บทที่ 16 การแย่งชิงอำนาจในการดูแลจวน (1)
เนื่องจากเื่บุตรของอนุหลี่ที่เสียไปและฉินหยวนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็ต้นเหตุของเื่นี้ได้รับความยุติธรรมแล้ว ประกอบกับฉินหยวนได้รับความโปรดปรานจากองค์ชายหนิง ทำให้อนุหลี่และฉินจงเจิ้งไม่กล้าทำอะไรมากนัก
และใน่ไม่กี่ที่ผ่านมา ก็เนื่องด้วยความเกรงใจไม่นี้เอง ทำให้ฉินหยวนได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
ไม่มีอนุหลี่และฉินอิงมาคอยก่อกวนนางเช่นนี้ วันคืนช่างสงบสุขเหลือเกิน
ฉินจงเจิ้งเพื่อเอาใจองค์ชายหนิง ในยามนี้ทุก ๆ สองถึงสามวันเขาจะมาที่เรือนบัวหยกแห่งนี้ ฉินหยวนรู้ดีว่าจุดประสงค์ของเขาก็เพียงแค่ใช้นางเพื่อให้ได้ดั่งใจปรารถนาของตนเอง ไม่ได้ใส่ใจที่จะมาหานางด้วยความจริงใจเลยแม้แต่น้อย
ฉินหยวนยังได้ยังเตือนชิงเหอและหงอวี้ว่า “อย่าได้เห็นใจในความเมตตาเพียงเล็กน้อยที่ผู้อื่นมอบให้ เมื่อใดที่เ้าเห็นใจพวกเขาเท่ากับเ้ากำลังผลักตัวเองลงนรก และทำร้ายคนที่รักและเอ็นดูเ้าจริง ๆ”
ชิงเหอและหงอวี้ต่างพยักหน้าหงึกหงัก เห็นว่าคำพูดของคุณหนูนั้นถูกต้องที่สุด แล้วพูดว่า “พวกข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
หงอวี้มองไปที่คุณหนูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใส ส่วนชิงเหอกลับมีสีหน้าเป็กังวล สิ่งที่นางได้ยินมาในวันนั้นตอนที่กำลังจะพาคุณชายน้อยกลับเรือน ไม่รู้ว่าควรจะบอกคุณหนูดีหรือไม่? นางอยากจะพูด แต่พอนึกถึงสิ่งที่คุณชายบอกนางไว้ ถ้าหากคุณหนูรู้เข้าก็คงเป็กังวลไปอีกคนอย่างแน่นอน
ดังนั้นนางจึงถอยออกไปพร้อมกับหงอวี้โดยไม่ได้พูดอะไรอีก
“คุณหนูโตขึ้นมากเลยนะเ้าคะ รู้จักคิดและมีไหวพริบอย่างมาก ข้ารู้สึกดีใจแทนฮูหยินจริง ๆ” แม่นมหลินปาดน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ ก่อนจะมองไปที่ฉินหยวนอีกครั้ง แล้วพูดว่า “คนใจร้ายเ่าั้ สักวันหนึ่งจะต้องได้รับกรรม!”
“แม่นมหลินนี่เป็เพียงก้าวแรกเท่านั้น จุดประสงค์ของข้าคือขอเพียงพวกเราทุกคนในตระกูลได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ส่วนตระกูลฉิน สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องรับผลจากการกระทำของตัวเอง!” ฉินหยวนปลอบใจแม่นมหลิน ในยามนี้นางไม่เหมือนเด็กอายุสิบสองปี กลับดูเป็ผู้ใหญ่และมีเหตุผลมากกว่าแม่นมหลินเสียอีก
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินหยวนก็ยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ นางมีชีวิตอยู่มา สองชาติแล้ว ถ้ายังทำตัวไร้เดียงสาต่อไปอีก นางคงไม่ใช่คนไร้เดียงสาแต่เป็คนที่สมองไร้สติปัญญาเสียมากกว่า
“คุณหนู ไม่ทราบว่าจะให้วางของเหล่านี้ไว้ที่ไหนดีขอรับ?” ขณะที่ฉินหยวนกำลังครุ่นคิด ผู้ดูแลหลี่ก็นำข้ารับใช้หลายคน เดินเข้ามาในเรือน พร้อมกับถือกล่องเครื่องประดับมากมาย พวกนางยืนถือกล่องอยู่เช่นนั้น โดยไม่ยอมคุกเข่าเคารพแต่อย่างใด
ฉินหยวนมองไปที่ผู้ดูแลหลี่ ใบหน้ารูปไข่แต่กลับมีปากเล็กแหลม แค่เห็นเพียงเท่านี้นางก็แทบไม่อยากจะมองเพิ่มแล้ว
ผู้ดูแลหลี่เป็ญาติห่าง ๆ ของอนุหลี่…
หลังจากที่อนุหลี่ได้รับความเอ็นดูจากฉินจงเจิ้ง นางเริ่มตระหนักว่าสิ่งเดียวที่นางมีคือความเอ็นดูนี้เท่านั้น ความโลภของอนุหลี่จึงเพิ่มพูนขึ้น หลังจากมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับฉินจงเจิ้ง นางก็เริ่มยุยงให้นายท่านเปลี่ยนตัวผู้ดูแลของตระกูลไป๋คนก่อนออกไป
แต่ถึงแม้นางสนมหลี่จะไม่ได้ยุยง ฉินจงเจิ้งก็คงจะหาข้ออ้างไล่คนของตระกูลไป๋ออกจนหมดอยู่ดี!
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ดูแลหลี่ผู้นี้ได้อาศัยตำแหน่งของอนุหลี่ในจวนตระกูลฉิน ข่มเหงรังแกอนุภรรยาคนอื่น ๆ แม้แต่ค่าใช้จ่ายของเรือนใหญ่ เขาก็ยังกล้าที่จะยักยอก
เมื่อครั้งที่ท่านแม่ยังอาศัยอยู่ที่เรือนใหญ่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันดีงามของตระกูล จึงยอมอดทนมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ ถ้ายังปล่อยให้ข้ารับใช้อย่างพวกนี้มาเหยียดหยามอีก นางก็ไม่ใช่ฉินหยวนที่กลับมาเกิดใหม่อีกต่อไปแล้ว!
ฉินหยวนเดินตรงไปข้างหน้า ก่อนจะหยิบผ้าคลุมสีแดงที่คลุมกล่องเครื่องประดับและของตกแต่งออก ดวงตาของนางมองไปที่สิ่งของที่อยู่ภายในกล่อง ก่อนที่มุมปากของนางจะค่อย ๆ ยกยิ้มขึ้น
์มีทางกลับไม่ไป นรกไร้ทางกลับบุกเข้ามา*[1] เขาอุตส่าห์ยื่นหลักฐานมัดตัวมาให้เช่นนี้ หากฉินหยวนไม่รับไว้ก็คงเสียน้ำใจ์ที่ส่งมาให้เสียแล้ว
ฉินหยวนแสร้งดีใจจนจะะโไปมาราวกับเป็บุตรสาวที่ไม่เป็ที่โปรดปรานแต่กลับได้รับรางวัลจากบิดากะทันหัน
ผู้ดูแลหลี่มองอย่างเหยียดหยาม แล้วเอ่ยว่า “นี่คือของตกแต่งที่แตกไปและเครื่องประดับกับชุดที่คุณหนูใหญ่ต้องใส่ไปงานเลี้ยงที่จวนองค์ชายหนิง คุณหนูโปรดตรวจดูก่อนเถิด”
โดยปกติแล้ว ค่าใช้จ่ายในเรือนบัวหยกรวมถึงค่าใช้จ่ายของฉินหยวนและน้องชายถูกอนุหลี่หักไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นผู้ดูแลหลี่ก็จะยักยอกส่วนที่เหลือไปอีกครึ่งหนึ่ง ทำให้เหลือเพียงหนึ่งในสี่ให้พวกเขาใช้เท่านั้น แบบนี้จะพอใช้ได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนที่ถูกยักยอกไป ล้วนเป็เงินที่ได้จากสินสอดของฮูหยินตระกูลไป๋ทั้งสิ้น!
ผู้ดูแลหลี่เคยชินกับความโลภเช่นนี้มาโดยตลอดและโอกาสอันดีนี้ เขาจะปล่อยไปได้อย่างไร?
เรือนบัวหยกไม่เป็ที่โปรดปราน เป็ไปไม่ได้ที่ฉินจงเจิ้งจะมาที่นี่โดยไม่มีเหตุผล ใน่สองสามวันนี้เขามาที่นี่ก็เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาคนอื่น แต่ผู้ดูแลหลี่ผู้นี้รู้ได้อย่างไร?
ดังนั้น เขาจึงมีความโลภจากของตกแต่งและเครื่องประดับเหล่านี้ โดยทำของเลียนแบบราคาถูกไม่กี่ชิ้น โดยเปลี่ยนทองคำแท้ให้เป็เพียงทองคำชุบ
ดูแลหลี่ช่างโลภมากยิ่งนัก! วันนี้ไม่เพียงแต่ต้องคายสิ่งที่เคยกดขี่ข่มเหงออกมา แต่ยังต้องถลกหนังเขาออกมาอีกชั้นด้วย…
ฉินหยวนแสร้งทำท่าทางดีใจ ก่อนจะหันไปกล่าวกับแม่นมหลินว่า “เสื้อผ้าชุดนี้งดงามยิ่งนัก ท่านพ่อต้องตั้งใจเลือกมาให้ข้าเป็แน่ แม่นมหลินไปเรียนท่านพ่อให้ข้าด้วยเถิด ว่าข้าอยากสวมชุดนี้ให้ท่านพ่อได้เห็น”
หากเป็แค่ของตกแต่งที่ทำแตกหักไปนั้นก็ช่างเถิด… อาจเป็ไปได้ว่าฉินจงเจิ้งคงจะเพิกเฉย ทว่าครั้งนี้นางต้องไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนขององค์ชายหวัง แเื่ล้วนมาจากจากตระกูลใหญ่และขุนนางชั้นสูง ทุกคนล้วนมีสายตาเฉียบแหลม มองเพียงครู่เดียวก็รู้ได้ว่าของที่นางใช้ล้วนเป็ของเลียนแบบราคาถูก
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินหยวนยังเป็บุตรสาวของฮูหยินแห่งตระกูลฉิน การกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของนายท่านฉินและทำให้ตระกูลฉินถูกดูถูกเหยียดหยาม
ซึ่งฉินจงเจิ้งให้ความสำคัญกับหน้าตาและชื่อเสียงยิ่งกว่าสิ่งใด…
แม่นมหลินที่รับรู้ถึงกลอุบายของฉินหยวน นางจึงแสร้งทำเป็เข้าข้างว่า “คุณหนูชุดนี้งดงามยิ่งนัก ต้องขอขอบใจผู้ดูแลหลี่ที่ดูแลรับผิดชอบด้วยตนเอง… รอสักครู่ข้าจะไปเรียนนายท่านเพื่อพิจารณาให้รางวัลอย่างดีแก่เ้าแน่นอน!”
ประโยคนี้ช่างเป็การเติมเชื้อไฟได้เป็อย่างดี ยืนยันความจริงที่ว่าผู้ดูแลหลี่เป็ผู้ดูแลรับผิดชอบด้วยตนเอง ต่อให้พยายามแก้ตัวก็คงหนีไม่พ้น
[1] ์มีทางกลับไม่ไป นรกไร้ทางกลับบุกเข้ามา เป็สำนวนจีน มักเปรียบเปรยถึงคนที่ไม่เลือกเส้นทางที่ง่ายดาย แต่กลับเลือกเส้นทางที่ยากลำบากหรือสร้างปัญหาให้กับตัวเองอยู่เสมอ มักใช้กับคนที่ชอบทำสิ่งที่ท้าทายหรือสร้างความยุ่งยากทั้ง ๆ ที่มีตัวเลือกที่ง่ายกว่าอยู่