ผ่านไปหลายปีคล้ายเพียงชั่วครู่
ยามนี้จูมี่เอินอายุได้สิบเจ็ดปีแล้ว หากนางเป็สาวชาวบ้านปกติถ้าเลยวัยปักปิ่นคงถูกบิดามารดารีบพาไปหาบุรุษมาแต่งออกไปเป็แน่ แต่นางเป็คนของอาราม ต่อให้นางหน้าตาดีแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้ามาทาบทาม
ความจริง...ก็มีมาบ้างนั้นแหละ นางงดงามถึงเพียงนี้ผู้ใดพบเห็นเป็ต้องชมชอบ
มีบางครั้งหนุ่มชาวบ้านก็มาตามจีบนาง แต่กับพบว่านางนั้นนิสัยคล้ายนักบวชเหลือเกิน พวกเขามาจีบนางกลับไม่รู้เื่
เทียวไปมาหาสู่นางอยู่ทุกวันแต่นางเล่าทำอันใด! นางกลับชวนพวกเขาบวชเข้าอารามด้วยเพราะความเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขานั้นเลื่อมใสในทางเดินของลัทธิเต๋า จนเป็บุรุษเ่าั้ที่พากันถอดถอนใจไปแต่งสตรีอื่นเข้าบ้านแทน
หลี่ลู่ซือยืนมองเด็กสาวโตเต็มวัยพร้อมออกเรือนกำลังขมักเขม้นกวาดใบไม้กลางลานเหมือนทุกวัน มองนางสวมใส่เสื้อผ้าสีน้ำเงินเก่าๆ ที่มีเพียงไม่กี่ตัวแล้วก็ปลงตกแทนนาง นางเหมาะจะเป็นักบวชจริงๆ นั้นแหละ แต่หลี่ลู่ซือไม่อาจบวชให้นางได้สมใจปรารถนา
เขานั้นเห็นเื่ราวเ่าั้ทั้งหมด ทั้งความตั้งใจในการบวชเรียนของนาง หากแต่เขายังไม่อาจตัดใจให้นางเป็นักบวชหญิงได้ เขาคิดว่านางน่าจะมีชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เพียงแค่รอเวลานางจากอารามไปเท่านั้น เดินไปตามทางที่ชะตาชีวิตของนางได้กำหนดไว้
ยิ่งเมื่อมองดูบุรุษพวกนั้นที่มาตามจีบนาง ต่อให้เขาเป็เพียงอาจารย์หาใช่บิดาของนางเขาก็ไม่อาจยกนางให้ใครไปได้ คนพวกนั้นหลงใหลเพียงรูปโฉมภายนอกของนาง พอได้รู้นิสัยกับพากันส่ายหน้าหนีไป ไม่ได้ชมชอบนางจากใจจริง ไม่ได้ชมชอบนางจากนิสัยของนาง
หลี่ลู่ซือเองไม่ใช่ไม่กังวลที่จูมี่เอินเลยวัยปักปิ่นมานานแล้วกลับยังไม่แต่งไปบ้านใด หากช้ากว่านี้คงไม่มีใครอยากรับนางเข้าบ้านเป็แน่
แต่เมื่อมองจูมี่เอินแล้วนางคงไม่วิตกกังวลเื่นั้นเท่าไหร่ เป็เขามากกว่าที่คิดแทนนาง ตัวเขานั้นบวชมานานควรจะเข้าใจทางโลกมากกว่านี้ แต่เื่บางเื่ยังไม่อาจสู้นางได้เลย
"อาจารย์ลู่!" ทันทีที่เห็นอาจารย์ออกมาจากห้องสวดมนต์นางก็ปรี่เข้ามาหาทันที
นั่นไงมาอีกแล้ว หลี่ลู่ซือมองคนที่เดินพุ่งเข้ามาหาตน เวลานางเจอเขาหรือเหล่าศิษย์พี่ของนางท่าทางของนางมักจะซุกซนไม่เปลี่ยนจากยามเด็กเท่าไหร่ แต่ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นก็ดูสุขุมมากจนคล้ายเทพเซียนลงมากวาดอารามให้มนุษย์
แล้วตอนนั้นเขาบอกนางว่าเขาชื่อหลี่ลู่ซือ นางว่าเรียกยากขอเรียกอาจารย์ลู่พอ เขาบอกให้เรียกท่านนักบวช แต่จนแล้วจนรอดยังไงนางก็ไม่เคยเปลี่ยนคำเรียก จนศิษย์พี่ของนางเองก็พากันเรียกเขาตามนางไปด้วย เด็กน้อยดื้อรั้นในวันนั้นโตมาขนาดนี้ตอนไหนก็ไม่ทันได้สังเกต
ไหนจะนิสัยชอบเรียกเขาตลอดเวลานั้นอีก ปกติไม่เจอหน้าก็เรียก ยามเจอไหนเลยจะอดที่จะเรียกไม่ได้ ตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน
จูมี่เอินตัวเล็กแต่กลับว่องไวมาก ไม่นานก็มาถึงตัวหลี่ลู่ซือ
"อาจารย์ลู่" นางทิ้งไม้กวาดในมือลงทันที จนมันล้มไปกระแทกพื้นดัง 'ปัก' แต่ก็หาใส่ใจไม่ กลับยกมือผสานเคารวะอาจารย์ตนเองด้วยรอยยิ้มสดใส เงยหน้ามองเขาที่อยู่บนอารามสูงกว่าตนหลายขั้นบันได
พรึบๆ
ทว่าแสงสีทองก็วาบผ่านดวงตาของนาง
พรึบ
จูมี่เอินกระพริบตาถี่ กลับสู่โลกของความจริง
"ท่านอาจารย์..." นางเรียกเขาแ่เบา น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างไม่รู้ว่ามีมาตอนไหน แววตาวูบไหวระคนใ มือที่ยกผสานอยู่ก็สั่นอย่างหวาดกลัว
"ข้ารู้ คนเราเกิดมาย่อมต้องตาย" หลี่ลู่ซืออยู่ใกล้นางมาก เขาสามารถเห็นแสงสีทองในดวงตาของนางที่วาบผ่านได้อย่างชัดเจน เขาเองไม่รู้ว่าอนาคตเป็เช่นไร มิได้มีพลังวิเศษเช่นนาง แต่ดวงตาตื่นตะหนกของนางที่มองมายังเขานั้นก็เดาได้ไม่ยาก วันเวลาของเขาคงใกล้จะหมดลงแล้ว
เด็กสาวตัวเล็กชะงักค้างนิ่งงัน ไม่รู้ควรใสิ่งใดก่อน ใที่เห็นว่าคนที่คอยอบรมสั่งสอนนาง สอนพิธีกรรม สอนคาถา ให้ข้าวให้น้ำและที่พักพิงกับนางกำลังจะจากไป หรือควรจะใที่เขารู้มาตลอดว่านางสามารถมองเห็นอนาคตได้ ไม่แน่ว่าเขาเองก็เห็นเหมือนกันถึงได้มีท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนเช่นนี้ใช่หรือไม่
หลี่ลู่ซือมองใบหน้าของหญิงสาวที่มีน้ำตาไหลออกมา ไยคนจะตายกลับไม่ร้อง คนอยู่ถึงร้องเอง นี่คือสัจธรรมของโลกหรือ ผู้จากไปไม่เ็ปกลับเป็คนที่อยู่ที่เ็ปแทน
"ท่านก็มองเห็นอนาคตหรือท่านอาจารย์?" จูมี่เอินเค้นเสียงถามออกไปได้ในที่สุด น้ำเสียงนั้นแหบพร่าแทบฟังไม่ออกว่านางกล่าวสิ่งใด
หลี่ลู่ซือส่ายหน้า
"มี่เอินเ้าเป็คนที่มีชะตาที่ยิ่งใหญ่" ในเมื่อรู้ว่าตนจะไม่อยู่แล้ว สิ่งที่ควรตัดสินใจพูดมาหลายปีก็ควรพูดเสียที "การที่เ้ามีพรวิเศษหรือพลังวิเศษต่างจากคนอื่นไม่ใช่เื่ผิด อย่าอยู่กับมันด้วยความกลัว จงเชื่อมั่นและใช้ชีวิตเถิด"
"ข้าเข้าใจแล้วท่านอาจารย์" ั้แ่ครั้งนั้นที่ได้ช่วยบุรุษผู้นั้นไว้นางก็ยอมรับพลังวิเศษนี้ของนางได้บางส่วนแล้ว เพียงแต่เมื่อเห็นชาวบ้านในนิมิตรแล้วนางก็ไม่ได้บอกอะไรพวกเขา เพราะรู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเชื่อ ซ้ำยังจะทำให้คนรอบตัวนางลำบาก นางคิดว่าควรใช้มันให้เป็ประโยชน์ต่อคนที่เชื่อมั่นในตัวนางจะดีกว่า หลายปีที่ผ่านมาต่อให้เห็นนิมิตรก็ไม่เคยเอ่ยปากบอกผู้ใดอีกเลย
จูมี่เอินปาดน้ำตาของตนทิ้งไป ใช้ชีวิตที่นี่มานานได้เรียนรู้ความเป็ไปของโลก รู้ว่าควรต้องปล่อยวาง หากแต่นางเองก็ไม่ใช่พระโพธิสัตว์องค์ใด ยิ่งไม่ใช่เทพเซียนยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า ต่อให้ร่ำเรียนมาหลายปีในทางเต๋านางก็ยังมีความเป็มนุษย์อยู่บ้าง เมื่อรู้ว่าอาจารย์ที่เป็เหมือนบิดาอีกคนกำลังจะจากไปก็ไม่อาจปกปิดความรู้สึกของตนเองได้
นางใช้ดวงตาคู่ที่มองเห็นอนาคตจ้องไปยังหลี่ลู่ซือที่อยู่สูงกว่าตน เขาเองหลุบตาลงต่ำมองมาที่นางพลางยกยิ้มบางเบาส่งมาให้ เป็รอยยิ้มที่ไม่ทุกข์ร้อน ทำให้จูมี่เอินจิตใจสงบลงได้บ้าง แต่ค่ำคืนนั้นก็ข่มตานอนได้ยากกว่าทุกวันจริงๆ