หยวนซิวเกิดความสงสัยขึ้นในใจแต่ใบหน้ากลับราบเรียบอย่างหาที่เปรียบมิได้
“ข้าเพียงทำเครื่องมือล่าสัตว์ให้ลู่โม่เท่านั้น”เขาเอ่ยอย่างเย็นชา
หลินเสวี่ยจู๋เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแต่สายตากลับดำมืด ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“สามีท่านเคยได้ยินคำว่าแรงเสียดทานภายในหรือไม่?” นางถาม
หยวนซิวหยุดชะงักแล้วส่ายหน้า
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยเสียงแผ่ว“บนโลกนี้มีคนที่เชี่ยวชาญด้านการใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมากและก็มีคนที่ทำร้ายศัตรูได้หนึ่งพันแต่ตนเองเสียหายแปดร้อยเช่นกันอย่างหลังเรียกว่าแรงเสียดทานภายใน สามีเจ็บป่วยย่อมมีความคับข้องใจใหญ่หลวง จำเป็นต้องดูแลร่างกายให้ดีก่อนแล้วค่อยชำระแค้นมิฉะนั้นผลลัพธ์ที่แย่ยิ่งกว่าคือ ท่านอาจตายก่อนรบชนะก็เป็นได้”
หยวนซิวฟังแล้วก็นิ่งค้างไปอีกคราเขาครุ่นคิดอย่างละเอียด และพบว่าทุกประโยคของนางล้วนเป็นความจริง
นับตั้งแต่เขาได้รับโทษแม้แต่คนที่สนิทที่สุดก็ทำได้เพียงเป็นห่วงเขาและรู้สึกไม่ยุติธรรมในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเท่านั้นทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความคิดที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของเขาเช่นเดียวกับหลินเสวี่ยจู๋เลย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ท่าทางของหยวนซิวก็ผ่อนคลายลงหลายส่วนเขาเอ่ยอย่างมืดมน “หากเจ้าไม่ต้องการทำอันใด แต่ก็ยังมีคนที่อยากฆ่าเจ้าให้ตายเจ้าจะทำอย่างไร?”
หลินเสวี่ยจู๋หันหน้าไปสบตากับเขาตรงๆพลางเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว “อำนาจของผู้เหนือกว่าที่มีต่อผู้ด้อยกว่านับว่าเลือดเย็นและไร้เมตตาเสมอมาท่านเรียนรู้และคัดลอกวิธีการของพวกเขาได้แต่ก็สามารถล้มล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขานับถือ แล้วสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาใหม่ได้ซึ่งอย่างหลังย่อมยากกว่าอย่างแรกแน่นอน แต่ท่านไม่จำเป็นต้องมองข้ามความตั้งใจเดิมของตนเอง”
แววตาของหยวนซิวสั่นไหวเล็กน้อยเขาเงียบงันไปเนิ่นนาน
หลินเสวี่ยจู๋ลอบใช้หางตาสังเกตหยวนซิวอย่างระมัดระวัง
เป็นอย่างไร? คำกล่าวของนางได้ซึมลึกลงไปในหัวใจของเขาเป็นแน่แล้วมันจะช่วยให้พระเอกไม่เข้าสู่ด้านมืดได้หรือไม่?
หากเป็นเช่นนั้นนับว่านางได้กอบกู้โลกใบนี้แล้วใช่หรือไม่?
ถึงอย่างไรหากนางทำให้พระเอกไม่เข้าสู่ด้านมืดได้ผู้คนที่บาดเจ็บล้มตายในวันหน้าก็จะน้อยลงมากโข
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอย่างเป็นกังวลก็ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังแว่วมาที่ข้างหู
น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าของหยวนซิวดังเข้าหูของนาง“ไม่นึกว่าคนที่เข้าใจข้าที่สุดบนโลกนี้จะเป็นเจ้า”
หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะแห้งนั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ดูสิว่านางอดหลับอดนอนมากเพียงใดเพื่ออ่านนิยายเล่มนี้
หลินเสวี่ยจู๋กำลังรู้สึกอิ่มเอมใจจู่ๆ ก็รู้สึกถึงความผิดปกติเล็กน้อยจากส่วนลึกของหัวใจร่างกายเริ่มสั่นสะท้านขึ้นมา
เมื่อครู่นางพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดใช่หรือไม่?
หยวนซิวในฐานะที่เป็นทรราชคงไม่ชอบให้ผู้ใดมองเขาอย่างทะลุปรุโปร่งใช่หรือไม่?
หากหยวนซิวฟื้นคืนความสามารถได้แล้วเรื่องแรกที่จะทำย่อมเป็นการปิดปากนางใช่หรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินเสวี่ยจู๋ก็ลอบเหลือบมองขาที่บาดเจ็บของหยวนซิวพลางคิดในใจ ‘ไม่อย่างนั้นก็ทำให้เขาไม่อาจฟื้นฟูร่างกายตลอดไปเลยดีหรือไม่?’
เดิมทีหยวนซิวยังคงครุ่นคิดกับคำพูดของหลินเสวี่ยจู๋แต่ประสาทสัมผัสของทหารกลับทำให้เขารู้สึกถึงกลิ่นอายอันตราย
เขามองไปทางหลินเสวี่ยจู๋เห็นอีกฝ่ายกำลังจ้องมองขาของเขาตาเป็นมันก็รู้สึกสับสนไปชั่วขณะ
สตรีผู้นี้เป็นบ้าอันใดขึ้นมาอีก?
จู่ๆ ก็เห็นหลินเสวี่ยจู๋ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งหนีไปราวกับกำลังหลบหนีก็ไม่ปาน
หยวนซิวคิด ‘เล่นกลยุทธ์แสร้งปล่อยเพื่อจับกับข้าอีกแล้วหรือ?’
“คุณหนูเสวี่ยจู๋รีบมากินปลาย่างเร็วเจ้าค่ะ” ชุ่ยเอ๋อร์เพิ่งกลับมาจากการใช้อู๋ฮ่วนจื่อล้างมือที่ริมลำธารเมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋ก็รีบเอ่ยปาก
เวลานี้หลินเจียย่วนพลันลุกขึ้นนั่งพลางเอามืดนวดหน้าผาก
หลินเสวี่ยจู๋เห็นสีหน้าของหลินเจียย่วนดูไม่ดีนักก็เอ่ยถาม“อาหญิง ท่านไม่สบายหรือเจ้าคะ?”
หลินเจียย่วนส่ายหน้าเล็กน้อย“คงเพราะเมื่อคืนหลับไม่สนิท ไม่น่ามีปัญหาอันใด”
หลินเสวี่ยจู๋รู้ว่านางกำลังฝืน
ในนิยายระบุว่าทันทีที่หลินเจียย่วนก้าวเข้าสู่เขตภูเขาลึก นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปเพื่อไม่ให้เป็นตัวถ่วงของทุกคน นางจึงแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผลลัพธ์คือทันทีที่นางเป็นลมก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของหลินเสวี่ยจู๋ในฐานะนางร้ายดูเด่นชัดยิ่งขึ้นผู้เขียนจงใจให้นางเมินอาการป่วยของหลินเจียย่วนผู้เป็นอาหญิง หลังจากหลินเจียย่วนเสียชีวิตก็ไม่แสดงความโศกเศร้าหรือกล่าวขอโทษใดๆออกมา เพียงจดจ่ออยู่กับการทำตัวใกล้ชิดกับพระเอกอย่างไร้สมองเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ พระเอกจึงยิ่งมองเห็นความเห็นแก่ตัวและความเย็นชาของหลินเสวี่ยจู๋ได้อย่างชัดเจนทำให้รังเกียจนางมากขึ้นกว่าเดิม
หลินเสวี่ยจู๋อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจตัวละครของนางไม่มีข้อดีให้พูดถึงเลยจริงๆ
เพียงแต่ในเมื่อนางได้มาอยู่ในร่างนี้แล้วก็จะไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นนางหยิบถุงใส่น้ำขึ้นมา พร้อมกับหยิบยาบำรุงจากในมิติส่งให้หลินเจียย่วน
“อาหญิง นี่คือยาที่ข้าให้หม่าซิงซื้อให้สามีข้าก่อนออกเดินทางท่านกินสักเม็ดเถิดเจ้าค่ะ”
หลินเจียย่วนคงจะทรมานมากจริงๆจึงไม่ได้ตอบปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย นางกลืนยาลงไปอย่างรวดเร็ว
หลินเสวี่ยจู๋ประคองนางไปนั่งที่ข้างกองไฟแล้วบอกให้ชุ่ยเอ๋อร์นำปลาย่างมาให้นาง จากนั้นก็เดินไปหาหลินเฉิงเหยา
หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงตื่นแล้วพวกเขากำลังใช้ก้อนหินบดแกนของอู๋ฮ่วนจื่อ เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋เดินเข้ามาใกล้หลินเฉิงเหยาก็มีท่าทีราวกับเด็กที่ต้องการคำชม“หลานสาว ข้าเห็นภูเขาเบื้องหน้าค่อนข้างสูง คาดว่ายุงคงชุมไม่น้อย แกนของอู๋ฮ่วนจื่อมีฤทธิ์ไล่แมลงพวกเรากำลังคิดที่จะทำถุงใส่ยาไล่แมลงสักหลายถุงให้ทุกคนพกเอาไว้”
เมื่อเขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากเช่นนี้หลินเสวี่ยจู๋ย่อมไม่อาจนิ่งเฉย หลังจากกล่าวชมเชยไปยกหนึ่ง นางก็เอ่ยอย่างจริงจัง“ท่านอา ท่านอาสะใภ้ ข้ามาหาพวกท่านเพราะมีเรื่องต้องการหารือสองเรื่องเรื่องแรกข้าเห็นอาหญิงนอนหลับไม่ค่อยสนิทอาจต้องหาสมุนไพรที่ช่วยในการนอนหลับให้นางสักหน่อยเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้หลินเฉิงเหยาก็รู้สึกผิดทันที น้องสาวของเขา เขายังต้องให้หลานสาวมาเป็นกังวลเขาไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพี่ชายจริงๆ จึงรีบถาม “น้องหญิงไม่สบายตรงไหนหรือ?”
“ตอนนี้ยังดีอยู่เจ้าค่ะ”หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย “เพียงแต่อาหญิงร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยมาตั้งแต่เล็กประสบเรื่องราวต่างๆ ก็มักคิดมาก ไม่ดีต่อสุขภาพ พวกเราต้องเดินทางอีกไกลข้ากลัวว่านางจะทนไม่ไหว วางแผนไว้เนิ่นๆ จะดีกว่าเจ้าค่ะ”
เจี่ยงฉีซวงพยักหน้า“พวกเราละเลยเรื่องนี้ไป โชคดีที่หลานสาวเตือน เช่นนั้นเรื่องที่สองเล่า?”
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย “ในภูเขาลึกมียุงชุกชุมไม่แน่ว่าอาจได้เจองูพิษหรืออากาศพิษ เพราะฉะนั้นเรื่องแบบเมื่อคืนอาจเกิดขึ้นอีกก็เป็นได้ข้าไม่ได้มีจิตใจเมตตาต้องการช่วยเหลือทุกคนอยู่ตลอด ทั้งยังไม่ปรารถนาที่จะให้ท่านอาแบกรับชีวิตของทุกคนไว้เพียงผู้เดียวข้าเพียงกลัวว่าหากเกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเราไม่อาจอยู่รอดได้เพียงลำพัง จึงต้องเตรียมการล่วงหน้าสักเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
หลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงเข้าใจคำพูดนี้ท่าทางของหลินเฉิงเหยาดูเคร่งขรึมมากขึ้น เขาขมวดคิ้วมุ่น “หลานสาวเตือนได้ถูกต้องหลายวันมานี้ข้ากับฉีซวงกำลังปรึกษาหารือเรื่องการหาสมุนไพรเช่นกัน ทว่าต้องจนปัญญาที่ทรัพยากรมีไม่มากนักเมื่อเข้าไปในภูเขาลึกอาจดีกว่านี้เพียงแต่ของอย่างสมุนไพรนั้นหากต้องการเก็บรักษาเอาไว้นานๆจะต้องนำไปแปรรูปและตากแดดให้แห้ง ทว่าพวกเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางจึงไม่อาจทำเช่นนี้ได้จริงๆ”
นี่คือความจริงหลินเสวี่ยจู๋เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในสมองของนางมีวิธีการมากมาย แต่ไม่อาจดำเนินการได้เนื่องจากขาดปัจจัยตัวอย่างเช่น นางต้องการทำรถเข็นให้หยวนซิว เช่นนี้จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงของผู้อื่นในการแบกร่างเขา
ขณะที่กำลังครุ่นคิดก็เห็นหลิวขุยพาหม่าซิงพุ่งตรงมาทางพวกเขา
“คนดวงซวยหมายเลขสามมาแล้ว”หลินเสวี่ยจู๋ดวงตาเป็นประกาย พลางหัวเราะคิกคัก
.............................