ตอนนี้ซูลี่เริ่มวางแผนอยากค้าขายหรือหาสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนเงินในยุคนี้ได้บ้าง นางอยากเข้าไปดูตลาดในเมืองว่าผู้คนค้าขายสิ่งใดกัน สิ่งใดมีค่ามีราคาของคนที่นี่ ทั้งนางยังจำได้ว่ามีทองคำแท่งอยู่ในมิติของนางเล็กน้อยที่สะสมไว้มานาน ทองคำในยุคของนางยังมีค่าแต่เป็ของสะสมหายาก ไม่ได้เอามาซื้อขายแลกเปลี่ยนเท่าใดนักเพราะใช้เงินดิจิทัลกันเป็ส่วนมาก นางจึงมีทองเก็บสะสมเป็แท่งก้อนใหญ่บ้างเล็กบ้างราว 10-20 ก้อน หากในยุคนี้มันขายได้คงดี
“ข้าอยากลองเข้าไปในเมือง ดูว่าพอจะขายอะไรได้บ้าง ข้ามีของมีค่าติดตัวมาเล็กน้อย อาจจะพอเอามาขายทำทุนได้”
“เ้าอยากค้าขายรึ?”
ซูลี่พยักหน้าอย่างไม่ค่อยแน่ใจ แต่คงต้องทำกระมัง
“ข้าก็อยากลองดูเ้าค่ะ อยู่บ้านท่านข้าเพียงล่าสัตว์หาอาหารและดูแลท่านเท่านั้น แต่เราคงต้องมีเงินทองไว้ใช้จ่ายบ้าง ข้าไม่อยากอยู่ไปวันๆ เช่นนี้เ้าค่ะ”
หยางหลงได้ยินเช่นนั้นจึงเคร่งเครียดขึ้นมา ทั้งน้อยเนื้อต่ำใจที่ร่างกายของตนเป็เช่นนี้ ทำให้นางต้องมาคอยดูแลหาเลี้ยงเขาทุกอย่างเช่นนี้อีก
“ข้าเป็เช่นนี้คงลำบากเ้ามาก ทั้งยังช่วยเหลืออะไรเ้าไม่ได้เลย”
“ข้าไม่ลำบากหรอกเ้าค่ะ ข้าเพียงอยากหาสิ่งอื่นทำดูบ้าง หากสร้างรายได้ให้เราด้วยก็ดีไม่ใช่รึเ้าคะ คงน่าสนุกดี ท่านอย่าคิดมากเลยเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นมีอันใดเ้ามาปรึกษาข้าได้ สิ่งใดข้าพอช่วยเหลือเ้าได้ ข้าจะทำให้เต็มที่ เ้าอย่าได้เกรงใจ ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านอย่างไรก็คิดว่าเ้าคือภรรยาข้าที่หายไป แม้เ้าจะไม่ใช่ก็ตาม ข้าเองก็ยังยอมรับว่าข้าคิดว่าเ้าคือภรรยาของข้าไปแล้ว แม้เ้าจะยังไม่ยินยอม”
หยางหลงพูดความในใจออกมาให้ซูลี่ได้รับรู้ ตลอด 7 วันมานี้นางดูแลเขาอย่างดีไม่มีที่ติ นางไม่เหมือนภรรยาเก่าเขาเลยสักอย่าง แต่แบบนี้กลับทำให้เขาทึ่งในตัวนาง ทั้งยังหลงใหลนางยิ่งนัก นางเหมือนเทพธิดามาโปรดเขาจริงๆ
“ข้าต้องบอกท่านเป็คนแรกอยู่แล้ว ตอนนี้ท่านเหมือนครอบครัวเพียงคนเดียวของข้าในโลกนี้”
ซูลี่พูดเช่นนี้ย่อมไม่เกินจริง เพราะตนเองทะลุมายังโลกแห่งนี้เพียงลำพัง ทั้งมีเพียงเขาที่ยินดีรับตนเข้ามาอยู่อาศัยด้วย แม้จะเป็ในฐานะภรรยาของเขาก็ตามอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ จึงได้อยากลองเรียนรู้การหาเลี้ยงชีพในยุคนี้ดู
ซูลี่จัดการทำทุกอย่างให้หยางหลงและเตรียมอาหารไว้ใน่เวลาที่ตนไม่อยู่ แล้วจึงเดินทางออกไปสอบถามชาวบ้านถึงวิธีการเดินทางเข้าไปในเมือง ดีที่มีรถเกวียนวัวกำลังจะออกเดินทางเข้าเมืองพอดี จึงได้ขอติดตามไปด้วย
หยางหลงให้เงินซูลี่มาเล็กน้อยเพื่อใช้ในการเดินทางครั้งนี้ เขาเป็ห่วงที่นางจำอะไรไม่ได้ กลัวจะถูกคนไม่ดีล่อลวง แต่ในเมื่อนางอยากลองเข้าไปในเมืองเพื่อหาลู่ทางทำกิน เขาได้แต่ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้เท่านั้น เพราะสภาพของเขาในตอนนี้ช่วยเหลือตัวเองยังแทบไม่ได้ จะไปทำอะไรได้หากซูลี่ไม่เป็คนเริ่มต้นทำให้เขา เขาไม่กล้าคาดหวังว่านางจะต้องเลี้ยงดูเขา ขอแค่นางไม่ทอดทิ้งเขาไปก็พอ
ซูลี่เดินทางเข้าไปเมืองครั้งแรกจึงรู้สึกตื่นเต้น สองข้างทางของเมืองยุคโบราณมีแต่ฝุ่นควันและต้นไม้ใหญ่มากมาย ธรรมชาติยังงดงามเขียวขจีสบายตา ูเาสูงด้านข้างก็ยังอุดมสมบูรณ์ไม่โล่งเลี่ยนเตียนเหมือนเขาหัวโล้นในโลกของนาง
หากต้องอยู่ที่นี่ต่อไป ซูลี่คงต้องปรับตัวอีกมากมายหลายอย่าง ได้แต่ทำใจว่าคงหาทางกลับออกไปได้ยาก เพราะปากทางถ้ำหายไป แม้ซูลี่จะออกเดินหาแทบทุกวันเมื่อว่างจากงานดูแลหยางหลงตลอด 7 วันที่อยู่ในโลกยุคโบราณแห่งนี้ เมื่อไม่มีหนทางกลับไป ก็ได้แต่สร้างประสบการณ์ใหม่ในโลกนี้ให้กับชีวิตตนเอง
ผ่านไปครู่ใหญ่ รถเกวียนวัวพาเข้าไปในเขตเมืองอย่างช้าๆ จนไปถึงจุดพักรถเกวียนวัว ซูลี่จึงลงมาจากเกวียนวัวก่อนจะมองดูไปรอบๆ ทางเดินเข้าตลาด นางจ่ายเงินค่าเดินทางไป 1 อีแปะเท่านั้น หลังจากนั้นจึงรีบเดินดูสิ่งของที่มีคนค้าขายกันว่าพวกเขาขายสิ่งของเช่นไรบ้าง
เมื่อมาถึงตลาดซูลี่เหมือนได้เปิดหูเปิดตาดูโลกใบใหม่แห่งนี้ ทุกอย่างแม้จะดูเก่าแก่โบราณล้าสมัย แต่กลับให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวากว่าโลกที่พึ่งพาแต่เทคโนโลยีของตนมากนัก ผู้คนออกมาใช้ชีวิตค้าขาย ะโเรียกลูกค้าโหวกเหวกโวยวายกันไม่ใช่ขายของออนไลน์ในจอ ได้แต่หวังว่าตนเองจะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขและปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รวดเร็ว
ซูลี่เดินมองหาร้านที่รับซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำได้ พลันสายตาเหลือบไปเห็นโรงรงฝากเงินจึงลองเข้าไปสอบถามดู
“ที่นี่รับซื้อทองคำแท่งบ้างหรือไม่เ้าคะ? พอดีข้ามีสะสมไว้ ตอนนี้อยากนำมาขายแลกเป็เงินไว้ใช้จ่ายเ้าค่ะ”
“ที่นี่รับฝากเงินแลกเปลี่ยนเงิน แต่หากเ้าอยากขายข้าที่เป็เ้าของที่นี่รับซื้อได้ เป็ทองคำบริสุทธิ์รึ?”
เป็ทองคำแท่งที่ข้าสั่งทำพิเศษขึ้นรูปไว้สะสมเ้าค่ะ เมื่อก่อนข้าพอมีเงินทองมากมาย ตอนนี้ขัดสนจึงต้องนำออกมาขาย พูดจบซูลี่ก็แอบทำทีหยิบของออกมาจากแขนเสื้อตนด้วยการสั่งให้ชิปมหัศจรรย์ของนางส่งของในมิติเก็บของออกมาให้ในแขนเสื้อทั้งสองข้างและจากในอกเสื้อด้วย เป็ทองคำแท่งบริสุทธิ์ใหญ่กว่าฝ่ามือหนักราว 125 ตำลึง 10 แท่ง
เมื่อซูลี่วางทองคำแท่งสี่เหลี่ยมอัดเป็แท่งก้อนใหญ่วางลงตรงหน้าเ้าของโรงรับฝากเงิน 10 ก้อน ก็ทำให้เขาตกตะลึง เขาไม่เคยเห็นทองคำบริสุทธิ์ที่ทำเป็แท่งงดงามเช่นนี้มาก่อน ทั้งยังสลักลวดลายหลายแบบปั๊มบนตัวทองเป็คำมงคลอีกด้วย เหมาะสำหรับเป็ของสะสมจริงๆ อีกทั้งน้ำหนักยังพอๆ กันทั้ง 10 แท่ง พอดิบพอดีไม่มีขาดไม่มีเกินเลยสักแท่ง
เ้าของโรงรับฝากชั่งแล้วชั่งอีกจนแน่ใจ พร้อมทั้งตรวจสอบว่าใช่ทองคำจริงหรือไม่เรียบร้อยแล้วจึงมาต่อรองราคากับซูลี่ เขาอยากได้ทองคำของแม่นางผู้นี้มาก ด้วยมันดูงดงามทำเป็ก้อนกำลังดีเหมาะแก่การเป็ของกำนัลหรือสะสมให้คนใหญ่คนโต ย่อมได้หน้ามิใช่น้อย
“เ้าจะขายก้อนละเท่าใด ตามน้ำหนักแล้วทองคำนี้หนัก 125 ตำลึงทอง แต่มันมีงานฝีมือค่าลวดลายอีก ข้าจะเพิ่มให้เ้าเป็แท่งละ 200 ตำลึงทองดีหรือไม่ เ้าเห็นว่าราคานี้สมเหตุสมผลหรือไม่?”
“ข้าพอใจราคาที่ท่านเสนอมา 200 ตำลึงทอง 10 แท่ง ได้ทั้งหมด 2000 ตำลึงทอง ข้าขอแลกเป็ตั๋วแลกเงิน 500 ตำลึงทอง 2 ใบ ตั๋วแลกเงิน 4,500 ตำลึงเงิน 2 ใบ กับเงินอีแปะไว้ใช้จ่ายสัก 10 ก๊วน ที่เหลือเป็เงินก้อนตำลึงเงินกับตำลึงทองนะเ้าคะ”
ซูลี่สอบถามเื่ค่าเงินมาจากหยางหลงแล้วถึงค่าเงินตำลึงทั้งหลายที่มี 3 หน่วยทำให้จำได้ไม่ยากนัก 1000 อีแปะ (1 ก้วน) = 1 ตำลึงเงิน,10 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง
ในเมื่อตอนนี้มีเงินของยุคนี้แล้ว ต่อไปนางคงต้องหาวิธีสร้างรายได้จากเงินทุนก้อนนี้ได้แล้วสินะ