เสียงคึกครื้นจอแจบางเบาลงยามเมื่อสองเท้าก้าวห่างออกจากย่านชุมชน เด็กน้อยวัยสิบขวบเดินโขยกเขยกไปมา แขนขวาจับที่ต้นแขนด้านซ้ายเอาไว้แน่น
“เ้าไหวแน่หรือจางหลง” เสียงใสเอ่ยถามด้วยนึกเป็ห่วงเมื่อเห็นสภาพร่างเล็กจ้อยที่เดินนำอยู่ด้านหน้า
“ไหวขอรับ เป็ผู้ชายอกสามศอกย่อมต้องมีเื่ชกต่อยเป็ธรรมดา พี่สาวไม่ต้องเป็ห่วง เจ็บเล็กน้อยเท่านี้ข้าย่อมทนได้” เด็กชายเอ่ยโดยที่ไม่ได้หันกลับมามองหญิงสาวที่เดินตามมาติดๆ แม้แต่น้อย
“เล็กน้อยหรือ?” หญิงสาวเอ่ยย้ำ พร้อมกับเผยรอยยิ้มบางเบา
“อ่อ ที่แท้ข้าก็กำลังพูดกับบุรุษหนุ่มอกสามศอกนี่เอง” นางเอ่ยหยอกเย้าพลางสาวเท้าตามไปเงียบๆ เมื่อเห็นเด็กน้อยยังเดินต่อไปข้างหน้าได้ด้วยท่าทีมุ่งมั่น
ผ่านไปราวครึ่งเค่อร่างเล็กด้านหน้าก็หยุดเดิน ก่อนจะหมุนกายกลับมามองหน้าหญิงสาวอีกครั้ง
“พี่สาว บ้านท่านอยู่ทางนี้เช่นกันหรือขอรับ?”
“เปล่า เป็อีกทาง" นางเอ่ยตอบด้วยท่าทีสบายๆ
"แล้วเหตุใด...?"
"ข้าเพียงแต่สงสัยว่าบุรุษอกสามศอกจะสามารถเดินไปถึงบ้านได้จริงหรือไม่ เ้าไม่ต้องสนใจข้า เพียงแต่เดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้นก็พอ” หญิงสาวเอ่ยตอบด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“คือว่า…” เด็กชายคล้ายอยากเอ่ยสิ่งใด แต่เมื่อมองสบสายตาแน่วแน่ก็ได้แต่ถอนหายใจหันหลังก้าวเท้าเดินนำทาง
อากาศอบอ้าวผสมกับการเดินทางอันต่อเนื่องทำให้มู่ตานอดยกปลายแขนเสื้อขึ้นซับความเหนื่อยล้าไม่ได้
“บ้านเ้ายังอีกไกลหรือไม่?” เสียงหอบปนเหนื่อยเอ่ยถาม หากแต่สองเท้าก็ยังก้าวตามอย่างไม่ลดละ
“ด้านหน้านี่แล้วขอรับ”
“ด้านหน้าหรือ?” สายตาหญิงสาวพลันมองหาหวังจะได้เห็นบ้านสักหลังในระยะสายตา หากแต่เมื่อมองดูรอบๆ กลับยังพบเพียงต้นไผ่สูงเสียดฟ้าสองข้างทางเท่านั้น
“ไหนเ้าว่าบ้านเ้าอยู่ใกล้ป่าไผ่อย่างไรเล่า?”
“ก็ใช่ไงขอรับ เดินทะลุป่าไผ่นี่ไปก็ถึงบ้านข้า” เด็กน้อยตอบด้วยน้ำเสียงกระชับขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังรำคาญใจ
“ทะลุป่าไผ่!” นางเอ่ยเสียงดัง ตอนนี้ไม่เพียงแต่เริ่มจะเมื่อยขาในใจยังเริ่มหวั่นไหวเสียแล้ว คิดจะช่วยคนก็อยากช่วยให้ถึงที่สุด ด้วยเกรงว่าเด็กน้อยจะไม่ไหวจึงได้ติดตามมาดูเพื่อความสบายใจ แต่ยามนี้ดูเหมือนว่าการทำดีของนางจะเป็การหาเื่ใส่ตัว ด้วยระยะทางขนาดนี้ กว่าจะเดินกลับถึงหมู่บ้านไท่หยางเห็นทีจะค่ำมืดเป็แน่ ในขณะที่บ่นกับตัวเองไปมาก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยเอ่ยขึ้น
“ถึงแล้วขอรับ”
บ้านไม้หลังเล็กๆ ไม่มีรั้ว ไม่มีกำแพง หน้าบ้านมีเพียงกองฟืนกองหนึ่งกับกองไฟที่มอดดับไปแล้ว เด็กชายตรงไปเปิดประตู ก่อนจะหันมาหาหญิงสาวพลางเชื้อเชิญ
“ท่านจะเข้ามาในบ้านก่อนหรือไม่ขอรับ”
“อืม” นางพยักหน้าตอบรับก่อนจะเดินตามหลังเข้าไปในบ้าน ยามนี้คงต้องขอนั่งพักขาสักหน่อย ไม่เช่นนั้นคงจะเดินกลับไม่ไหวแน่
ทันทีที่ประตูเปิดออก ก็ตามมาด้วยเสียงร้องถามที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“จางหลง เ้ากลับมาแล้วหรือ”
“ขอรับพี่ใหญ่” เด็กน้อยรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้เตียงที่ตั้งอยู่ด้านข้าง
“แครก แครก แครก” เสียงไอโขกดังตามมาติดๆ “พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ไหวหรือไม่ขอรับ”
“ข้าแค่ไม่สบายเล็กน้อยเท่านั้น เ้าจะร้องเสียงดังทำไม” เสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากในเตียง หากแต่เมื่อมือเล็กเปิดม่านเก่าซีดที่กั้นอยู่ออก คนบนเตียงก็แทบจะกระโจนลงมา
“จางหลง! นี่ นี่เ้าไปที่นั่นหรือ”
"พะ พะ พี่ใหญ่...ข้า" จู่ๆ เด็กชายที่เคยเอ่ยว่าเป็บุรุษอกสามศอกก็ร้องไห้โฮ โผเข้าสู่อ้อมอกพี่ชาย
“ข้าขอโทษ ข้าเพียงอยากได้เงินของเรามาช่วยรักษาท่านเท่านั้น” ได้ฟังเช่นนี้คนเป็พี่ไม่มีสิ่งใดจะพูดอีก ร่างเล็กจ้อยระบมไปทั้งตัวแล้ว เขาจะทำร้ายจิตใจน้องอีกไม่ได้จะโทษย่อมต้องเป็เขาเองที่ไม่ดี หากไม่ล้มป่วยคงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเป็แน่ มือใหญ่ลูบศีรษะของน้องด้วยหัวใจที่เ็ปยิ่ง
ยามนี้ภารกิจส่งตัวเด็กกลับบ้านเสร็จสิ้นแล้ว นางคิดว่าการจากไปเงียบๆ น่าจะดีกว่า ทันทีที่หันหลังกำลังจะปลีกตัวจากไปกลับได้ยินเสียงเอ่ยตามมา
“ช้าก่อนแม่นาง”
มู่ตานหันกายกลับมาตามเสียงเรียกก่อนจะได้สบกับสายตาอ่อนแรงของคนบนเตียง
“เป็ท่านที่มาส่งน้องชายข้า” เขาฝืนลุกเดินลงจากเตียง พร้อมกับค้อมตัวลงเพื่อขอบคุณ
“มิได้ ข้าเพียงแต่ทำในสิ่งที่คิดว่าควรทำเท่า…นั้น…” ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี ร่างของชายตรงหน้าก็ล้มฟุบกองอยู่กับพื้น
“พี่ใหญ่!” เด็กชายรีบเข้ามาประคอง หากแต่ร่างกายที่ถูกทุบตีบอบซ้ำมาจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนพยุงชายตรงหน้าให้ลุกขึ้นได้ เห็นเช่นนั้นนางจึงรีบสาวเท้าเข้าไปหมายจะช่วยพยุง แต่ยังไม่ทันจะก้าวเข้าไปถึง เสียงทรงพลังก็ดังก้องขึ้นราวกับกรุ่นโกรธกับใครมาเป็สิบชาติ
“หยุด! เ้าไม่รู้หรือว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน" บุรุษสูงโปร่งที่ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร เดินเข้ามาใกล้อย่างถือวิสาสะ ก่อนจะมองร่างผอมแห้งของชายที่หมดสติสลับกับเด็กน้อย จากนั้นจึงช่วยยกร่างของชายตรงหน้าขึ้นไปวางบนเตียงโดยที่ไม่มีใครร้องขอ
หนึ่งเด็กหนึ่งหญิงสาวได้แต่มองตาปริบๆ หากไม่โง่เกินไปคงจะดูออกว่าตอนนี้อารมณ์ของชายตรงหน้านั้นไม่ดีนัก ดวงตาสีดำสนิทมองมาที่เด็กน้อยก่อนเอ่ยถามเสียงห้วน
“พี่ชายเ้าเป็อะไร”
“พี่… พี่ชายข้าไม่สบาย ข้าไม่รู้ว่าเป็อะไรขอรับ เพียงแต่พักนี้มักหมดสติ และไม่มีเรี่ยวแรง” เด็กชายเอ่ยตอบสายตายังคงจ้องมองบุรุษรูปงามไม่กะพริบ
“ตามหมอมาดูแล้วหรือยัง”
“ยัง…ยัง ขอรับ”
มู่ตานเห็นเด็กชายลนลานตอบคำครั้งแล้วครั้งเล่าก็ให้นึกสงสาร ก่อนจะเอ่ยตัดบทสนทนาของทั้งสองขึ้นอย่างจงใจ
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เ้าก็ไปตามหมอมาดูพี่ชายเ้าหน่อยเถอะ หากปล่อยทิ้งไว้นานจะยิ่งทำให้ร่างกายอ่อนแอ ส่วนเ้าก็จะได้ให้หมอตรวจดูรอยซ้ำรอยบวมตามตัวนี่ด้วย” พูดจบมู่ตานก็ส่งถุงเงินให้เด็กชายถุงหนึ่ง
เด็กน้อยได้แต่ยืนมอง ไม่กล้าเอื้อมมือออกมารับ
“เงินนี้ข้าไม่ได้ให้เ้าเปล่าๆ” หญิงสาวเอ่ยพลางค้อมตัวลงไปยัดถุงเงินใส่มือ “บ้านเ้าค้าขายสิ่งใดกับโรงเตี้ยมนั้นก็เอาสิ่งนั้นไปให้ข้า”
“ท่านหมายถึงหน่อไม้หรือขอรับ”
“หน่อไม้หรือ ดีข้าชอบกินยิ่ง” นางยิ้มอ่อนโยนขึ้นอีกสามส่วน
“จริงหรือขอรับ” แววตาที่สุกใสจ้องมองตอบด้วยความยินดี
“ยามเจรจาค้าขายใครเขาพูดเล่นกันเล่า” นางเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ ช่วยให้บรรยากาศที่เคยตึงเครียดดูผ่อนคลายลงได้ทันตา
“เช่นนั้นหลังจากข้าตามหมอมาดูพี่ชายแล้ว ข้าจะรีบไปเก็บหน่อไม้ไปส่งให้นะขอรับ ท่านจะให้ข้านำไปส่งที่ใด”
“ส่งที่บ้านตระกูลเฟิง ท้ายหมู่บ้านไท่หยาง บอกคนในบ้านว่ามาส่งของให้คนชื่อ มู่ตาน เ้ารู้จักหมู่บ้านไท่หยางหรือไม่"
“ข้ารู้จักหมู่บ้านไท่หยางขอรับ ประเดี๋ยวไปถึงข้าจะลองถามจากคนแถวนั้นอีกที”
“ฉลาดนัก เื่ส่งของเ้าไม่ต้องรีบ เอาไว้พี่ชายกับเ้าหายดีแล้วค่อยไปส่งของให้ข้าก็ยังได้” นางเอามือลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ อย่างนึกเอ็นดู
“ตอนนี้ข้าต้องกลับแล้ว กว่าจะถึงบ้านเกรงว่าจะมืดค่ำ” พูดจบนางก็หันไปมองบุรุษที่ยามนี้ดูก็รู้ว่าอารมณ์ไม่ดี ก่อนจะเดินออกจากบ้านหลังน้อยมา
“ขอบพระคุณท่านมากนะขอรับพี่สาว”
.
.
.
มู่ตานเร่งสาวเท้ามาตามทาง ต้นไผ่สูงยามต้องลมเสียดสีส่งเสียงดังอี๊ดอ๊าดชวนให้รู้สึกหวาดหวั่นใจ ยิ่งยามนี้มีบุรุษหน้านิ่งเดินตามมาด้านหลังยิ่งทำให้นางรีบสาวเท้าให้เร็วขึ้นอีกเป็เท่าตัว
“ช้าลงหน่อย หากหกล้มเจ็บตัวจะลำบาก” มู่ตานที่ได้ยินดังนั้นก็หันหลังกลับมามองต้นเสียงทันที
“ก็เพราะมีท่านอย่างไรเล่า ข้าจึงต้องรีบเดิน”
“ข้ามิใช่โจรเด็ดบุปผา จะกลัวข้าทำไมกัน”
“รู้หน้าไม่รู้ใจ ระวังไว้ถึงจะดีที่สุด” ยิ่งพูดนางก็ยิ่งเดินเร็วขึ้นไปอีก ฉินอ๋องยามนี้ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความดื้อรั้นของนาง ก่อนจะเดินตามโดยไม่ปริปากไปจนตลอดทาง
.
กว่าทั้งคู่จะมาถึงหมู่บ้านไท่หยางก็ย่างเข้าปลายยามโหย่ว ตอนนี้ท้องฟ้าทั้งผืนกลายเป็สีดำสนิท สองข้างทางเงียบสงบผู้คนต่างเข้าบ้านหุงหาอาหารอยู่กับครอบครัว
“อีกไม่ไกลก็จะถึงบ้านข้าแล้ว ท่านก็กลับบ้านท่านไปเถิด ขอบคุณที่เดินมาเป็เพื่อน” นางไม่ได้ใสซื่อขนาดที่จะไม่รู้ว่าเขาจงใจเดินมาส่ง แต่จากจุดนี้ไปนางสามารถเดินกลับบ้านได้อย่างอุ่นใจแล้ว
“คิดจะช่วยก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด รีบเดินต่อไปเถิด” ฉินอ๋องผ่ายมือเป็การบอกให้นางเดินหน้าต่อไป
บรรยายกาศเงียบสงบสายลมอ่อนพัดมาบางเบาช่วยปัดเป่าให้ความรู้สึกเหนื่อยล้าเจือจางลงได้บ้าง มู่ตานเดินไปตามทางไม่สนใจคนด้านหลังอีก หากแต่กับอีกคนกลับไม่ใช่ รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏบนใบหน้าจนแม้แต่เ้าตัวยังต้องรีบก้มมองพื้นเพื่ออำพรางความสุขที่ไม่อาจซ่อนเร้นอีกต่อไป
.
.
.
เมื่อถึงหน้าบานประตูไม้เก่าหญิงสาวจึงหันกลับมาเอ่ยด้วยท่าทีสุภาพยิ่ง
“ถึงบ้านข้าแล้ว ขอบคุณท่านมากทั้งที่งานเทศกาลลี่เซี่ย และที่ท่านมีน้ำใจมาส่งวันนี้”
“เ้าจำข้าได้!"
“ข้าย่อมจำท่านได้แน่นอน” นางค้อมกายลงเล็กน้อยด้วยท่าทีงดงาม ก่อนจะหมุนกายเอื้อมมือออกไปหมายจะเปิดประตู
"อืม”
คำตอบสั้นๆ นั้นทำให้มู่ตานหันมาสบตาผู้พูดอีกครั้ง นี่คือประโยคตอบรับคำขอบคุณจากนางอย่างนั้นหรือ ชายผู้นี้เป็คนอย่างไรกันแน่ แต่เพราะเกรงว่าเฟิงเฉินกับเฟิงเออร์จะเป็ห่วงนางจึงไม่คิดจะเจรจาสิ่งใดต่ออีก ทันทีที่บานประตูขยับเสียงะโผสมกับเสียงวิ่งฉึบฉับก็ดังมาใกล้
“พี่ใหญ่ พี่มู่ตานกลับมาแล้วเ้าค่ะ”
“เฟิงเออร์เด็กดี” นางยิ้มตอบรับเฟิงเออร์ที่วิ่งมารับถึงหน้าประตู
“เหตุใดจึงกลับเอาป่านนี้เ้าคะ ข้ากับพี่ใหญ่เป็ห่วงยิ่งนัก” ยังไม่ทันจะได้รอฟังคำตอบสายตาก็จับจ้องไปยังบุรุษด้านข้าง
“พี่ชายท่านนั้นนี่เอง” รอยยิ้มที่งดงามไปถึงดวงตาส่งให้ฉินอ๋องเผยรอยยิ้มตอบกลับได้ไม่ยาก
“ท่านมาส่งพี่มู่ตานของเราหรือเ้าคะ เหนื่อยกันหรือไม่เ้าคะ หิวหรือเปล่า ข้าหิวนักเ้าค่ะรอพี่มู่ตานมาครึ่งค่อนวันตอนนี้หิวจนแทบจะทนไม่ไหว มาเถอะเ้าค่ะกินข้าวกัน” เด็กน้อยได้ทีก็พูดจ่อไม่หยุด มือไม้พลันจับจูงหญิงสาวเข้าไปในบ้าน โดยที่ไม่ลืมจะกวักมือเรียกชายอีกคนราวกับเป็คนที่สนิทสนมกันมานาน
ฉินอ๋องผู้ที่ถูกเด็กวัยแปดขวบกวักมือเรียกพลันมองไปที่มู่ตานเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าตามหลังทั้งคู่ไป
“พี่ใหญ่ ทำให้ท่านเป็ห่วงแล้ว” มู่ตานเอ่ยเมื่อเห็นเฟิงเฉินยืนรออยู่
“กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว” เฟิงเฉินมองฉินอ๋องด้วยสายตาสำรวจ
“พี่ชายท่านนั้น… นี่พวกเ้ามาพร้อมกันได้อย่างไร” ทั้งคู่มองสบตากันครู่หนึ่งแต่ยังไม่ทันได้อธิบาย เสียงเล็กๆ ที่เดินออกมาพร้อมกับจานอาหารก็ทำให้ข้อสงสัยของเฟิงเฉินไม่ได้รับคำตอบ
“มาด้วยกันได้อย่างไรสำคัญอย่างไรเ้าคะ สำคัญที่กลับมาปลอดภัยต่างหาก มาเถอะเ้าค่ะข้าหิวมาก หิวมากๆๆๆ” เด็กน้อยเน้นคำจนทำให้ทุกคนในบ้านอดที่จะหัวเราะไม่ได้
“บ้านข้าคับแคบ หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ” เฟิงเฉินผ่ายมือเชิญฉินอ๋องนั่งลงบนตั่งอย่างเ้าบ้านที่ดี เขามองอาหารง่ายๆ บนโต๊ะก่อนจะนั่งลง ถ้วยข้าวพูนสูงถูกส่งมาวางไว้ตรงหน้าพร้อมกับตะเกียบไม้คู่หนึ่ง
“อย่าได้เกรงใจ หากยังไม่อิ่มยังมีหมั่นโถวในครัวอีก” เฟิงเฉินเอ่ยขึ้นต่ออย่างใจกว้าง
“จริงเ้าค่ะ หมั่นโถวที่พี่มู่ตานทำอร่อยมาก ยิ่งถ้ากินกับขนมเซียงหลันรับรองว่าท่านจะต้องติดใจแน่” เด็กน้อยยิ้มให้จนตาเรียวเล็ก
“กินเถอะ อาหารจะเย็นหมดแล้ว” มู่ตานหยิบตะเกียบพลางชวนให้ทุกคนลงมือ
“กิน กิน กิน” เฟินเฉินคีบผัดผักลงในชามเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนเฟิงเออร์ไม่ต้องพูดถึงยามนี้ในปากเต็มไปด้วยข้าวคำโตจนแก้มพองใหญ่ มู่ตานเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ยิ้มมีความสุข ภาพครอบครัวพี่น้องรักใคร่ตกอยู่ในสายตาของฉินอ๋องผู้คีบอาหารบนโต๊ะกินแต่พอเป็พิธีเท่านั้น
เมื่อกินข้าวเก็บโต๊ะเรียบร้อย เฟิงเออร์ทำหน้าที่รินน้ำเซียงหลันลงในจอกก่อนส่งให้ทุกคน
“บ้านข้าไม่มีชา ท่านลองจิบน้ำเซียงหลันดูเถอะ” เฟิงเฉินเอ่ยกับฉินอ๋องอย่างเป็ธรรมชาติ
“พี่มู่ตานตื่นมาต้มให้พวกเรากินแทนชาทุกวันเ้าค่ะ หอมสดชื่นมากนะเ้าคะ” เฟิงเออร์จิบน้ำเซียงหลันในมือเป็ตัวอย่างราวกับกำลังเชื้อเชิญ
ฉินอ๋องมองน้ำสีเขียวใสในจอก ก่อนจะยกขึ้นจิบ ความหอมค่อยๆ กำซาบอบอวลทั่วปาก แม้รสชาติจะมิได้ลึกล้ำซับซ้อนอย่างที่ชาในวังมี หากแต่ก็คิดหวนอยากให้ยกขึ้นจิบอีกครา
มู่ตานมองบุรุษตรงหน้ายกน้ำเซียงหลันขึ้นจิบครั้งแล้วครั้งเล่า
“ท่านไม่เคยกินน้ำเซียงหลันหรือ?"
“เคยได้ยิน หากแต่ไม่เคยกิน” เขาตอบสั้นๆ ตามความเคยชิน
“อ่อ เป็เช่นนั้น” มู่ตานยกจอกน้ำเซียงหลันขึ้นจิบอีกครั้งโดยไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
“พี่ชายข้าขอเสียมารยาท เมื่อได้มาพบหน้ากันแล้วไม่ทราบว่าท่านชื่อแซ่ว่าอะไร เผื่อวันหลังได้เจอกันอีกข้าและน้องๆ จะได้เอ่ยเรียกได้ถูกต้อง”
“ข้าชื่อเทียนฉิน”
“ที่แท้ก็พี่ฉิน”
“พี่ฉินหรือ?” ฉินอ๋องทวนคำเรียกขานที่ไม่เคยมีใครกล้าเรียก ก่อนจะยิ้มรับเบาๆ
“นี่ก็ปลายยามซวีแล้ว วันนี้ข้าต้องขอบคุณท่านยิ่งนักที่เดินมาส่ง”
“ไม่เป็ไร” คำพูดเอ่ยกับนางหากแต่สายตาพลันมองมาที่เด็กน้อยที่กำลังจิบน้ำเซียงหลันอย่างสบายอารมณ์
“เ้าบอกว่าหากข้าไม่อิ่มจะมีหมั่นโถวให้ใช่หรือไม่”
เฟิงเออร์ที่กำลังยกจอกชาพลันชะงัก หันมองหน้ามู่ตาน
“พี่ชายกินข้าวไม่อิ่มหรือ ข้ายังเห็นข้าวในถ้วยเหลือก็นึกว่าท่านกินอิ่มจึงมิได้นำหมั่นโถวตั้งโต๊ะอีก ต้องขออภัยด้วยนะเ้าคะ”
“เปล่าๆ คือ…” ด้วยไม่รู้จะอธิบายอย่างไรฉินอ๋องจึงเลือกที่จะเงียบแทน หากแต่ยามนี้ใบหน้ากลับขึ้นสีเรื่อลามไปจนถึงใบหู
เด็กน้อยผู้รู้งานรีบวิ่งเข้าไปในครัวหยิบหมั่นโถวสามสี่ใบลงในห่อผ้า ก่อนจะหอบมายื่นให้ถึงมือ
“นี่เ้าค่ะ หมั่นโถวเผื่อท่านไว้กินตอนขากลับนะเ้าคะ หากกินไม่หมดพรุ่งนี้นำไปอุ่นร้อนเสียหน่อยก็จะกลับมานุ่มอร่อยเหมือนเดิมเ้าค่ะ”
“ขอบใจ” เขาเอ่ยสั้นๆ พลางรีบลุกขึ้นจากตั่ง “เช่นนั้นข้าขอตัว”
“พี่ฉินเดี๋ยวข้าเดินไปส่ง” เฟิงเฉินเอ่ยขึ้นด้วยรู้สึกว่าค่ำมืดเช่นนี้ให้น้องๆ ที่เป็สตรีเดินไปส่งถึงหน้าบ้านคงไม่เหมาะ มู่ตานและเฟิงเออร์จึงค้อมตัวลงเล็กน้อยอย่างมีมารยาท ส่วนฉินอ๋องเพียงพยักหน้าตอบรับ
.
.
.
ในห้องหนังสือที่สว่างไสวราวกับกลางวัน ฉินอ๋องนั่งมองห่อผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างพิจารณา เขาเป็ถึงอ๋องแห่งแคว้นเยี่ย วันนี้ถึงกับต้องเอ่ยปากขอหมั่นโถวจากเด็กน้อยคนหนึ่ง นี่เขาเป็บ้าอะไรไปแล้ว ความคิดว้าวุ่นถูกทำลายด้วยเสียงของผู้รับใช้ข้างกาย
“ท่านอ๋องจะให้ตั้งโต๊ะหรือไม่ขอรับ” เฉียนคุนค้อมตัวรอรับคำสั่ง เนื่องจากวันนี้ฉินอ๋องกลับมาผิดเวลายิ่ง
“ไม่ต้อง เอาหมั่นโถวนี่ไปอุ่น แล้วยกน้ำเซียงหลันเข้ามาให้ข้าก็พอ”
“หมั่นโถวกับน้ำเซียงหลันยามนี้หรือขอรับ?” เสียงเอ่ยถามไปอย่างนั้นหากแต่มือไม้ก็ทำหน้าที่อย่างคล่องแคล่วเช่นเดิม
ไม่นานทั้งหมั่นโถวร้อนๆ และน้ำเซียงหลันหอมกรุ่นก็ถูกนำมาวางไว้ด้านหน้า ฉินอ๋องเอื้อมมือไปหยิบหมั่นโถวขึ้นมากัดกินคำหนึ่ง จากนั้นก็ตามด้วยคำที่สอง คำที่สามไปติดๆ เฉียนคุนที่ยืนมองเ้านายของตนกินหมั่นโถวอย่างเอร็ดอร่อย แม้จะรู้สึกสงสัยปนแปลกใจอยู่บ้าง แต่หากเมื่อเห็นรอยยิ้มในดวงตาที่น้อยครั้งจะมีของฉินอ๋องแล้ว เขาจึงเลือกจะเก็บคำถามที่มีไว้ในใจ