บทที่ 3 หอการค้าไห่ถัง
“จิ้ง ข้ากำลังวางแผนเพื่อที่จะขอแยกบ้านในอนาคต!”
ฉางซุนจิ้งนิ่งเงียบไปนานราวกับจมอยู่ในห้วงความคิดอวิ๋นเหลียนก็ไม่ได้เอ่ยเร่งรัด นางนั่งอยู่บนเตียงของเขา จ้องมองเขาอย่างรอคอย
ชายหนุ่มกำลังคิดหนักอย่างแท้จริงเขาชมชอบสาวน้อยเหลียนเอ๋อร์ของเขา หากได้แต่งงานกับนางย่อมเป็เื่ที่ดีวันนี้ฮูหยินใหญ่ที่ไม่ชอบหน้าเขาคิดจะสู่ขอนางให้เขา เขาดีใจจนรู้สึกรักแม่เลี้ยงใจร้ายคนนี้ขึ้นมาทันที
ยามนี้กลับพบว่าแม่สาวน้อยของเขาคิดจะแยกบ้าน!
นางอยากเป็ประมุขหญิงแล้วแต่งบุรุษเข้าบ้านอย่างนั้นหรือ?
ฉางซุนจิ้งยิ่งคิดยิ่งเลอะเลือนเขาถึงกับกังวลว่าด้วยสถานะบุตรอนุของตนจะสามารถแต่งเข้าบ้านนางในอนาคตได้หรือไม่หากฮูหยินใจร้ายนั่นคิดจะยัดเยียดสตรีอื่นให้แต่งกับเขาจะทำเช่นไร
ในที่สุดอวิ๋นเหลียนก็ทนไม่ไหว “จิ้งท่านคิดอะไรอยู่กันแน่ หากลำบากใจก็ไม่เป็ไร ข้าจะหาทางอื่นเอาเอง”
ชายหนุ่มได้สติกลับมาเขามองดูเด็กสาวก่อนจะถามว่า “เพราะเหตุใดเ้าถึงอยากแยกบ้าน”
อวิ๋นเหลียนตอบด้วยเหตุผลที่เตรียมการมาดีแล้วว่า“เพราะข้าอยากเป็ตัวของตัวเอง!”
“...เช่นนั้นเ้าจะเอาเงินไปทำสิ่งใด”
“ข้าจะเอาไปเปิดร้าน ซื้อทาสมาเป็คนงาน ใช่แล้วก่อนอื่นต้องซื้อสมุนไพรมาก่อน ข้าจะหลอมโอสถเอาไปขายเพื่อแลกเงินราคาโอสถวิเศษย่อมทำกำไรได้ดี” อวิ๋นเหลียนเล่าแผนการให้เขาฟังอย่างไม่ปิดบังสัญชาตญาณของนางบอกว่าคนตรงหน้าไว้ใจได้เต็มร้อย “ท่านไม่ต้องทำหน้าสงสัยข้าสามารถหลอมโอสถได้ ข้าสามารถประดิษฐ์สิ่งของมากมายได้ข้ามีความทรงจำในอดีตชาติ”
ฉางซุนจิ้งไม่ได้สงสัยเลยว่านางจะโกหกหรือไม่เขาเองก็เชื่อใจนางมากพอๆกับที่นางเชื่อใจเขา แม้จะไม่ได้พบกันหลายปีแต่ความผูกพันในวัยเด็กนั้นมั่นคงแแ่เพราะในตอนนั้นพวกเขามีเพียงกันและกันที่สามารถบอกเล่าความในใจให้กันฟังได้เมื่อได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ก็เชื่อหมดใจทันที
“ถ้าหากนำโอสถไปขายเพื่อหาเงินทุนก็น่าจะคุ้มค่าเอาเช่นนี้ก็แล้วกัน หากเ้าคิดจะเปิดร้านเพื่อหาเงิน ข้าจะร่วมลงทุนกับเ้าด้วยเราจะหาเงินไปด้วยกัน”
อวิ๋นเหลียนมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าประหลาดใจ“ทำไมท่านถึง...”
“เหลียนเอ๋อร์ ข้าเองก็ไม่อยากอยู่ใต้อำนาจใครอยากเป็ตัวของตัวเองเช่นกัน” ฉางซุนจิ้งยื่นมือไปกุมมือนางเอาไว้ััอบอุ่นทำให้เขาไม่อยากปล่อยมือนางอีกเลย“ยิ่งไปกว่านั้นคือข้าอยากสนับสนุนเ้า อืม แต่ข้าเองก็มีข้อเรียกร้องเช่นกัน”
“อะไรหรือ?”
“แต่งข้าเข้าตระกูลเ้า”ฉางซุนจิ้งเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
คราวนี้เป็อวิ๋นเหลียนที่เงียบงันไปราวกับจมอยู่ในห้วงความคิดนางพิจารณาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ว่าหากบำรุงรักษาเขาให้สุขภาพแข็งแรงเขาจะต้องหล่อเหลามากแน่ๆ นิสัยของเขาก็ดี จิตใจย่อมไม่จำเป็ต้องพูดถึงส่วนเื่ความสามารถ...
อวิ๋นเหลียนใช้พลังเทพมองสำรวจเขาดวงตาของนางทอประกายสีรุ้งขึ้นมาวูบหนึ่งความงดงามอันพิสดารนั้นปรากฏแก่สายตาของฉางซุนจิ้งโดยไม่ได้หลบเลี่ยงแม้ชายหนุ่มจะใ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเพียงมองตอบสายตานางไปด้วยความสงสัยเท่านั้น
“จิ้ง ท่านเคยเรียนเวทบ้างหรือไม่?”อวิ๋นเหลียนพลันถามขึ้นมา
“ไม่เคย ทำไมหรือ”
“อืม ท่านมีพร์เวทธาตุลม”ในที่สุดคิ้วที่ขมวดแน่นของเด็กสาวก็คลายออก รอยยิ้มหวานปรากฏบนใบหน้า “จิ้งท่านชอบข้าหรือถึงอยากแต่งงานกับข้า?”
คำถามที่มาแบบสายฟ้าฟาดทำให้ฉางซุนจิ้งทำตัวไม่ถูกแต่เมื่อสบกับดวงตาคู่งาม หัวใจก็เต้นระรัวในอกริมฝีปากขยับเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “ข้าชอบเ้ามาตลอด”
“ตอนนั้นข้าเป็แค่เด็กน้อยเองนะ?”
“ข้าดูเหมือนโรคจิตชอบเด็กใช่หรือไม่”ฉางซุนจิ้งเผยรอยยิ้มบางอันอ่อนโยน “ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกันแต่ข้าชอบเ้านั้นเป็เื่จริงแน่นอน หกปีผ่านไปไม่ได้พบหน้าแต่พอได้พบแล้วข้าก็ยิ่งมั่นใจว่าข้าชอบเ้าจริงๆ”
“งั้นก็ตกลง”
“หืม?”
“ตกลง ไว้แยกบ้านเมื่อไร ข้าจะแต่งท่านเข้าบ้าน”อวิ๋นเหลียนยิ้มหวานให้เขา ก่อนจะชะงักแล้วเสริมว่า “แต่ให้เป็ได้แค่สามีรองนะ”
สีหน้าที่เบิกบานของชายหนุ่มหม่นวูบทันที“เ้ามีชายในดวงใจที่จะให้เป็สามีหลวงแล้วหรือ”
“อืม ข้าติดค้างเขาไว้ในชาติก่อน แม้ว่าชาตินี้คงจะไม่ได้ครองคู่กันแต่ตำแหน่งนั้น...ข้าอยากเว้นไว้ให้เขา”ถึงอวิ๋นเหลียนจะแทบไม่มีเื่ที่ต้องปิดบังฉางซุนจิ้งแต่เื่มหาเทพไม่ควรแพร่งพรายโดยง่าย ดังนั้นนางจึงกลบเกลื่อนไป
ฉางซุนจิ้งไม่ได้คิดอะไรมากพอรู้ว่าเป็คนที่ไม่มีตัวตนในชาตินี้ของนางเขาก็สบายใจแล้ว ด้วยความดีใจจึงอดขยับเข้าไปกอดนางอีกครั้งไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้น เหลียนเอ๋อร์เ้าอยากได้อะไรบ้าง บอกข้ามาเลย ข้าจะช่วยหามาให้เ้าเอง จริงสิเ้าสามารถหลอมโอสถได้ถึงระดับใดข้าได้ยินมาว่าโอสถระดับสามนั้นมีมูลค่าสูงสุดถึงแสนตำลึง”
อวิ๋นเหลียนไม่ได้ขัดขืนอ้อมกอดของเขานางเอียงคอพึมพำว่า “พูดถึงระดับโอสถไม่อยากเชื่อจริงๆว่าที่นี่จะมีโอสถระดับสูงสุดเป็ระดับสาม จิ้งท่านรู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วโอสถมีทั้งหมดสิบระดับคิดดูเถิดว่าระดับสามนั้นด้อยค่าเพียงใดผู้คนที่นี่กลับให้มูลค่ามันสูงเทียมฟ้าทีเดียว”
ฉางซุนจิ้งซบใบหน้าลงกับไหล่บางอย่างแเีปากก็อดถามไม่ได้ว่า “ในชาติก่อนของเ้า โอสถมีถึงระดับสิบเลยหรือ”
“สำหรับมนุษย์ ระดับหกก็นับว่าสูงสุดแล้วระดับเจ็ดขึ้นไปจัดเป็โอสถเซียน ระดับแปดขึ้นไปจัดเป็โอสถเทพมนุษย์ไม่สามารถกินลงไปได้ อืม แต่ถึงอย่างนั้นระดับสามก็เป็เหมือนขยะอยู่ดี”ในฐานะเตาหลอมศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นเหลียนคร้านจะลดตัวลงไปหลอมโอสถระดับต่ำเช่นนั้นด้วยซ้ำแต่ในเมื่อสามารถใช้มันหาเงินได้ นางก็ไม่มีทางเลือก “ปกติหลอมโอสถหนึ่งเตาถ้าเป็ระดับหนึ่งหรือสอง ข้าสามารถหลอมได้ถึง300เม็ดในคราวเดียว ระดับสามก็น่าจะได้ราวๆ120เม็ดต่อเตากระมังถ้าไม่ติดว่าหากปล่อยของออกไปรวดเดียวจะะเืกันทั้งแผ่นดินเราสองคนคงรวยเละในชั่วข้ามคืน”
แม้แต่ฉางซุนจิ้งผู้มีท่าทางสุขุมอ่อนโยนก็ยังตัวสั่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงตัวเลขที่นางเอ่ยออกมายิ่งคูณกับราคาโอสถต่อเม็ดเขายิ่งะเืใจ “เหลียนเอ๋อร์ เ้าน่ากลัวเกินไปแล้ว”
“ข้ายังทำอะไรได้มากกว่านี้อีกมากมาย พี่จิ้ง”
คำเรียกขานนี้ทำให้ชายหนุ่มต้องเงยหน้าขึ้นมาจากไหล่บางเขารีบถามทันที “เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ”
“พี่จิ้ง” อวิ๋นเหลียนยิ้มให้เขา“ท่านมิใช่เป็ว่าที่สามีของข้าหรอกหรือ เช่นนั้นก็เรียกพี่จิ้งเหมาะสมที่สุดแล้ว”
“เหลียนเอ๋อร์”ฉางซุนจิ้งมีความสุขจนแทบจะสำลักความสุขตายอยู่รอมร่อเขาข่มใจไม่ให้พุ่งเข้าไปหอมแก้มนางอย่างยากลำบากก่อนจะคลายอ้อมกอดแล้วเดินไปหยิบกระดาษกับพู่กันมาให้นาง“อยากได้สิ่งใดก็จดลงในนี้”
อวิ๋นเหลียนไม่ได้รีบเขียนนางจับมือชายหนุ่มมาพลิกดู ก่อนจะถามว่า “พี่จิ้ง ปกติท่านสวมแหวนบ้างหรือไม่”
“ข้าไม่สวมเครื่องประดับ ทำไมหรือ”ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย
เด็กสาวไม่ตอบ กลับถามว่า“เช่นนั้นท่านมีแหวนสักวงที่ค่อนข้างชอบหรือไม่”
ฉางซุนจิ้งก็อยากรู้ว่านางคิดจะทำอะไรจึงเดินไปเปิดลิ้นชักข้างโต๊ะเขียนหนังสือของเขาแล้วหยิบแหวนหยกสำหรับสวมนิ้วโป้งสีดำวงหนึ่งออกมาอวิ๋นเหลียนรับไปก่อนจะแสดงการหลอมสร้างแหวนมิติให้เขาดูเป็ขวัญตานางยังจงใจสลักด้านในแหวนหยกเป็สัญลักษณ์ดอกบัวสีทองให้เขาด้วย
“นี่คือแหวนมิติ ท่านสามารถเก็บสิ่งของเอาไว้ได้ของมีค่าก็ให้พกใส่เอาไว้ในนี้ ข้าจะลงอาคมเอาไว้ให้ก่อนนอกจากท่านกับข้าแล้วใครก็เอาของข้างในออกไปไม่ได้” อวิ๋นเหลียนสวมแหวนให้ชายหนุ่มพลางยิ้มขำสีหน้าตกตะลึงของเขา “ไม่ต้องใ ชาติที่แล้วข้าไม่ใช่คนของโลกใบนี้โลกที่ข้าจากมาพัฒนาไปมากกว่าที่นี่มาก แหวนมิติเช่นนี้ใครๆก็มีไว้ใช้ได้ถึงจะสู้ของที่ข้าทำไม่ได้เพราะพื้นที่จัดเก็บไม่เท่ากันแต่ก็ไม่ใช่ของแปลกหายากอะไร อืม แต่บางทีแหวนของท่านที่ถูกข้าหลอมแล้ววงนี้คงเป็ของที่มีชิ้นเดียวในโลกใบนี้กระมัง”
ฉางซุนจิ้งมองเด็กสาวด้วยแววตาลึกซึ้งเขารู้ว่านางต้องเชื่อใจเขามากถึงได้แสดงพร์อันเป็ความลับเช่นนี้ให้เขาเห็นเพลิงสีทองที่นางใช้ดูทั้งงดงามและน่ากลัวเขาเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดร่างกายนางถึงอุ่นอยู่ตลอดและเพราะเหตุใดนางถึงบอกว่าป่วยเกี่ยวกับมีพลังหยางมากไปมันน่าจะเกี่ยวข้องกับไฟที่ออกมาจากร่างของนาง
หลังสอนวิธีใช้แหวนมิติอย่างง่ายๆแล้วอวิ๋นเหลียนก็เริ่มเขียนของที่นาง้าลงไปในกระดาษก่อนจะเอาสมบัติจำนวนหนึ่งมอบให้เขานำไปขายขณะที่ฉางซุนจิ้งกำลังอ่านลายมืออ่อนช้อยของนางอยู่นั้น อวิ๋นเหลียนก็เริ่มต้นเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษรอจนกระทั่งเสร็จแล้ว ถึงได้ยื่นให้ชายหนุ่ม
“นี่คือ?”
“วิธีฝึกใช้เวทขั้นพื้นฐาน” อวิ๋นเหลียนเอ่ยยิ้มๆ“บุตรอนุอย่างพวกเราไม่ค่อยได้มีโอกาสเรียนรู้อะไรมากนักหรอกแต่โชคดีที่ตอนนี้ความทรงจำในอดีตของข้ากลับมาแล้ว ดังนั้นสามารถสอนท่านให้ดึงเอาพร์ที่แท้จริงออกมาได้พี่จิ้ง หากท่านอยากเป็สามีของข้า จะต้องฝึกใช้เวทให้คล่องนะเ้าคะไม่เช่นนั้นต่อให้แต่งเข้าบ้านมาแล้ว ข้าก็จะไม่ยอมให้ท่านเข้าหอด้วย!”
ฉางซุนจิ้งเผยสีหน้าตื่นตระหนกรีบประคองวิธีฝึกเวทที่นางเขียนให้เอาไว้ราวกับสมบัติล้ำค่าเขาดูให้ความสำคัญกับมันยิ่งกว่าแหวนมิติที่นางมอบให้ก่อนหน้านี้เสียอีกท่าทางของเขาทำให้อวิ๋นเหลียนอดขำออกมาไม่ได้
มองดูรอยยิ้มของเด็กสาวฉางซุนจิ้งกลับอดเถียงในใจไม่ได้ว่าด้วยนิสัยใสซื่อของเ้า ต่อให้ไม่แต่งเข้าบ้านข้าก็สามารถจับเ้ากินลงท้องได้อยู่ดีนั่นแหละ!
เขามองออกว่าในตอนนี้นางยังไม่ได้รักเขานางใสซื่อเกินไป บางทีอาจแยกแยะความผูกพันกับความรักชอบไม่ออก แต่เขาไม่รีบร้อนแต่งก่อนค่อยรักกันทีหลังก็ยังไม่สายเขาไม่เชื่อหรอกว่าด้วยใจจริงของเขาจะไม่สามารถทำให้นางเว้นที่ว่างในหัวใจให้เขาได้
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางพูดความคิดนี้ออกไปให้นางฟังเมื่อเห็นเขาตั้งท่าจะศึกษาวิธีใช้เวทอย่างตั้งใจ อวิ๋นเหลียนก็ตัดสินใจกลับจวนรอจนร่างบางหายลับไปทางหน้าต่างแล้วฉางซุนจิ้งก็ยังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่บนเตียงคืนนั้นชายหนุ่มถึงกับศึกษาวิธีใช้เวทอย่างฮึกเหิมทั้งคืน จวบจนฟ้าสว่างถึงได้รู้สึกตัว
พอตั้งสติได้ก็ขออนุญาตออกนอกจวนทันทีโดยไม่คิดจะนอนพักแน่นอนว่าบุตรอนุที่ไม่มีใครสนใจย่อมสามารถออกจากจวนไปได้ง่ายๆโดยไม่มีแม้แต่บ่าวติดตามดังนั้นฉางซุนจิ้งจึงจัดการเื่ที่อวิ๋นเหลียนฝากฝังได้อย่างราบรื่นและเขายังตั้งใจว่าจะหาโอกาสชวนนางออกมาเดินเล่นเพื่อหาดูทำเลตั้งร้านด้วยกันอีกด้วย
เชื่อว่าฮูหยินของทั้งสองจวนไม่มีทางขัดขวางพวกเขาแน่ในเมื่อพวกนางอยากให้พวกเขาสานสัมพันธ์กันอยู่แล้ว
สองวันต่อมาฉางซุนจิ้งก็ไม่รอช้า เขามาที่จวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินอ้างว่าอยากพาอวิ๋นเหลียนออกไปเดินเล่นฮูหยินจวนแม่ทัพก็แทบจะจับอวิ๋นเหลียนประเคนส่งถึงมือเขาเลยทีเดียวซ้ำยังให้คนขับรถม้าของจวนมาส่งพวกเขาถึงย่านค้าขายใจกลางเมืองอีกด้วย
ม่านหน้าต่างรถม้าขยับไหวไปมาหนึ่งบุรุษหนึ่งสาวน้อยนั่งหันหน้าเข้าหากันฉางซุนจิ้งนำของที่นางฝากซื้อมอบให้นางพร้อมกับเงินที่เหลือจากการขายเครื่องประดับเขายังส่งกระดาษที่จดบันทึกรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้นางด้วย“มีอะไรตกหล่นไปหรือไม่”
“ไม่มี ครบถ้วนทั้งหมด”อวิ๋นเหลียนยิ้มอย่างยินดี นางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มที่ยังคงดูผ่ายผอมแต่สีหน้าของเขาดีขึ้นกว่าเมื่อวันก่อนมาก รอยยิ้มก็กว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว“พี่จิ้ง ข้าแทบไม่เคยออกจากจวนจะมีก็แต่ที่ตอนเด็กๆท่านแอบพาข้าออกมาเดินเล่นที่ใกล้ๆดังนั้นวันนี้ต้องรบกวนท่านแล้ว”
“เมื่อวานนี้ข้าลองหาข้อมูลคร่าวๆดูแล้วหากเ้าคิดจะขายโอสถวิเศษขายให้กับหอการค้าไห่ถังเลยจะปลอดภัยและเชื่อถือได้มากที่สุดพวกเขามีราคารับซื้อที่แน่นอน และสามารถรับซื้อในปริมาณมากได้หากขายกับพวกพ่อค้าอาจถูกโกงหรือถูกปล้น”ฉางซุนจิ้งเอ่ยออกมาอย่างคนที่ทำการบ้านมาดี “เพราะไปซื้อสมุนไพรให้เ้าเลยได้ฟังมาจากคนขาย ดูเหมือนสมุนไพรที่เ้าซื้อมาจะเป็สมุนไพรสำหรับหลอมโอสถหลิงแต่ไม่รู้ว่าเ้าคิดจะหลอมโอสถหลิงชนิดใด”
โอสถหลิงคือโอสถวิเศษที่เป็ที่นิยมที่สุดและเป็โอสถพื้นฐานที่สำคัญมากสำหรับเหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายซึ่งโอสถหลิงก็จะแบ่งย่อยไปตามรูปแบบเฉพาะของมัน เช่น โอสถไป๋หลิง มีสีขาวยิ่งขาวเท่าไร ยิ่งเนื้อบริสุทธิ์เท่าไรก็จะยิ่งบ่งบอกถึงคุณภาพของมันโอสถชนิดนี้มีไว้สำหรับเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเต๋า โอสถหงหลิง มีสีแดงยิ่งสีแดงสว่างเท่าไรก็ยิ่งคุณภาพดี มีไว้สำหรับเหล่าผู้ฝึกปราณยุทธ์ส่วนโอสถชิงหลิง มีสีเขียวอมฟ้า ยิ่งสีออกฟ้าเท่าไรก็ยิ่งคุณภาพดีมีไว้สำหรับเหล่าผู้ฝึกเวท นอกจากมียังมีโอสถเสวียนหลิง มีสีดำเกลี้ยงเกลาเป็โอสถหลิงที่หายากที่สุดว่ากันว่ามีไว้สำหรับผู้ฝึกพลังจิตและผู้ฝึกวิชาสายเฉพาะเท่านั้น
“ข้าตั้งใจจะหลอมโอสถหลิงระดับสองทั้งสี่ชนิดชนิดละ300เม็ด” อวิ๋นเหลียนกล่าวอย่างไม่ปิดบังในแผนการของตัวเอง“ด้วยความสามารถของข้า การหลอมโอสถระดับต่ำพวกนี้มีอัตราความสำเร็จที่สิบเต็มสิบไม่มีทางผิดพลาด มิหนำซ้ำคุณภาพของโอสถทุกเม็ดจะอยู่ที่ระดับสูงสุดหากหอการค้ารับซื้อทั้งหมด1200เม็ด ข้าคิดว่าเราคงมีต้นทุนพอจะซื้อร้านค้าสักแห่งเพื่อเปิดกิจการ”
ฉางซุนจิ้งพยักหน้าแม้จะตกตะลึงกับความสามารถของนาง แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีกระโตกกระตากออกไปกลับเริ่มช่วยนางคำนวณรายได้อย่างตั้งใจ“เงินที่ได้จากการขายเครื่องประดับของเ้าอยู่ที่ 4700 ตำลึง ใช้ในการซื้อสมุนไพร ขวดยาและวัตถุดิบอีกเล็กน้อยที่เ้า้าทั้งหมดเป็เงิน 3100 ตำลึง เหลืออยู่ 1600ตำลึง
ราคาโอสถไป๋หลิงระดับสองอยู่ที่เม็ดละ 150 ตำลึงขาย 300 เม็ดก็จะได้ 45000 ตำลึง โอสถ หงหลิงกับโอสถชิงหลิงอยู่ที่เม็ดละ 120ตำลึง 600 เม็ดก็จะได้ 72000 ตำลึง ส่วนโอสถเสวียนหลิงราคาเม็ดละ 180 ตำลึงรวมเป็ 54000 ตำลึง...เหลียนเอ๋อร์ เ้าจะมีเงินถึง 1แสน7หมื่นตำลึง!”
อวิ๋นเหลียนถึงกับเลิกคิ้วสูงใกำลังจำนวนเงินที่มหาศาลนี้ นางรีบเปลี่ยนแผนทันที“เช่นนั้นเปลี่ยนเป็ขายชนิดละ 100 เม็ดก็พอ ไม่เช่นนั้นหอการค้าไห่ถังได้หมดตัวกันพอดี”
“ไม่หรอก ขายทั้งหมดนั่นแหละ”ฉางซุนจิ้งไม่เห็นด้วย “จากที่ข้าศึกษามา นักหลอมโอสถในแคว้นเรามีน้อยมากโอสถเหล่านี้เรียกได้ว่าขาดตลาด เราขายไปในราคาร้อยกว่าตำลึงต่อเม็ดหอการค้าสามารถนำมันออกขายได้ในราคาสองร้อยกว่าตำลึงต่อเม็ดเ้าอย่าลืมว่าที่นี่โอสถระดับสามก็นับว่าสูงสุดแล้วอีกทั้งหอการค้าไห่ถังร่ำรวยที่สุดในแคว้น ไม่มีทางหมดตัวเพราะโอสถแค่นี้หรอก”
“นี่ขนาดเป็แค่โอสถหลิงที่เป็โอสถพื้นฐานนะ”อวิ๋นเหลียนถึงกับส่ายหน้าอย่างรับไม่ได้กับโลกใบนี้ “แล้วหากเป็โอสถชนิดอื่นเล่าจะราคาสูงขนาดไหน”
“ก็ขึ้นอยู่กับว่าเ้าจะทำโอสถชนิดใดออกมาเมื่อวานข้าต้องรีบกลับบ้านเพื่อไม่ให้ที่บ้านสงสัยจึงไม่ได้ไปคัดลอกราคาโอสถที่หอการค้าให้เ้า ประเดี๋ยวตอนนำโอสถไปขายพวกเราค่อยไปดูกัน”ฉางซุนจิ้งกล่าวพลางยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กสาวที่เริ่มขมวดคิ้วอีกแล้ว “สาวน้อยเ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่เปิดร้านขายโอสถด้วยตัวเองเสียเลย”
อวิ๋นเหลียนส่ายหน้าไปมา“สภาพของเราสองคนในตอนนี้ ไม่ว่างพอจะบริหารร้านโอสถหรอกเ้าค่ะแต่ในอนาคตข้าเปิดแน่ส่วนร้านที่ข้าจะเปิดเป็ร้านที่วางขายสินค้าเฉพาะที่ข้าประดิษฐ์ขึ้นเองรับรองว่าแปลกตา ขายได้ราคาดีแน่นอน แต่ต้องหาคนงานมาช่วยกันผลิตข้ากะว่าจะทำสินค้ากลุ่มแรกออกมาจำนวนน้อยๆก่อน แล้วหากเป็ที่้าของตลาดมากจนทำไม่ทันค่อยใช้รูปแบบการสั่งซื้อล่วงหน้า”
“เ้าตั้งใจจะผลิตสินค้าแบบไหนหรือ”
“ของใช้ทั่วไปที่ยังไม่มีใครประดิษฐ์ขึ้นในโลกใบนี้เ้าค่ะ”อวิ๋นเหลียนไม่ค่อยได้ออกไปนอกบ้านก็จริงแต่นางก็มีความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้อยู่บ้าง “เป็ของใช้ที่สิ้นเปลืองใช้แล้วหมดไป แต่ก็เป็ของที่ไม่อาจไม่กลับมาซื้ออีก ยกตัวอย่างเช่น ถุงหอมอุ่นๆท่านลองนึกภาพถุงหอมที่สามารถพกไว้ข้างเอวไปไหนมาไหนได้แต่มันส่งความอุ่นออกมาตลอดเวลาสิเ้าคะ ทั้งหอมสดชื่น ทั้งบรรเทาความหนาวใน่หน้าหนาวเช่นนี้จะต้องขายดีแน่ๆ ยิ่งใกล้ปีใหม่แล้วด้วยข้าจะทำสีแดงออกมาเยอะๆ พวกเขาจะได้เลือกซื้อไปเป็ของขวัญวันปีใหม่ได้ อ้อแล้วยังมีพู่กันที่เติมน้ำหมึกเองได้โดยไม่ต้องคอยจุ่มหมึกอยู่เรื่อยๆ ผ้านวมที่สามารถส่งความอุ่นออกมาได้เหมือนถุงหอมอุ่นแน่นอน ของพวกนี้ทั้งหมดมีวันหมดอายุการใช้งานหากใช้จนถึงวันนั้นแล้วก็ต้องมาซื้อใหม่ที่ข้า”
ยิ่งฟังสิ่งประดิษฐ์ที่นางสาธยายออกมาฉางซุนจิ้งก็จำต้องยอมรับว่าเด็กสาวคนนี้มาจากโลกอีกใบที่เจริญก้าวหน้ากว่าโลกของเขาจริงๆ
ส่วนอวิ๋นเหลียนผู้ที่แท้จริงแล้วเป็เทพของประดิษฐ์ที่นางร่ายออกมาเหล่านี้ก็เป็เพียงขยะอยู่ดีแต่สำหรับโลกที่พัฒนาไปช้าเช่นนี้นางรู้ดีว่าของเหล่านี้จะกลายเป็ตัวกระตุ้นให้ผู้คนเริ่มคิดค้นสิ่งใหม่ๆออกมาโดยมีสินค้าของนางเป็ต้นแบบ