หนูน้อยผู้เป็นที่รักของเหล่าจอมโจรแห่งขุนเขา

    บทที่ 29 พวกเรามาเป็นสหายกันเถอะ

    บทที่ 29 พวกเรามาเป็นสหายกันเถอะ 


    ซูจือจือมองไปทางกู้ชิงหนิง นางจำได้ในทันทีที่เห็น


    นี่ก็คือพี่หญิงขี้แยที่นางเคยช่วยไว้ตอนจับอู๋เหล่าซานมิใช่หรือ


    ซูจือจือจำได้ว่าพี่หญิงผู้นี้ราวกับร่างกายทำมาจากน้ำ


    ดูเหมือนว่าแค่แตะตัวนางเบา ๆ น้ำในตัวก็จะกลายเป็นหยดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตา


    "ชิงหนิง!" ซูจือจือนึกชื่อของนางออกแล้ว


    อาจารย์ชิว "ซูจือจือ เจ้าไปนั่งข้าง ๆ กู้ชิงหนิงเถิด"


    ภายในโรงเรียนมีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก มีโต๊ะเล็ก ๆ วางอยู่สิบกว่าตัว ทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีคนนั่งเต็ม


    มีเพียงที่นั่งข้างกู้ชิงหนิงที่ยังว่างอยู่ ซูจือจือจึงเดินไปนั่งอย่างเป็นธรรมชาติ


    เด็กหญิงทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน จับมือกันอย่างมีความสุข


    พอดีถึงเวลาเลิกเรียน อาจารย์ชิวก็หอบตำราเดินออกจากหอเถาหลี่


    เพื่อนร่วมชั้นต่างพากันมามุงดูกู้ชิงหนิงและซูจือจือด้วยความสนใจ


    "ซูจือจือ เจ้าอายุเพียงหกขวบหรือ? เจ้าอายุน้อยกว่าพวกเราทั้งหมด"


    "เจ้าไม่ต้องเรียนที่หอฉินเสวียหรือ? มาที่หอเถาหลี่เลยเชียวหรือ?"


    "เจ้าจับปลาเป็นหรือไม่? ล่าสัตว์เป็นหรือไม่?"


    "..."


    ทุกคนต่างผลัดกันถามคำถามอย่างคึกคัก


    ซูจือจือนำตำรา พู่กัน และหมึกออกมาจากหีบตำราแล้วจัดวางให้เรียบร้อย


    "ใช่แล้ว ข้าอายุหกขวบ ท่านอาจารย์ใหญ่ให้ข้าสอบ หลังจากสอบเสร็จก็ให้ข้ามาที่นี่ ที่เขาของพวกเราทุกคนล้วนจับปลาและล่าสัตว์เป็นทั้งนั้น"


    เด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวชมว่า


    "เจ้างดงามยิ่งนัก ไม่เหมือนชาวเขาในชนบทเลยสักนิด เจ้ากับกู้ชิงหนิงล้วนมาจากชนบทแต่พวกเจ้าทั้งสองล้วนงดงาม"


    กู้ชิงหนิงเขินอายจนใบหน้าแดงเรื่อ


    ซูจือจือกลับดูสงบนิ่ง ตอบอย่างจริงจัง


    "ท่านลุงท่านป้าในหมู่บ้านของข้าก็ล้วนชมว่าข้างดงาม"


    "สายตาของคนชนบทน่ะหรือ?"


    ท่ามกลางความวุ่นวาย เสียงของหลี่เสาเอ้อร์ดังแหลมคมอย่างชัดเจน


    ทุกคนมองไปตามเสียงของหลี่เสาเอ้อร์ แล้วก็ค่อย ๆ สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว


    ผู้ที่มาเรียนที่สำนักศึกษาหมิงเต๋อล้วนมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย ครอบครัวของหลี่เสาเอ้อร์นั้นไม่เพียงแค่ร่ำรวย แต่บิดาของนางยังเป็นขุนนางอีกด้วย


    บิดาของนางดำรงตำแหน่งหัวหน้าเสมียนเมืองสวินโจว ขุนนางขั้นหกอย่างเต็มตัว


    เพื่อนร่วมสำนักศึกษาต่างไม่กล้าหาเรื่องหลี่เสาเอ้อร์


    บางคนถึงกับคอยติดตามรับใช้หลี่เสาเอ้อร์อย่างกระตือรือร้น


    ตามหลักแล้วหลี่เสาเอ้อร์ควรจะมีความสุขที่ทุกอย่างในสำนักศึกษาราบรื่นเช่นนี้


    แต่นางกลับโกรธง่าย โดยเฉพาะยามนี้ที่เห็นกู้ชิงหนิงนั่งอยู่กับซูจือจือ


    กู้ชิงหนิงมีดวงตาดั่งสายน้ำฤดูใบไม้ร่วง คิ้วเรียวดั่งใบหลิว ราวกับดอกท้อน้อย ๆ ในสายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิ


    ตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านางงดงาม


    หลี่เสาเอ้อร์มองแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง


    บุตรสาวเศรษฐีบ้านนอกคนหนึ่ง มีสิทธิ์อะไรมาเด่นดัง?


    และตอนนี้ยังมีซูจือจือที่มาจากชนบทอีกคน แต่กลับมีรูปโฉมงดงามสดใสยิ่งกว่ากู้ชิงหนิงเสียอีก


    หลายคนคิดว่าเด็กอายุเจ็ดแปดขวบยังเล็กนัก ไม่รู้จักความกว้างใหญ่ของโลก ไม่รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า


    แต่ที่จริงแล้วเด็กอายุเจ็ดแปดขวบก็โตพอที่จะรู้จักการโกหก อิจฉาและรังแก


    หลี่เสาเอ๋อร์เตะชายกระโปรงสีรากบัวของตนเบา ๆ มองไปทางซูจือจืออย่างหยิ่งผยอง


    "เจ้าชื่อซูจือจือหรือ? มานี่"


    ซูจือจือยังคงจัดของบนโต๊ะต่อไป


    "ข้ากำลังยุ่ง หากเจ้าอยากพบข้า เจ้าก็เดินมาหาข้าเองได้"


    หลี่เสาเอ๋อร์เอามือฟาดโต๊ะ ขมวดคิ้วอย่างเย่อหยิ่ง


    "เจ้าเป็นแค่คนชนบท มีสิทธิอะไรมาสั่งให้ข้าเดินไปหา? เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านพ่อข้าเป็นใคร?"


    เพื่อนร่วมชั้นหญิงใบหน้าแหลมที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เสริมขึ้น


    "ใช่แล้ว เจ้ารู้จักหัวหน้าเสมียนเมืองสวินโจวหรือไม่?"


    ซูจือจือได้ยินน้ำเสียงไม่เป็นมิตรของหลี่เสาเอ๋อร์ นางขมวดคิ้วมองกลับไป


    "ข้าไม่รู้จักบิดาเจ้า ไม่รู้ว่าเสมียนคืออะไร"


    พรืด!


    เหล่าเพื่อนนักเรียนที่อยู่รอบข้างและกำลังดูเหตุการณ์อยู่ก็อดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้


    "ซูจือจือ เจ้ากล้าหัวเราะท่านพ่อของข้าหรือ!"


    หลี่เสาเอ๋อร์โกรธหนักกว่าเดิม เดินตรงไปหาซูจือจือ แต่ในตอนนั้นเองอาจารย์จวงผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ก็เดินเข้ามาพอดี


    อาจารย์จวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มงวด "เข้าเรียนแล้ว ทุกคนนั่งลง"


    หลี่เสาเอ๋อร์จำต้องหยุดไว้ก่อน แต่ก็ยังจ้องมองซูจือจือด้วยสายตาขุ่นเคืองก่อนจะกลับไปนั่งที่ของตน


    กู้ชิงหนิงที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ตื่นเต้นจนมือเหงื่อออก


    นางดึงแขนซูจือจือหมายจะกระซิบบอกอะไรบางอย่าง


    ซูจือจือหันหน้ามา ยกนิ้วขึ้นแตะที่ริมฝีปาก


    "ต้องตั้งใจฟังอาจารย์สอน ห้ามพูดคุย"


    กู้ชิงหนิง "..."


    หลังจากเรียนจบวันนี้ ซูจือจือต้องไปดูห้องพักของตนที่หอพัก


    กู้ชิงหนิงไปเป็นเพื่อนซูจือจือและพบว่าทั้งสองคนต้องอยู่ห้องเดียวกัน


    สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก เพราะห้องอื่น ๆ ล้วนมีคนอยู่สองคน มีเพียงกู้ชิงหนิงที่อยู่คนเดียว พอซูจือจือมาจึงได้เติมเต็มที่ว่างนี้พอดี


    กู้ชิงหนิงช่วยซูจือจือปูเตียง ทั้งสองคนพูดคุยกันไปมา


    คืนนี้กู้ชิงหนิงคงจะยิ้มจนหลับไปเป็นแน่


    ได้ทั้งเพื่อนร่วมโต๊ะและเพื่อนร่วมห้อง ที่สำคัญคือคนผู้นั้นก็คือซูจือจือ


    ซูจือจือถามกู้ชิงหนิงว่า "ชิงหนิง เมื่อครู่ตอนเรียนเจ้าจะบอกอะไรข้าหรือ?"


    กู้ชิงหนิงหุบยิ้มทันที คิ้วเรียวดั่งใบหลิวขมวดเข้าหากัน


    นางบิดนิ้วมือไปมา พูดเสียงเบาว่า


    "ข้าอยากเตือนเจ้า อย่าไปเถียงกับหลี่เสาเอ๋อร์และพวกพ้องของนางเลย ข้าไม่อยากให้เจ้าถูกพวกนางรังแกเหมือนกัน"


    ซูจือจือจับประเด็นสำคัญได้ "เหมือนกัน?"


    กู้ชิงหนิงก้มหน้าลง นิ้วมือทั้งสองข้างบิดเข้าหากันแรงขึ้น


    หลี่เสาเอ๋อร์รังแกและกีดกันนางมานานแล้ว


    เรื่องราวเป็นเช่นนี้ตั้งแต่นางเข้าเรียนเมื่อปีที่แล้ว


    ตอนแรกเมื่อหลี่เสาเอ๋อร์รังแกนาง นางยังเคยโต้เถียงกลับไปครั้งหนึ่ง


    หลังจากนั้นหลี่เสาเอ๋อร์ก็ไม่เคยปล่อยนางไปเลย


    ความโหดร้ายระหว่างเด็ก ๆ ไม่จำเป็นต้องปิดบังอำพราง


    หลี่เสาเอ๋อร์สั่งให้คนเอาแมลงตัวเล็ก ๆ และนกตายไปวางบนที่นั่งของนาง


    สาดน้ำหมึกใส่เสื้อผ้าของนาง แล้วเยาะเย้ยว่านางดำเหมือนอีกา


    แอบเอาตำราเรียนของนางไป ทำให้นางถูกอาจารย์ตำหนิและลงโทษให้คัดลอกตัวอักษร


    และยังห้ามไม่ให้เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นเล่นกับนางอีกด้วย...


    ด้วยเหตุนี้ กู้ชิงหนิงถึงได้อยู่คนเดียว นอนคนเดียว


    เมื่อปีที่แล้วก็มีเพื่อนร่วมชั้นบางคนที่ทนดูไม่ได้ออกมาพูดแทนกู้ชิงหนิง แต่พวกเขาก็ถูกรังแกไปด้วยอย่างรวดเร็ว


    เพื่อนร่วมชั้นที่เคยถูกหลี่เสาเอ๋อร์รังแกกลับไปบอกบิดามารดา แต่บิดามารดาของพวกเขาก็ไม่กล้าไปเรียกร้องความเป็นธรรมที่จวนหัวหน้าเสมียน


    ท้ายที่สุดก็แค่เรื่องเด็ก ๆ ทะเลาะกัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ผู้ใหญ่จึงบอกให้เด็ก ๆ อดทนและหลีกเลี่ยงหลี่เสาเอ๋อร์เสีย


    กู้ชิงหนิงเคยพยายามบอกอาจารย์ว่าหลี่เสาเอ๋อร์รังแกนางตลอด


    แต่ทุกครั้งที่อาจารย์พบหลี่เสาเอ๋อร์ อีกฝ่ายกลับกลับกล่าวหากู้ชิงหนิงว่าใส่ร้ายนาง


    พวกลูกสมุนของหลี่เสาเอ๋อร์ก็พากันพูดว่ากู้ชิงหนิงจงใจก่อเรื่อง


    กู้ชิงหนิงแก้ต่างไม่ได้ เมื่อหันไปมองก็ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นคนใดกล้าออกมาเป็นพยานให้นาง


    ภายหลังนางถูกอู๋เหล่าซานลักพาตัวไป ก็เพราะถูกหลี่เสาเอ๋อร์และพวกแกล้งหลอกให้ไปที่ชานเมือง จนถูกพวกค้ามนุษย์ฉวยโอกาสพาตัวไป


    แม้ว่าครอบครัวของนางจะร่ำรวยมีที่นาอุดมสมบูรณ์มากมาย แต่ก็เป็นเพียงเจ้าของที่ดินในชนบท เทียบกับตระกูลหลี่ที่รับราชการไม่ได้เลย จึงได้แต่อดทนต่อการรังแกของหลี่เสาเอ๋อร์


    "จือจือ เจ้าเคยช่วยข้าไว้ ข้าไม่อยากให้เจ้าถูกรังแกเช่นกัน"


    "เพราะการถูกรังแกเป็นเรื่องที่ทุกข์ทรมานนัก..."


    "...แต่ข้าก็อยากเล่นกับเจ้า อยากเป็นสหายกับเจ้า..."


    ขณะที่กู้ชิงหนิงพูด หัวใจของนางราวกับถูกบีบรัดแน่น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านออกมาเป็นความสิ้นหวังอ้างว้าง


    น้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นจากหางตาอีกครั้ง


    แป๊ะ


    แต่หยดน้ำตานั้นมิได้ตกลงพื้น


    ซูจือจือยื่นมือน้อย ๆ ออกไปรับหยดน้ำตานั้นไว้


    ราวกับได้รับอัญมณีอำพันที่อุ่นร้อนไว้ในมือ


    ซูจือจือจับมือกู้ชิงหนิงเอาไว้ พูดทีละคำอย่างชัดเจน


    "ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็มาเป็นสหายกันเถอะ"


    ในดวงตาอันใสกระจ่างของนางลุกโชนด้วยเปลวไฟสองกองอันเร่าร้อน


    "ใครรังแกพวกเรา พวกเราก็จะรังแกกลับไป ใครอยากให้พวกเราร้องไห้ พวกเราก็จะทำให้มันร้องไห้"