ด้วยการสนับสนุนจากหวังเหมิ่งในครั้งนี้ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์จึงหมดข้อกังขาเื่ความสามารถในการจ่ายเงินของซุนเสี่ยวเหยียนโดยสิ้นเชิง
บรรดาซัพพลายเออร์ต่างพากันกรูเข้ามาแจกนามบัตรให้เธออย่างประจบประแจง พวกเขาหวังลึก ๆ ว่าซุนเสี่ยวเหยียนจะจดจำชื่อเสียงเรียงนามพวกเขาเอาไว้ เผื่อว่าในอนาคตจะได้รับการดูแลเป็พิเศษบ้าง
ส่วนชายวัยกลางคนอย่างจางจง ได้แต่ยืนบื้อใบ้ด้วยท่าทีสิ้นหวัง สีหน้าของเขาเหม่อลอยราวกับคนเสียสติ เพราะยังคงตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่พลิกผันทั้งหมด
ซุนเสี่ยวเหยียนรับนามบัตรของทุกคนมาด้วยรอยยิ้มการค้า เมื่อเห็นว่าปัญหาคลี่คลายลงแล้ว เธอจึงหันไปสั่งผู้ช่วยให้จัดการชำระเงินกับซัพพลายเออร์ที่ยินยอมหักส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์ทันที ส่วนรายอื่น ๆ ที่เหลือ ให้ชำระราคาเต็มใน่สิ้นเดือนตามปกติ
สิ้นคำประกาศนั้น บรรดาซัพพลายเออร์หัวโจกต่างพากันหน้าเจื่อนสนิท แต่ก็ต้องจำใจก้มหน้ายอมรับความจริง เพราะนี่คือเงื่อนไขที่พวกเขาเป็คนเรียกร้องเองั้แ่แรก ประกอบกับมีเ้าหน้าที่ตำรวจสองนายยืนคุมเชิงอยู่ข้าง ๆ ต่อให้อยากจะโวยวายอาละวาดแค่ไหนก็ทำไม่ได้แล้ว
ส่วนซัพพลายเออร์รายอื่น ๆ ต่างลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ตัวเองโชคดี พวกเขาพากันกล่าวลาซุนเสี่ยวเหยียนแล้วแยกย้ายกันกลับไป เมื่อเห็นว่าเื่ราวจบลงด้วยดี ตำรวจทั้งสองนายจึงขอตัวลากลับเช่นกัน
ซุนเสี่ยวเหยียนเป็คนฉลาดและรู้จักผูกมิตร เธอสั่งให้ผู้ช่วยสาวเตรียมซองแดงสองซองมาเนียนยัดใส่มือตำรวจทั้งสองนาย พร้อมกับกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะเดินไปส่งพวกเขาถึงด้านนอกด้วย
หลังจากนัดแนะเวลาส่งของกับหวังเหมิ่งเรียบร้อย ซุนเสี่ยวเหยียนที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันก็ลากสังขารกลับมายังห้องทำงาน เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ผู้บริหาร พลางลอบถอนหายใจอย่างโชคดี
ถ้าไม่ได้ลอตเตอรี่ที่ฉินจงให้มาช่วยชีวิตไว้ วันนี้เธอคงไม่มีทางรอดพ้นวิกฤตินี้ไปได้ และบริษัทผลิตยาที่ปู่ทิ้งไว้ให้ ก็คงต้องมาพังพินาศลงด้วยมือของเธอจริง ๆ
แค่คิดถึงผลลัพธ์อันเลวร้ายนั้น ซุนเสี่ยวเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว ในใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณชายหนุ่มจากโลกอนาคตอีกสิบปีข้างหน้าอย่างฉินจงอย่างสุดซึ้ง
หญิงสาวลูบคลำแหวนบนนิ้วมือเบา ๆ พลางรำพึงในใจ ไม่รู้ว่าตอนนี้ตาแก่นั่นกำลังทำอะไรอยู่ จะยังโดนพวกซอมบี้ล้อมกรอบอยู่หรือเปล่านะ?
...
ตัดกลับมาที่โลกวันสิ้นโลก ณ ลานจอดรถใต้ดินอันมืดมิดแห่งหนึ่ง
ฉินจงที่เพิ่งถูกซุนเสี่ยวเหยียนบ่นถึง กำลังตะเกียกตะกายคลานไปข้างหน้าทีละคืบทีละนิ้ว ท่ามกลางความมืดมิดไร้ก้นบึ้งของลานจอดรถ
ในตอนที่เขามองเห็นประตูทางหนีไฟอยู่รำไร จู่ ๆ ความรู้สึกที่นิ้วนางข้างซ้ายก็แล่นปลาบด้วยความเ็ปรุนแรง! ฝ่าเท้าขนาดใหญ่ของตัวอะไรบางอย่างเหยียบขยี้ลงมาเต็มแรง ฉินจงกัดฟันกรอดจนกรามลั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเล็ดลอดเสียงครางออกมาให้ได้ยิน
ไอ้ซอมบี้เวรนี่ช่างหาทำจริง ๆ! ดูเหมือนมันจะสวมรองเท้าหนังพื้นแข็งโป๊ก ถ้ามันเหยียบลงมาเต็มฝ่ามืออาจจะยังพอทน แต่ดันมาเหยียบโดนแค่ปลายนิ้วเข้าอย่างจัง!
โบราณว่าไว้ นิ้วทั้งสิบเชื่อมโยงถึงหัวใจ ความเ็ปแสนสาหัสทำเอาใบหน้าของฉินจงกระตุกสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ แต่เขาทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนอย่างสุดความสามารถ ไม่กล้าปริปากร้องแม้แต่แอะเดียว ซอมบี้ตัวนั้นชะงักฝีเท้าไปราว ๆ สามวินาที ก่อนจะค่อย ๆ เดินลากขาจากไปทางอื่น
เมื่อแน่ใจว่าซอมบี้เดินพ้นระยะไปแล้ว ฉินจงก็สลัดความเ็ปที่เสียดแทงปลายนิ้วทิ้งไป รีบตะบึงคลานต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงหน้าทางหนีไฟ เขาจึงค่อย ๆ ออกแรงผลักประตูทนไฟให้แง้มออกอย่างระมัดระวัง
หลังบานประตูทนไฟนั้นมืดมิดสนิทจนแทบจะมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง หัวใจของฉินจงเต้นกระหน่ำรัว ๆ ได้แต่ภาวนาในใจว่า ภายในโถงทางเดินที่มืดตื๊ดตื๋อแบบนี้ คงจะไม่เดินชนเข้ากับตัวอะไรที่ไม่ควรแตะต้องเข้าหรอกนะ
ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ตอนนี้มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้นถึงจะมีทางรอด เขาแทรกตัวเข้าไปด้านในอย่างเงียบเชียบ ใช้มีดสั้นคลำนำทางไปข้างหน้าโดยให้แผ่นหลังแนบชิดกำแพงไว้ตลอดเวลา หลังจากก้าวขึ้นบันไดไปได้สามสี่ขั้น เขาถึงค่อยหยิบไฟฉายกระบอกเล็กออกมาจากกระเป๋าเป้
เขาค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อกะระยะให้แน่ใจว่าเมื่อเปิดไฟฉายตรงนี้ แสงสว่างจะไม่เล็ดลอดออกไปให้พวกข้างนอกลานจอดรถสังเกตเห็น จากนั้นจึงใช้ห้านิ้วปิดครอบหัวไฟฉายไว้จนมิดแล้วกดสวิตช์เปิด
แสงไฟฉายส่องทะลุผ่านง่ามนิ้วจนเห็นเืฝอยสีแดงฉาน มีเพียงลำแสงจาง ๆ ลอดออกมาพอให้มองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวในระยะใกล้ ๆ ได้เท่านั้น แต่ทันทีที่สายตาปรับโฟกัสเห็นภาพตรงหน้า ฉินจงถึงกับขนลุกซู่ ตัวสั่นสะท้าน เกือบจะเผลอหลุดปากอุทานออกมาด้วยความใสุดขีด!
ให้ตายเถอะ! บนขั้นบันไดห่างออกไปแค่คืบ มีซอมบี้ตัวหนึ่งกำลังนอนกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงกำแพงอยู่ ถ้าเมื่อกี้ฉินจงก้าวเท้าพลาดขึ้นไปอีกแค่ก้าวเดียว เขาคงได้เหยียบเข้าที่กลางพุงของมันเข้าอย่างจังแน่ ๆ!
มันเป็ซอมบี้เพศชายวัยฉกรรจ์ รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ใบหน้าเขียวคล้ำซูบตอบ ั์ตาของมันว่างเปล่าไร้จุดหมาย ทว่าบางจังหวะกลับมีประกายความเย็นเยียบวาบพาดผ่าน เนื่องจากมันอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า แม้ฉินจงจะมีมีดอยู่ในมือ แต่ถ้าคิดจะลงมือปลิดชีพมันให้จบในดาบเดียว คงไม่ใช่เื่ง่ายอย่างแน่นอน
วินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง ฉินจงพลันฉุกคิดถึงทริคบางอย่างขึ้นมาได้ เขาตัดสินใจละนิ้วที่ปิดบังแสงไฟฉายออก แล้วส่องลำแสงสว่างจ้าอัดเข้าใส่ดวงตาของซอมบี้ตรง ๆ! และแล้วเื่มหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น... ไอ้ซอมบี้ร่างั์ส่งเสียงคำรามในลำคอออกมาได้แค่ครึ่งคำ ก่อนจะชะงักกึกและนิ่งค้างอยู่กับที่ราวกับถูกแช่แข็ง
การค้นพบครั้งนี้ทำเอาฉินจงแทบจะโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ ทริคนี้เขาเคยได้ยินมาจากผู้รอดชีวิตคนหนึ่งที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ก่อนหน้านี้ แต่นี่เพิ่งจะเป็ครั้งแรกที่เขาได้งัดมาใช้จริง โชคดีชะมัดที่หมอนั่นไม่ได้ตอแหลเขา!
ในขณะที่แสงไฟฉายยังคงสาดส่องตรึงการเคลื่อนไหวของซอมบี้เอาไว้ ฉินจงรีบฉวยโอกาสเบี่ยงตัวหลบผ่านร่างของมันไปอย่างฉิวเฉียด เขาซอยเท้าพุ่งพรวดขึ้นบันไดรวดเดียวหลายขั้น กว่าที่ซอมบี้ตัวนั้นจะได้สติและเริ่มขยับตัว ฉินจงก็วิ่งสับเกียร์หมาขึ้นมาจนถึงชั้นหนึ่งเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
การออกตัวกระชากอย่างรุนแรงเมื่อครู่ ทำให้หน้าอกของเขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอีกระลอก ส่วนแผลถลอกปอกเปิกที่หัวเข่า แม้จะมีเืซึมออกมาไม่น้อย แต่นั่นก็เป็แค่าแภายนอกไกลหัวใจ เมื่อเทียบกันแล้ว อาการบอบช้ำภายในที่บริเวณหน้าอกนั้นดูจะสาหัสกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เพราะแรงกระแทกมหาศาลจากอุบัติเหตุรถชนตอนนั้นมันรุนแรงเกินไป ต่อให้มีทั้งเข็มขัดนิรภัยและถุงลมนิรภัยช่วยเซฟตี้ไว้ถึงสองชั้น แต่ฉินจงก็ยังคงรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ที่หน้าอกเป็ระยะ ๆ
ทว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาไม่มีเวลามามัวโอ้เอ้พักฟื้นร่างกายหรอก เพราะการเอาชีวิตให้รอดไปจากนรกขุมนี้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด!
ฉินจงหรี่ตามองลอดช่องว่างแคบ ๆ ระหว่างประตูทนไฟสองบานออกไป ปรากฏว่าสถานที่แห่งนี้คือห้างสรรพสินค้าขนาดมหึมา ที่มีโถงกลางแบบเปิดโล่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยตัวอาคารสูงตระหง่าน เนื่องจากหลังคากระจก้าโดนกระแทกจนเปิดอ้าออก แสงแดดยามสายจึงสาดส่องทะลุลงมาเบื้องล่างได้อย่างเต็มที่
พื้นที่โถงกลางแห่งนี้กว้างขวางนับพันตารางเมตร ถูกเนรมิตให้กลายเป็สวนกลางเมืองที่เขียวชอุ่มไปด้วยพรรณไม้และดอกไม้นานาพรรณ ตามระเบียงทางเดินทรงกลมทั้งสี่ด้าน มีเถาไม้เลื้อยสีเขียวขจีห้อยระย้าทิ้งตัวลงมาเบื้องล่างงดงามราวกับน้ำตก หากเดินหลงเข้าไปในนั้น คงให้ความรู้สึกราวกับกำลังก้าวเดินอยู่ในป่าคอนกรีตขนาดย่อม ๆ
เพียงแต่ว่าภาพตรงหน้าที่ฉินจงเห็นในตอนนี้ ท่ามกลางหมู่มวลแมกไม้แสนสวยงามในสวนกลางเมือง กลับเต็มไปด้วยเงาหลังค่อม ๆ ของฝูงซอมบี้ที่กำลังเดินลากขาเพ่นพ่านไปมาอยู่เต็มไปหมด
หลังจากซุ่มสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ฉินจงก็ประเมินสถานการณ์ในใจ ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ เป็ไปไม่ได้หรอกที่จะมีพวกซอมบี้หลงเหลืออยู่แค่หยิบมือที่เขาเห็นจากตรงนี้ เดาว่าใน่วินาทีวิกฤติที่เกิดการกลายพันธุ์ บรรดาลูกค้าน่าจะพากันแตกตื่นและพยายามวิ่งหนีเอาชีวิตรอดออกไปด้านนอกกันหมดแล้ว ทำให้จำนวนซอมบี้ที่ตกค้างอยู่ภายในห้างมีปริมาณไม่หนาแน่นจนเกินไปนัก
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ด้วยสเกลความใหญ่ของห้างระดับนี้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีซอมบี้เดินยั้วเยี้ยอยู่ไม่ต่ำกว่าหลักร้อยตัวแน่ ๆ ด้วยจำนวนมหาศาลขนาดนี้ ฉินจงคงไม่โง่พอที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงกระตุกหนวดเสือ ให้พวกมันตื่นตัวขึ้นมาพร้อมกันเด็ดขาด
ฉินจงครุ่นคิดวิเคราะห์เงียบ ๆ ในใจ เขาประเมินว่ายิ่งเดินขึ้นไปชั้นสูง ๆ จำนวนซอมบี้ที่ตกค้างก็น่าจะยิ่งเบาบางลงเรื่อย ๆ เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น เขาจึงหันหลังกลับ แล้วมุ่งหน้าก้าวขึ้นบันไดหนีไฟต่อไป
อาจเป็เพราะร่างกายที่สะบักสะบอมบวกกับสภาพจิตใจที่ตึงเครียดถึงขีดสุด แม้ว่าท้องฟ้าด้านนอกจะยังคงสว่างไสวและมีแสงแดดเจิดจ้าปานใด แต่การต้องเดินย่ำต๊อกอยู่ในโถงทางเดินปิดตายอันมืดมิดแห่งนี้ กลับทำให้ฉินจงรู้สึกเหมือนมีกระแสลมเย็นะเืพัดผ่านสันหลังอยู่ตลอดเวลา จนเขาพานขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ทันทีที่เดินขึ้นมาถึงชานพักชั้นสี่ ฝีเท้าของฉินจงก็มีอันต้องชะงักกึก สายตาของเขาปะทะเข้ากับร่างของผู้หญิงสองคนที่นอนล้มคว่ำอยู่ตรงหัวมุมทางเลี้ยว ทั้งคู่หันแผ่นหลังออกไปทางด้านนอก ดูจากสภาพการณ์แล้ว พวกเธอน่าจะถูกโจมตีอย่างหนักแล้วพยายามกระเสือกกระสนหนีตายมาจนถึงที่นี่ สภาพเสื้อผ้าฉีกขาดรุ่งริ่งหลุดลุ่ยแทบไม่เหลือชิ้นดี ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยาแเหวอะหวะจากรอยกรงเล็บข่วนและรอยคมเขี้ยวฝังลึก
ฉินจงหรี่ตาเพ่งมองผ่านความมืด พลางสาดแสงไฟฉายกราดไปทางนั้น และพบว่าร่างกายของผู้หญิงคนหนึ่งยังคงมีจังหวะการกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแ่เบา ดูเหมือนว่าเธอจะยังพอมีลมหายใจรวยรินหลงเหลืออยู่เฮือกสุดท้ายอยู่บ้าง
ชายหนุ่มยืนลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะตัดสินใจยกดาบเหมียวเตาขึ้นมาตั้งการ์ดเตรียมพร้อม แล้วค่อย ๆ สืบเท้าขยับเข้าไปใกล้ร่างนั้นอย่างระแวดระวัง เพราะเขาเองก็ไม่กล้าฟันธงว่าเธอเป็แค่มนุษย์ที่กำลังปางตาย หรือกำลังอยู่ในสภาวะเตรียมกลายพันธุ์เป็พวกซอมบี้กระหายเืกันแน่
จังหวะนั้นเอง ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ค่อย ๆ พลิกตัวหงายกลับมาหาเขา ใบหน้าของเธออาบชุ่มไปด้วยเืสด ๆ แดงฉาน ทว่าภายในแววตาคู่นั้นยังคงทอประกายของความเป็มนุษย์หลงเหลืออยู่ เธอเค้นเสียงแหบพร่าเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก "ช่วยด้วย... ได้โปรด... ช่วยฉันที..."
ฉินจงขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองร่างอาบเืตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่ากลับไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปให้ความช่วยเหลือใด ๆ เธอาเ็สาหัสสากรรจ์ถึงขั้นนี้ อย่าว่าแต่เขาจะไม่มีปัญญารักษาเลย ต่อให้มีเวทมนตร์วิเศษชุบชีวิตเธอขึ้นมาได้ สุดท้ายเธอก็คงหนีไม่พ้นชะตากรรมอันน่าสมเพชที่จะต้องกลายร่างเป็ซอมบี้อยู่ดี
ในเมื่อจุดจบถูกกำหนดไว้แล้ว จะให้เขาสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจเข้าไปช่วยชีวิตเธอไปเพื่ออะไร? ยิ่งไปกว่านั้น ลำพังตัวเขาเองในตอนนี้ยังแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แล้วจะมีหน้าไปทำตัวเป็พ่อพระช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไรกัน?
เมื่อสมองประมวลผลได้ดังนั้น ฉินจงจึงเลือกที่จะสวมบทเป็คนใจดำเืเย็น เขาเมินหน้าหนีแล้วก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดต่อไปอย่างไม่ไยดี ทว่าในจังหวะที่เขาเผลอหันหน้ากลับไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับริมฝีปากแห้งผากของผู้หญิงคนนั้น ที่กำลังช้อนตามองมาที่เขาด้วยแววตาเว้าวอนสุดหัวใจ
ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า ลังเลอยู่ชั่วครู่ ลึก ๆ ในใจพลันเกิดความรู้สึกเวทนาสงสารในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกเดียวกันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาถอนหายใจออกมายาวเหยียด พลางคิดปลอบใจตัวเองว่า... เอาเถอะ ถึงจะไม่อาจยื้อชีวิตเธอไว้ได้ แต่อย่างน้อยการอยู่เป็เพื่อนไม่ให้เธอต้องตายอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างในวาระสุดท้ายของชีวิต ก็นับว่าเป็เื่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำให้ได้แล้ว