บทที่ 20 ท่านตา ท่านกำลังจะล้มแล้วนะ
ผู้เฒ่าหลิ่วเป็คนระมัดระวังตัวมาตลอด
โดยเฉพาะเมื่อมาถึงเมืองหลวง บุตรสาวได้เข้าวังหลวงและมีโอรส ผู้เฒ่าหลิ่วยิ่งต้องวางตัวต่ำต้อย ไม่อยากทำผิดพลาดจนส่งผลกระทบต่ออนาคตของบุตรสาวและหลานชาย
เคยมีผู้คนนำเงินมาติดสินบน แต่เขาไม่รับเลยสักครั้ง
ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นห้าที่ราชวิทยาลัยหลวง ไม่เคยมาสายหรือกลับก่อนเวลา
ขุนนางผู้สุจริตและรับผิดชอบเช่นเขา เหตุใดจึงถูกมองว่าโง่เขลาเล่า!
‘อา ท่านตาดูหน้าผากกว้าง จมูกโด่ง ดูฉลาดหลักแหลมนัก’
‘ใครจะคิดว่าในสายตาของเสด็จพ่อฮ่องเต้ กลับประเมินท่านตาว่าโง่เขลาเสียนี่’
ผู้เฒ่าหลิ่วเบิกตาโพลง
เหลวไหล!
นี่มันต้องเป็เื่เหลวไหลแน่ ๆ!
ผู้เฒ่าหลิ่วถึงกับลืมขึ้นรถม้า ยืนนิ่งขาแข็งทื่อ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วนั่งอยู่ในรถม้าแล้ว มองผ่านม่านรถเห็นสามีทำท่าชะงักงันและเหม่อลอยเช่นนั้น
ในเวลาเดียวกัน นางก็ได้ยินเสียงในใจของหลานสาวตัวน้อย
ขบวนรถม้าและเกี้ยวจากวังหลวงจอดติดกันอยู่ที่หน้าร้านโคมไฟ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วอดมองไปทางนั้นไม่ได้
บุตรสาวกับองค์หญิงน้อยคงอยู่ในนั้น อยู่ใกล้จึงได้ยินเสียงในใจขององค์หญิงน้อย
ไม่รู้ว่าท่านผู้เฒ่าได้ยินหรือไม่?
‘อา ทุกครั้งที่ท่านพ่อฮ่องเต้จะให้โอกาสเลื่อนขั้นท่านตา หวังจะให้เกียรติแก่ท่านแม่กับพี่ห้า แต่ท่านตากลับไม่ฉวยโอกาสเลย’
‘นานวันเข้า ท่านตาจึงถูกมองว่าเซ่อซ่าโง่เขลา’
ผู้เฒ่าหลิ่วงุนงงเป็อย่างมาก “???”
นี่ต้องเป็ปัญหาของฮ่องเต้ ไม่ใช่ปัญหาของเขา!
ฮ่องเต้เคยให้โอกาสเลื่อนขั้นเขาตอนไหนกัน?
หลังจากเข้าเมืองหลวง เขาทำงานเป็บรรณาธิการที่สำนักราชบัณฑิตระยะหนึ่ง จากนั้นถูกส่งไปเป็เ้าเมืองหลิงเฉิง สามปีต่อมาก็ถูกย้ายกลับมาสำนักศึกษาหลวง สอนนักเรียนที่จะเข้าสำนักราชบัณฑิตในอนาคต
นี่นับเป็โอกาสเลื่อนขั้นที่ฮ่องเต้ประทานให้หรือ?
แต่เขาก็คว้ามันเอาไว้หมดไม่ใช่หรือ?!
เขาทำงานในราชวิทยาลัยหลวงด้วยความขยันขันแข็ง คอยช่วยเหลือขุนนางผู้าุโ ไม่เคยทำผิดพลาดเลย!
โง่เขลาตรงไหนกัน โง่เขลาตรงไหน!
"ฮุ่ยจือ เ้าคิดว่าการรับราชการของข้าเป็อย่างไรบ้าง?"
ผู้เฒ่าหลิ่วคิดไม่ตก จึงถามภรรยาของตนเองทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วเคยติดตามเขาไปเมืองหลิงเฉิง และกลับเข้าเมืองหลวงด้วยกัน
ปกติแล้วเมื่อผู้เฒ่าหลิ่วว่าง ก็มักจะคุยกับฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วเกี่ยวกับงานราชการที่พบเจอ
การทำงานของเขาเป็อย่างไร ฮูหยินย่อมรู้ดีที่สุด!
อันที่จริงตอนที่ทั้งสองแต่งงานกัน เขายังเป็เพียงบัณฑิตยากจน หลายปีที่ผ่านมาทั้งคู่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผู้เฒ่าหลิ่วจึงเคยชินที่จะเล่าทุกเื่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วฟัง
เมื่อพบเจอเื่ยากลำบาก ก็มักจะถามความเห็นของฮูหยิน
แน่นอนว่า เขาอาจไม่ได้ทำตามเสมอไป
หลายครั้งที่แอบคิดว่าสิ่งที่นางพูดนั้นไม่ถูกต้อง
"ฮุ่ยจือ เ้าลองพูดตามความจริง ข้าทำงานในเมืองหลิงเฉิงและในสำนักศึกษาหลวง เคยผิดพลาดบ้างหรือไม่?"
ผู้เฒ่าหลิ่วรู้สึกว่าชั่วชีวิตนี้ตนไม่เคยทำให้ราษฎรผู้ใดผิดหวัง
อีกทั้งไม่ทำให้บรรพบุรุษและลูกหลานต้องอับอาย!
องค์ฮ่องเต้นั่นแหละที่ไม่มีสายตา!
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วได้ยินหลานสาวพูดถึงผู้เฒ่าหลิ่วว่าพลาดโอกาสไปหลายครั้ง ทำให้ฮ่องเต้เสียใจที่ไม่สามารถประทานเกียรติให้วงศ์ตระกูลฝ่ายมารดาขององค์ชายห้า นางจึงกระวนกระวายใจอย่างมาก
แต่เมื่อได้ยินผู้เฒ่าหลิ่วถามเช่นนี้ นางที่นั่งอยู่ในรถม้าก็อดที่จะยกมือขึ้นปิดหน้าหัวเราะไม่ได้
ตาแก่คนนี้ก็ได้ยินเสียงในใจขององค์หญิงน้อยด้วยหรือ?
ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้ฉลาดเป็อันดับหนึ่งจริง ๆ นั่นแหละ!
หลังแต่งงาน เขาสอบขุนนางถึงสามครั้ง ใช้เวลาสิบปีถึงจะสอบผ่านรอบจิ้นซื่อ และยังได้ลำดับท้าย ๆ ในรุ่นอีกด้วย
"อืม... ก็พอใช้ได้"
แต่ข้อดีคือ เขาทำงานอย่างจริงจัง ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ของราษฎร
แม้ว่าความสามารถด้านการเขียนและไหวพริบจะธรรมดา แต่เขาก็ขยันและทุ่มเท
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วไม่อยากทำลายจิตใจของสามี แต่เมื่อนึกถึงคำเตือนอันสำคัญของหลานสาว นางก็นั่งตัวตรงขึ้นในรถม้าทันที
"สามี ท่านได้ยินเสียงอะไรหรือไม่?"
"ไม่มี!"
"พูดเหลวไหล ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น!"
ผู้เฒ่าหลิ่วไม่ยอมรับเื่ไร้สาระใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่ขณะที่พูด น้ำเสียงกลับไม่มั่นคง สายตาอดไม่ได้ที่จะมองไปยังขบวนรถพระที่นั่งของฮ่องเต้และฮองเฮาที่ผ่านไปก่อนหน้านี้
จากนั้นก็เลื่อนสายตาไปยังเกี้ยวสีม่วงคราม ซึ่งเป็เกี้ยววังหลวงที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุด
สายตาของผู้เฒ่าหลิ่วชะงักเล็กน้อย
เสียงที่ดังมาจากที่ไกลนั้น เรียกเขาว่าท่านตา น่ารักน่าเอ็นดู ชวนให้คนหลงรัก
หรือว่าจะเป็องค์หญิงน้อยที่บุตรสาวของเขาเพิ่งคลอดออกมาไม่นานมานี้?
ชั่วพริบตา ความอับอายบนใบหน้าของผู้เฒ่าหลิ่วก็จางหายไป มองเกี้ยวสีม่วงครามใบนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและเมตตา
เขายังไม่เคยพบองค์หญิงน้อยเลย
ตอนพิธีสรงสามและครบเดือน ฮูหยินของเขาสามารถเข้าวังไปพบบุตรสาวและหลานได้ แต่เขาเป็บุรุษจึงไม่อาจเข้าวังหลังได้
เสียงพูดเมื่อครู่ช่างไร้เดียงสาและน่ารัก แน่นอนว่าหลานสาวสุดที่รักของเขาต้องเป็เด็กน้อยที่น่ารักและงดงาม
พูดเหลวไหล พูดจาไร้สาระอะไรกัน? ไม่มี
หลานสาวของเขาช่างน่ารักและว่านอนสอนง่ายจะตายไป
ผู้เฒ่าหลิ่วคิดพลางมองไปยังขบวนเสด็จของฮ่องเต้ที่อยู่ด้านหน้าสุด
ต้องเป็ปัญหาของฮ่องเต้แน่นอน!
"สามี คำพูดตรง ๆ มักฟังไม่ไพเราะ สิ่งที่ควรฟัง ท่านก็ควรรับฟังไว้"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วกล่าวอย่างจริงจัง
นางเพียงมองเขาแวบเดียวก็รู้ว่านิสัยเก่าของเขากำเริบขึ้นมาอีกแล้ว
นอกจากทำอะไรระมัดระวังเกินไป ยังดื้อรั้นอีกด้วย
บุรุษที่เรียนหนังสือส่วนใหญ่มักมีนิสัยเช่นนี้ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่ยอมรับ
ความผิดของตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดในใต้หล้า!
ผู้เฒ่าหลิ่วเบิกตาโพลง "เ้า... เ้าก็ได้ยินเหมือนกันหรือ?"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วรีบเปิดม่านรถม้าด้วยความตื่นตระหนก "ท่านเข้ามาคุยในรถเถิด"
พวกเขาต้องรอให้ขบวนรถจากวังผ่านไปก่อน จึงจะออกเดินทางได้
ขบวนรถม้าของขุนนางทั้งหลายต่างจอดรออยู่บนถนนเล็ก ๆ
ผู้เฒ่าหลิ่วกดความรู้สึกที่พลุ่งพล่านในใจลง พลางพยักหน้า
"อย่างไรเสีย ฮุ่ยจือ ข้าก็ไม่ได้โง่นักนะ"
"คำพูดพวกนั้นเชื่อไม่ได้หรอก"
เื่ที่หลานสาวกลับชาติมาเกิดพร้อมวิชาเซียนอะไรนั่น เขาไม่ได้คิดอะไรมาก ยังคงวนเวียนอยู่กับเื่ที่ฮ่องเต้คิดว่าเขาโง่เขลา
ช่างดื้อดึงเสียจริง ไม่แปลกที่ฮ่องเต้จะไม่โปรดปราน!
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วอดขำไม่ได้
ขณะกำลังจะเอ่ยปากคัดค้าน ก็ได้ยินเสียงน่ารักอ่อนหวานของเด็กหญิงดังขึ้นอีกครั้ง
‘วันนี้ไปทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่เขาชิวซาน เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหว เสด็จพ่อฮ่องเต้จึงให้ความสำคัญกับพิธีกรรมเป็พิเศษ’
‘หากผู้ใดทำผิดพลาดในวันนี้ จะกลายเป็รอยด่างในพระทัยที่ลบไม่ออก’
‘แต่ในจังหวะที่ขบวนเสด็จของเสด็จพ่อฮ่องเต้ผ่านไปไม่นาน ท่านตาก็ดันล้มลงกับพื้นเสียนี่’
‘โอ๊ย... ตกม้าหรือถูกชนล้มยังพอว่า แต่ท่านตาเดินบนพื้นราบ ๆ ยังสะดุดขาตัวเองล้ม มือไม้ไม่ประสานกันเช่นนี้ เสียหน้านัก พลาดพิธีเฉลิมฉลองฤดูหนาว ยิ่งทำให้ท่านพ่อฮ่องเต้มีความประทับใจที่แย่ลงไปอีก!’
ผู้เฒ่าหลิ่ว “?”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วใมาก รีบชะโงกหน้าออกจากม่านรถม้า "จางซาน เ้าจงประคองนายท่านด้วย"
จางซานเป็บ่าวรับใช้ในจวนพวกเขา
ผู้เฒ่าหลิ่วโกรธจัด เขาจะล้มบนพื้นราบได้อย่างไร?
ขณะกำลังคิด อธิการบดีสวีแห่งราชวิทยาลัยหลวงก็โผล่หน้าออกมาทักทายจากรถม้าข้าง ๆ "ท่านพี่เหวินชาง เชิญขึ้นรถข้าเถิด พวกเราค่อยปรึกษาการงานกันระหว่างทาง"
ผู้เฒ่าหลิ่วรีบละทิ้งความอับอายทันที คำนับอธิการบดีสวีแล้วเดินไปทางรถม้าของเขา
"ฮูหยิน ข้าจะไปทางนั้น..."
เขาเดินไปพลางหันหลังกลับมาสั่งฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่ว
แต่พูดยังไม่ทันจบ ก็รู้สึกว่าเท้าลื่น!
ทั้งร่างเสียการทรงตัว ท้องฟ้าเบื้องหน้ากลับหัวกลับหาง!
"สามี -- ระวัง!" ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วใจนเกือบร้องเสียงดัง
แต่ช้าไปเสียแล้ว บ่าวรับใช้จางซานที่เพิ่งได้รับคำสั่งให้ประคองนายท่าน คว้าตัวผู้เฒ่าหลิ่วที่กำลังจะล้มไว้ได้ทัน!
ผู้เฒ่าหลิ่วจึงพอทรงตัวได้ ไม่ถึงกับล้มคะมำหน้าฟาดพื้น
‘โอ๊ะ ท่านตาล้มจริง ๆ ด้วย…’
ผู้เฒ่าหลิ่วอุทาน “!”
‘โล่งอก โชคดีที่มีคนช่วยพยุงไว้ ท่านตาช่างฉลาดที่วันนี้พาท่านยายผู้ละเอียดรอบคอบออกมาด้วย... เฮ้อ รอดตัวไปที’
สีหน้าของผู้เฒ่าหลิ่วแดงก่ำสลับซีดขาวกันไปมา
เป็ไปตามที่ได้ยินมาจริง ๆ!
ผู้เฒ่าหลิ่วมองไปทางขบวนเกี้ยวของวังหลังด้วยความไม่อยากเชื่อ
แต่หลังจากที่จางซานเพิ่งช่วยพยุงให้ยืนมั่น ก็เห็นฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจวที่นำขบวนอยู่ห่างไปครึ่งถนน จู่ ๆ ก็หันกลับมามองจากในเกี้ยว!
มองมาตรงจุดที่เขาเกือบจะล้มคะมำพอดี!
เหงื่อผุดซึมที่แผ่นหลังของผู้เฒ่าหลิ่วในทันที
"สามี ท่านไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วก็กังวลจนตัวสั่น
ฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจวมองสำรวจราษฎรรอบ ๆ เมื่อพบว่าทุกคนไม่มีท่าทีผิดปกติ คงไม่ได้โทษว่าแผ่นดินไหวเป็เพราะพระองค์ จึงค่อยละสายตาที่จับจ้องไปที่อื่น
ผู้เฒ่าหลิ่วเห็นฝ่าาหันไป สีหน้าจึงกลับมามีเืฝาดอีกครั้ง
"เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าบางคำพูดต้องฟัง!" ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วสั่งสอน
โดยเฉพาะคำพูดของหลานสาว!
ผู้เฒ่าหลิ่วถอนหายใจ "ฮูหยิน บุตรไม่พูดถึงเื่เหนือธรรมชาติ บางทีอาจเป็เพียงเื่บังเอิญ"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วจ้องตาเขม็ง ช่างเป็คนโง่เขลาอะไรเช่นนี้!
แต่ไม่นานสามีภรรยาคู่นี้ก็ต่างเงี่ยหูฟังเงียบ ๆ
‘วันนี้ท่านตารอดพ้นอันตรายมาได้ แต่อีกสองวันในการถามตอบหน้าท้องพระโรง ต้องระวังให้มากกว่านี้’
‘เสด็จพ่อฮ่องเต้จะเรียกท่านตาไปถาม 'พานจัดการแก้ไขปัญหาน้ำ ควรทำเช่นไร' ท่านตาตอบผิด ไม่นานก็ถูกปลดตำแหน่ง!’
สีหน้าของผู้เฒ่าหลิ่วเปลี่ยนไปทันที