หญิงสาวนั่งอมยิ้มอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ ในบ้านโทรมๆหลังเดิม และคิดเกี่ยวกับสิ่งของในชิปมิติ
อาหารเ่าั้อาจจะดูมากเกินจำเป็สำหรับโลกเดิมแต่สำหรับที่นี่ อาหารที่มีในมิติก็ไม่นับว่ามากเลยหากกินเพียงคนเดียวก็อาจอยู่ได้สามถึงสี่เดือนแต่จากความทรงจำครอบครัวนี้มีอยู่เก้าคนแม้ว่าในบ้านหลังที่นางอยู่จะมีเพียงสี่คนก็เถอะ แต่บ้านลุงที่สร้างแยกอีกหลังก็มีถึงห้าคนดังนั้นอาหารเหล่านี้ช่วยแก้ขัดได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นและยังจะเอาออกมาแบบประเจิดประเจ้อก็ไม่ได้ ดังนั้น นางขอตั้งเป้าหมายเล็กๆเอาไว้ก่อน คือการได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย และเพื่อเป้าหมายนั้นนางจะต้องพยายามหาเงินให้มากขึ้น
เมื่อตกลงกับตัวเองได้แล้วก็นำยามาทารอยฟกช้ำบวมแดงที่แก้มและหน้าผาก กินยาแก้อักเสบหนึ่งเม็ดแล้วล้มตัวลงนอนและหลับไปอย่างสบายใจ อาจจะเพราะร่างกายนี้ระบมจากการถูกทำร้ายและอาจเพราะนอนไม่เต็มอิ่มมาหลายวันเนื่องจากมัวแต่แค้นเคืองชะตาชีวิตทำให้นางหลับยาวั้แ่ยังไม่มืดจนถึงต้นยามเหม่า
หญิงสาวรู้สึกสดชื่น ตื่นเต็มตา บิดเนื้อบิดตัวคล้ายเส้นดึงความกระปรี้กระเปร่าเข้าสู่ร่างกายแล้วลุกออกจากเตียงไปล้างหน้าล้างตานำกระจกจากชิปมิติออกมาส่องดูใบหน้าตัวเอง ดูเหมือนว่ายาจะได้ผลดีสมกับเป็ยาตัวใหม่จากห้องทดลอง เพียงคืนเดียวรอยแดงบนแก้มก็หายแล้วเหลือเพียงที่ศีรษะที่รอยบวมยุบลง สีเขียวม่วงก็จางลง แต่ยังไม่หายนางจึงทายาซ้ำอีกครั้ง แล้วเดินออกจากห้องตั้งใจว่าวันนี้นางจะเข้าครัวทำอาหารเสียหน่อย
นางคิดว่านางตื่นเช้าแล้วแต่ปรากฏว่านางซินฟางยังตื่นเช้ายิ่งกว่านางเสียอีก
นางซินฟางถึงกับไม่แน่ใจว่าตนตาฝาดไปหรือไม่เมื่อเห็นลูกสาวเข้ามาในครัว เพียงแค่เมื่อวานลูกสาวพูดดีกับนางด้วยนางก็ดีใจมากแล้ว วันนี้ลูกสาวยังถึงกับตื่นเช้าด้วยหรือ
“ข้ามาช่วยท่านทำอาหารน่ะเ้าค่ะ” ซินหยางเฟิ่งกล่าวเมื่อเห็นนางซินฟางทำหน้าแปลกใจมองนาง
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวแม่ทำเอง เ้าไปนอนต่อก็ได้”นางซินฟางกล่าวปฏิเสธ นางไม่คิดว่าอดีตคุณหนูอย่างลูกสาวของนางจะทำอาหารเป็เกรงว่าจะทำไฟไหม้บ้านน่ะสิ
“อ้อ” ซินหยางเฟิ่งส่งเสียงรับรู้ คาดเดาความคิดของมารดาซึ่งนางก็เข้าใจ จึงคิดว่าจะค่อยๆ ปรับตัวให้นางซินฟางเห็น จะได้ค่อยๆเข้าใจตัวตนของนางทีละนิดถ้าจะให้นางปฏิบัติตัวเหมือนซินหยางเฟิ่งคนเดิมเพื่อความแเีแล้วละก็นางไม่ทำแน่นอน ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่แนวทางการใช้ชีวิตต่างวิถีกันนางเป็ตัวของตัวเอง
ซินหยางเฟิ่งเดินออกมายืดเส้นยืดสายออกกำลังกายนอกบ้านโดยวิ่งเหยาะๆ หลังจากวิ่งได้เพียงห้ารอบนางก็หอบแฮ่กๆ แล้ว
“โอ้ ร่างกายนี้คุณหนูเกินไปจริงๆเมื่อวานนี้เห็นเชิงเขาอยู่ไม่ไกลเท่าไร คิดว่าจะลองไปเดินเล่นบนนั้นดูสักหน่อยไม่คิดเลยว่าร่างกายจะไม่อำนวยขนาดนี้สงสัยอันดับแรกคงต้องปรับปรุงสมรรถภาพร่างกายก่อนแล้ว”ซินหยางเฟิ่งบ่นร่างกายของตนเอง แล้วยืนเท้าเอวพักเหนื่อยครู่หนึ่งจากนั้นจึงวิ่งรอบบ้านต่อไปเรื่อยๆ จนฟ้าสาง
เมื่อเห็นทุกอย่างชัด นางจึงจะไปตัดฟืน แต่พบว่า ซินกัง ลูกชายของลุง ซึ่งมีอายุมากกว่านางเพียงสี่เดือนเขากำลังตัดฟืนอยู่ เขาก็เป็อีกคนหนึ่งที่ผงะด้วยความใเมื่อเห็นใบหน้าของนางชัดๆ ทั้งที่นางมาอยู่ที่นี่ตั้งเดือนหนึ่งแล้วทุกคนก็ยังไม่เคยเห็นหน้านางที่ปราศจากผ้าคลุมหน้าเลยเด็กหนุ่มพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วกล่าวปฏิเสธ เขาจะทำเองดังนั้นนางจึงออกไปเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน ดูว่ามีอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง ระหว่างทางทุกคนมองหน้านางแปลกๆ บางคนมองจนเหลียวหลัง บางคนไม่เก็บอารมณ์มองเสร็จก็หันไปซุบซิบกับคนข้างๆ เลย แต่ซินหยางเฟิ่งไม่สนใจ เมื่อกลับมาถึงบ้านนางซินฟางก็ตักอาหารแยกไว้ให้นางที่ห้องชุดหนึ่งแล้ว
“ต่อไปนี้ข้าจะกินกับพวกท่านไม่ต้องแยกให้ข้าแล้วเ้าค่ะ”
ในความทรงจำซินหยางเฟิ่งคนเก่าจะกินข้าวโดยแยกตัวกับสมาชิกครอบครัวเสมอเพราะนางไม่อยากเปิดผ้าคลุมหน้าต่อหน้าผู้อื่น นางไม่อยากให้ใครเห็นเส้นเืปูดๆแดงๆ แล้วยังแตกแขนงเส้นรากมากมาย ดูแล้วอัปลักษณ์ยิ่งแต่ซินหยางเฟิ่งคนใหม่ไม่สนใจ แม้ว่าโดยปกติแล้วนางจะชอบของสวยๆ งามๆแต่เมื่อนางเป็เสียอย่างนี้แล้ว ก็ได้แต่ต้องทำใจ นางไม่อยากอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆใช้ชีวิตแบบปิดหน้าปิดตาอยู่ตลอด ดังนั้น นางจะไม่คลุมผ้าเปิดเผยให้พวกเขาเห็นกันชัดๆ ไปเลย เดี๋ยวพวกเขาก็ชิน แล้วเดี๋ยวก็เลิกพูดกันไปเอง
“โอ๊ย!” จู่ๆ ซินหยางเฟิ่งก็ร้องขึ้นมา
มันแย่จริงๆตอนนี้นางรู้สึกเจ็บจี๊ดและแสบร้อนบริเวณตำหนิบนแก้ม ความเจ็บเหมือนถูกมดรุมกัด
‘นี่คงเป็เพราะพิษตกค้างที่ข้ารู้จากความทรงจำสินะแสดงว่านอกจากความน่าเกลียดของมันแล้ว มันยังทำให้ข้าต้องเ็ปอีกด้วย อูย’
“เป็อะไรไป เจ็บอีกแล้วหรือ” นางซินฟางขมวดคิ้วมองลูกสาวด้วยความเป็กังวล แม้ว่าซินหยางเฟิ่งจะร้องว่าเจ็บทุกวันวันละสองสามครั้ง ครั้งละประมาณสี่ถึงเจ็ดเฟิน แต่นางก็ยังไม่ชินนางรู้สึกทุกข์ใจทุกครั้งที่ลูกสาวเ็ป เคยขอลูกสาวดูนางก็ไม่เคยเปิดผ้าคลุมหน้าให้ดู ซ้ำยังตะคอกใส่ด้วยซ้ำว่า ‘อย่ามายุ่ง ออกไป!”
“อือ” ซินหยางเฟิ่งส่งเสียงตอบผ่านลำคอยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมแก้ม พยายามอดทนต่อความเจ็บให้ผ่านพ้นไป
ประมาณห้าเฟินต่อมาความรู้สึกแสบร้อนและเ็ปก็บรรเทาลง
วันนี้เป็ครั้งแรกที่ซินหยางเฟิ่งได้เห็นสมาชิกครบบ้านที่นางอาศัยอยู่มีท่านตา ท่านยาย ท่านแม่ของนาง และตัวนางเอง
ครอบครัวนี้ยากจนมากจริงๆเมื่อก่อนมีสมาชิกอยู่ด้วยกันห้าคนแต่เมื่อห้าปีที่แล้วท่านลุงแต่งงานใหม่เป็ครั้งที่สองกับป้าสะใภ้ทั้งคู่ก็เหมาะสมกันดี เพราะท่านลุงมีลูกชายเป็ลูกติดส่วนป้าสะใภ้ก็มีลูกสาวเป็ลูกติด เขาจึงสร้างบ้านใหม่อีกหลังเพื่ออยู่ร่วมกันกับภรรยาและลูกๆของเขา
บ้านอีกหลังของท่านลุงมีห้าคน ได้แก่ ท่านลุงซินฮุ่ยชิวป้าสะใภ้จาง ซินกัง ลูกชายท่านลุง ลูกติดป้าสะใภ้ซึ่งเป็ผู้หญิงนางเปลี่ยนมาใช้แซ่ของท่านลุงเรียบร้อยแล้ว ชื่อซินลี่ถังและลูกชายของท่านลุงกับป้าสะใภ้ ซินกุ้ย
แม้ว่าบ้านจะแยกเป็สองหลังแต่ก็กินข้าวด้วยกันโดยสลับกันทำอาหารระหว่างนางซินฟาง และสะใภ้จาง
สมาชิกทุกคนถึงกับตะลึงแม้ว่าเหล่าซินและซินกังจะเคยเห็นหน้านางตอนที่ไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้วแต่ก็ยังเก็บความรู้สึกไม่ได้ดวงตาทุกคู่ไหวระริกรู้สึกคันปากอยากถามเหลือเกินเมื่อเห็นตำหนิน่าเกลียดบนแก้มของนางแต่นี่เป็วันแรกที่นางยอมเปิดเผยใบหน้าและกินข้าวร่วมกับพวกเขาดังนั้นพวกเขาจึงระงับความสงสัยไว้ในใจแต่ไม่ใช่กับคนตัวเล็กที่สุดที่ตอนนี้นั่งอยู่ข้างแม่ของเขา
เขากอดแขนของสะใภ้จางแน่นสายตาจับจ้องที่รอยเส้นเืปูดนูนแดงราวสีเืบนแก้มของซินหยางเฟิ่งแล้วร้องไห้จ้า
“โอ๋ๆ ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัวนางเป็ลูกพี่ลูกน้องของเ้า ไม่ทำอะไรเ้าหรอก” สะใภ้จางกล่าวปลอบใจลูกชายอย่าว่าแต่ลูกชายวัยสามขวบของนางกลัวเลย นางเองก็ใจสั่นหวิวๆ เช่นกันแต่นางไม่สามารถยอมรับตามตรงได้
ซินหยางเฟิ่งเม้มปาก ยกมือขึ้นกุมแก้ม‘คิดผิดหรือเปล่านะที่จะเป็คนเปิดเผยเนี่ยนี่จะไม่เป็การทำร้ายสายตาของพวกเขาหรือ’
“เอ่อ ข้าเคยถูกวางยาพิษตอนอยู่ในจวนโหวน่ะเื่มันก็นานมาแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังถอนพิษไม่ได้ มันไม่ใช่โรคติดต่อไม่ต้องกลัวนะ พี่สาวใจดี” หญิงสาวอธิบายให้ทุกคนฟังและสายตาหันไปหยุดอยู่ที่เด็กชายตัวน้อย
“จริงเหยอ” เด็กชายถามย้ำเพราะใบหน้าของพี่สาวน่ากลัวเกินไป อีกทั้งหลายวันมานี้เขายังเคยได้ยินเสียงพี่สาวะโโวยวายใส่คนอื่นและได้ยินเสียงขว้างปาข้าวของตั้งหลายครั้งแต่นางบอกว่าตัวเองใจดี เขาควรจะเชื่อไหม
“แน่นอนสิ” ซินหยางเฟิ่งพยักหน้ายืนยันแล้วสายตาของนางก็ต้องชะงักเมื่อเห็นนางซินฟางน้ำตาคลอเจียนจะไหลหยดออกมาแล้ว
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะท่านแม่ ข้าชินแล้ว” เสียที่ไหนล่ะนางพูดต่อในใจ เพราะพิษนี้มันไม่ได้เพียงแค่ทำให้ดูน่าเกลียดเท่านั้นแต่บางครั้งมันก็ทำให้นางรู้สึกเจ็บแสบร้อนบนใบหน้าด้วยซึ่งนางเพิ่งได้ััความรู้สึกนั้นเมื่อประมาณหนึ่งเค่อที่แล้วเอง เจ็บไม่นานเพียงระยะเวลาสั้นๆ สี่ถึงเจ็ดเฟินเท่านั้นแต่ความรู้สึกเจ็บแสบบนใบหน้ามันไม่ใช่เื่ตลกเลยสักนิดนางจะต้องหาทางถอนพิษนี้ให้ได้
ทุกคนบนโต๊ะรู้สึกสงสารนางพอจะเข้าใจบ้างแล้วว่าทำไมนางถึงได้อารมณ์ร้ายเช่นนี้ั้แ่นางกลับมาหาครอบครัวนางไม่เคยพูดดีๆ หรือมองหน้าคนในครอบครัวตรงๆเลยสักครั้ง วันๆ ถ้าไม่ออกมาพูดจาน่าเลาะฟัน ก็นอนขลุกอยู่แต่ในห้องแต่เพราะพวกเขารักและสงสารนางซินฟาง พวกเขาจึงไม่อยากพูดอะไรให้นางเสียใจมากไปกว่านี้ทำเป็ไม่ได้ยิน ไม่เห็นสิ่งที่ซินหยางเฟิ่งทำแต่เมื่อตอนนี้เหมือนว่านางจะพยายามปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นทุกคนจึงจะลองเปิดใจรับนาง
“วันนี้ข้าจะลองไปหาผักป่าแถวๆ เชิงเขาดูนะเ้าคะ”ซินหยางเฟิ่งกล่าวหลังจากกินข้าวเสร็จ
ทุกคนในวงข้าวถึงกับอึ้งแล้วหันไปมองหน้านางพร้อมกันราวกับนัดกันไว้ไม่คิดว่านางจะเปลี่ยนนิสัยถึงขนาดจะออกไปทำมาหากินด้วย
‘โอ้ อดีตคุณหนูจวนโหวจะออกไปหาเก็บผักป่าน่าทึ่งใช่ไหมล่ะ’ ซินหยางเฟิ่งนึกในใจพูดกับตัวเอง