคัญอย่างหัวใจ นางก็ได้รับการปกป้องดูแลจากฤทธิ์โอสถดูดซับความเสียหายไปได้หลายส่วน ถึงแม้อาการบาดเจ็บภายนอกจะดูค่อนข้างสาหัสแต่ภายในกลับมิได้รับผลกระทบอันใดร้ายแรง

    หนึ่งกระบวนลอบโจมตีเมื่อครู่จากด้านหลังเซียถงสำแดงใช้วรยุทธ์ต่อสู้เข้าหลอมรวมผสมเข้ากับกระบวนนักฆ่าที่ถนัดหน่วงและนางก็มิได้หวังผลเช่นกันว่าการลอบโจมตีครั้งนี้จะสร้างบาดแผลสาหัสสากรรจ์แก่เย่หลีเทียนทั้งหมดทำไปเพียงเพื่อเปิดช่องว่าง และฉวยจังหวะนี้เร่งหลบหนีออกไป

    จุดมุ่งหมายที่ลงมือเป็นประจักษ์ชัดแจ้งเซียถงหยุดทุกกระบวนการต่อสู้ในบัดดลระดมพลังลมปราณขุมใหญ่อัดฉีดไปยังเท้าทั้งสองข้างพร้อมกระโจนเข้าป่ารกร้างข้างทางและตีฝีเท้าวิ่งหนีตายอีกครั้งซึ่งในคราวนี้ก็ทำให้เย่หลีเทียนเริ่มหงุดหงิดอารมณ์เสียแล้วจริงๆเฝ้ามองร่างอรชรที่กำลังวิ่งหนีตายออกไป สีหน้าของเขาพลันมืดทมิฬลงต่อเนื่องเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ตัวเขากลับหลงกลนางถึงสองคราติดกันจริงๆ!

    หากวันนี้ข้ามิอาจฉีกกระชากร่างของหญิงสาวนางนี้ให้เป็นชิ้นๆได้ เกรงว่ายากเย็นแล้วที่จะชำระความเกลียดชังนี้ภายในใจได้!

    รัศมีแรงกดดันหลากระลอกแผ่ซ่านสาดกระจายไพศาลแทบจะในทันทีทันใดพลันบังเกิดคลื่นลมพายุคลั่งโหมกระหน่ำถาโถมเข้าใส่เซียถงจากทั่วทุกสารทิศ

    เซียถงถูกคลื่นลมพายุคลั่งห้อมล้อมควงโคจรหมุนติ้วเกินกว่าจะฝ่าออกไปได้ด้วยมือเปล่าทุกระลอกที่พัดผ่านเข้ากระทบใบหน้าของนางช่างแหลมคมเสมือนใบมีดนับพันหมื่นหากยังคงนิ่งดูดายเช่นนี้เกรงว่าต้องตายแน่นอน นางปลุกกระตุ้นจุดไฟเร่งเร้ารัศมีลมปราณสีครามเข้มข้นจนลุกโชติช่วงถึงขีดสุดอีกครั้งหวังเข้าฟันฝ่าพายุคลั่งเหล่านี้ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีของตนกระโจนพุ่งขึ้นท้าชนกับเบื้องหน้าโดยตรง ทนรับแรงกระแทกคลื่นพายุคลั่งลูกแล้วลูกเล่า

    เย่หลีเทียนเฝ้ามองร่างบางที่กำลังดิ้นรนฟันฝ่าท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำดุร้ายคมแสงประกายเย็นเสียดสะท้อนออกมาจากมือข้างขวาของเขาปรากฏเป็นคมกระบี่ยาวเคลือบปราณสีม่วงจรัสสว่างสดใสเข้ากระชับจับด้ามกระบี่ไว้แน่นหนา สีหน้าแววตายังคงบูดบึ้งไม่ค่อยสบอารมณ์นักทั่วร่างกายาเปล่งรัศมีสีม่วงแพรวพราววิบวับ แปรผันกลายเป็นเงาไสวสายหนึ่งพุ่งโฉบเข้าหาเซียถงอย่างรวดเร็ว

    เซียถงย่อมตระหนักดีถึงภัยอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามาพอหันศีรษะเข้าปะทะนางก็เห็นเย่หลีเทียนเข้าสัประยุทธ์จู่โจมพร้อมคมกระบี่เล่มยาวในมือทุกหนแห่งที่เงาไสวประกายสีม่วงสายหนึ่งพุ่งผ่าน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าหรือโขกหินดินทรายทั้งหมดทั้งมวลล้วนถูกคลื่นพลังสุดแกร่งกร้าวของเขาเผาไหม้บาดเป็นรอยลึก

    ต่อหน้าปรมาจารย์แห่งขอบเขตราชันย์ม่วงนางอ่อนแอไร้ซึ่งพละกำลังโดยสิ้นเชิง!

    นางอดตื่นตระหนกตกใจมิได้เงามืดแห่งความสิ้นหวังคืบคลานเข้าปกคลุมจากก้นบึ้งของหัวใจคลื่นพลังงานคมกระบี่ยาวเล่มนั้นยังไม่ทันลุมาถึงก็สามารถฉีกเนื้อหนังทั่วแขนขาจนปริแตกเลือดซิบออกมาได้แล้วหากถูกแทงทะลวงร่างกายคงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ชั่วพริบตาขณะมีเหงื่อนเย็นเปียกชุ่มไปทั่วตัวรูปโฉมใบหน้าที่แสนงดดงามยามนี้ซีดเซียวหนักราวกับแผ่นกระดาษ

    ในแววตาแห่งความสิ้นหวังเงาร่างของไป๋หลี่เย่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต่อหน้าได้แต่จับจ้องคมกระบี่ยาวที่พุ่งเข้าหาแผ่นอกเสมือนใจดวงนี้ของเซียถงถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน สำหรับหายนะในคราวนี้ มันเกินกว่าความสามารถของนางที่จะรับมือได้ไหวแล้วจริงๆ

    ‘เกร้ง!’

    คมกระบี่อีกเล่มจากใครมิทราบเข้าปิดกั้นขวางหน้าของเซียถงเอาไว้ได้ทันท่วงทีสกัดคลื่นลมปราณสีม่วงประกายได้โดยสมบูรณ์สองคมกระบี่เข้าประสานงานชนกันอย่างเดือดดุ ก่อเกิดประกายไฟวูบวาบสาดกระเซ็นไปทั่วทุกทิศจากนัยน์ตาคู่ดำไหม้เสมือนเถ้าถ่านของเซียถงยามนี้ได้เปลี่ยนกลายมาเป็นสดใสมีชีวิตวีวาอีกครั้งจากนั้นเองนางก็พลันรู้สึกได้ถึง ฝ่ามือขนาดใหญ่ที่กำลังโอบอุ้มเอวบางของนางอยู่จับกระชับกอดไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะหลุดมือหายไปไหนอีก

    เซียถงเหลือบสายตามองไปที่ตรงหน้าเจือแววประหลาดใจและทันใดนั้นก็ปรากฏเป็นชายสวมหน้ากากคลื่นลายเมฆาที่แสนคุ้นเคยสะท้อนผ่านเข้ามาในแววตาคู่สวยเป็นชายคนนั้นที่ช่วยล้อมจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณด้วยกันในคืนนั้น และในวันนี้เขามาในชุดทรงคอจีนโบราณ ขนาดใหญ่กว่าตัวดูเคลื่อนไหวสะดวกสบาย ชายผู้นี้สวมควรแล้วที่ปรากฏตัวมาคู่กับแสงจันทราเพราะมันช่างเป็นภาพฉากที่หล่อเหลาและดูทรงบารมียิ่งยวด

    ชายคนนั้นกระชับจับกระบี่เล่มสีเงินเอาไว้แน่นด้วยมือขวาโอบเอวของเซียถงกอดไว้แน่นโดยมือซ้ายสายตาสีดำขลับประดุจหยกดำบริสุทธิ์เปล่งแสงระยิบระยับผ่านช่องหน้ากากพันธนาจับจ้องไปที่เย่หลีเทียนไว้แน่นขนาด

    เย่หลีเทียนเองก็จ้องเขม็งไม่ว่างตาเช่นกันและยามนี้สีหน้าท่าทางยิ่งทวีความมืดหม่นเย็นชา

    สองคู่สายตาปะทะชนกลางอากาศดั่งคมเส้นตัดแบ่งฟ้าดินเซียถงแทบจะได้เห็นคลื่นเหมันต์ยิงออกมาจากดวงตาของพวกเขาทั้งคู่ พุ่งประสานงากันจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์ณ ใจกลางระหว่างทั้งสองบังเกิดระลอกความเย็นยะเยือกที่แผ่กระจายไปทั่วบริเวณเป็นวงกว้างทำเอาอุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงฮวบฮาบราวกับต้องการแช่สรรพสิ่งอย่างให้กลายเป็นน้ำแข็ง

    ในชั่วพริบตาเดียวผืนพิภพเงียบสงัด มีเพียงร่างทั้งสองเท่านั้นที่ยืนตระหง่านสบตากันและกันโดยไม่พูดไม่จาใดๆใจกลางที่คั่นกลางระหว่างสองฝ่ายบริเวณแวดล้อมดั่งเหี่ยวเฉาจากคลื่นรัศมีแรงกดดันที่แผ่ซ่านปะทะชนกัน

    โดยสัญชาตญาณดิบ เซียถงค่อยๆแกะมือไม้ของชายสวมหน้ากากคลื่นลายเมฆาออกจากเอวตนเองย่องเท้าเดินไปหลบด้านหลังของอีกฝ่าย สุดท้ายเห็นว่ายังไม่น่าจะปลอดภัยต่อจึงย้ายไปหลบในพุ่มไม้ด้านหลังอีกทีหนึ่ง

    ปล่อยให้พวกปรมาจารย์ขอบเขตราชันย์ม่วงสัประยุทธ์สู้กันเองเป็นดีที่สุดสำหรับตัวนางแล้วคงได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ เท่านั้นกับแค่ลมพายุที่ทางฝ่ายเย่หลีเทียนสรรค์สร้างอย่างลวกๆ ก็ทำเอานางหืดขึ้นคอแล้วเกรงว่าฝืนดึงดันฝืนประมือต่อไป คงมีแต่ตายกับตาย!

    ศึกสัประยุทธ์ระหว่างปรมาจารย์ขอบเขตราชันย์ม่วงฟังว่า เป็นการประชันเดชกันด้วยความแกร่งกล้าของพลังจิตวิญญาณมันไม่จำเป็นจะต้องใช้มือไม้ลองเชิงให้เสียเวลา เพราะตราบใดที่จิตวิญญาณของใครสั่นคลอนเสียสมาธิก่อน

    ผู้แพ้ชนระจะถูกตัดสินได้ในทันที

    เศษดินเศษฝุ่นที่ฟุ้งตลบอบอวลก่อนหน้าเริ่มจางอ่อนลงเซียถงแลเห็นเย่หลีเทียนและชายสวมหน้ากากคนนั้นยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งเดิมของกันและกันทว่าสีหน้าการแสดงออกบนใบหน้าของเย่หลีเทียนชักจะปั้นยากขึ้นทุกทีแววตาเริ่มสั่นคลอนไม่เป็นอันสงบ ซึ่งตรงกันข้ามกันชายสวมหน้ากากที่ยังดูปกติสุขดีปราศจากท่าทีวิตกใดๆ

    เกรงว่าการประชันเดชกันด้วยแรงจิตสมาธิในครั้งนี้ชายสวมหน้ากากเป็นฝ่ายชนะอย่างไม่ต้องสงสัย

    เย่หลีเทียนจ้องไปยังชายสวมหน้ากากตาเขม็งเดือดดุสีหน้าที่หม่นทมิฬอยู่เป็นทุนเดิม ยามนี้ยิ่งหม่นหมองมืดทมิฬลงเข้าไปใหญ่ชั่วขณะอึดใจเขาเบี่ยงสายตาเคลื่อนไปหาเซียถงที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในพุ้งหญ้าด้านหลังสะบัดแขนเสื้อยาวอย่างแรงดูจะไม่พอใจอย่างยิ่งทั้งยังหมุนตัวจากออกไปทั้งที่โมโหขุ่นเคืองทั้งแบบนั้น

    เห็นได้ชัดแจ้งชายทั้งสองคนนี้ค่อนข้างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและดูเหมือนจะเป็นศัตรูคู่บุญกันมานานแล้ว

    เมื่อเห็นว่าเย่หลีเทียนลาลับจากออกไปไกลโพ้นแล้วเซียถงก็เผยปรากฏตัวขึ้น เดินออกจาพุ่มไม้ด้านหลังตรงเข้ามามองชายลึกลับสวมหน้ากากผู้นี้ อีกฝ่ายเองก็เฉกเช่นกันพอหันหน้าเหลียวกลับมา เขาก็พลันเบิกตากว้างฉายแววประหลาดใจออกมาเกินจะหักห้ามสายตาคู่คมหยุดนิ่งอยู่บนใบหน้าของเซียถงทั้งแบบนั้นแม้ทั่วทั้งใบหน้าของนางจะเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสดทว่าก็มิอาจปกปิดความงามถล่มเมืองเอาไว้ได้เลย

    เขามองเซียถงอยู่สักครู่ใหญ่ประกายตาทที่ส่องสว่างออกมามีแต่ร่องรอยความตื่นตระหนกปนตกใจโดยทั้งสิ้นทำเอาเซียถงตื่นตกใจไปด้วย รีบยกมือขึ้นสัมผัสบนใบหน้าสวยของตนพลางคิดกับตัวเองในใจว่า เวลานี้บนใบหน้าปราศจากรอยจุดด่างดำที่เคยทาไปแล้วอีกฝ่ายไม่น่าจะจดจำตัวนางได้กระมัง?

    ขณะที่นางกำลังคาดคะเนกับตัวอยู่ภายในใจจู่ๆ ชายลึกลับสวมหน้ากากคนนั้นก็ก้าวตรงเข้ามา คว้าข้อมือขาวผ่องของเซียถงเอาไว้หันศีรษะเบี่ยงตัวออกไปข้างหน้าและจูงมือนางเดินออกไปโดยไม่ปริปากกล่าวอะไรใดๆ

     

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์] ที่คุณอ่าน