“ท่านพี่คะ ! ใช้ความเป็เทพให้คุ้มค่าหน่อยสิคะ !!”
จู่ ๆ อัลมอนด์ก็พูดเสียงดังลั่น จนนารุคามิแทบจะเหนื่อยใจกับคำพูดที่ไม่รู้จักคิดนั่น
“เอาเถอะ แล้วแต่เธอเลย ขอให้ได้ใช้ชีวิตแบบชิล ๆ ก็พอ”
“เย้ ! เพราะฉะนั้น ท่านพี่ ต้อง ! มาอยู่คฤหาสน์ของฉันนะคะ”
นี่จะขู่รุ่นพี่ให้มาอยู่ด้วยที่คฤหาสน์ซะแล้ว แต่ก็เอาเถอะ เพื่อชีวิตที่ดีของคิราเอลตัวน้อย นารุคามิก็ยอมทำทุกอย่างอยู่แล้ว
{---------------------------}
เมื่อเดินมาสักพัก ทั้งสองและทารกอีกหนึ่งก็มาหยุดลม ณ ประตูรั้วของคฤหาสน์หลังใหญ่หลังหนึ่ง เมื่อมองเข้าไปยังลวดเหล็กของประตูรั้วก็พบกับคฤหาสน์สองชั้นหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่
ตัวอาคารสีขาวนวลอมเหลืองอ่อน หน้าต่างทรงโค้งบานใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายระยิบระยับ บ่งบอกว่าภายในต้องมีห้องโถงกว้างขวางและห้องรับรองมากมายจนนับไม่ถ้วน ความสูงของตัวคฤหาสน์นั้นดูสูงเสียดฟ้าจนต้องแหงนมองคอตั้งบ่า
ผนังทุกด้านถูกประดับประดาด้วยลวดลายแกะสลักหินอ่อนที่ละเอียดอ่อนและประณีตราวกับอาคารสไตล์กรีกโรมัน
เบื้องหน้าคฤหาสน์คือสนามหญ้าที่ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันราวกับพรมกำมะหยี่สีเขียวมรกตที่ปูทอดยาวเป็เนินลาดขึ้นไปถึงบันไดทางเข้าขนาดมหึมาที่ทำจากหินแกรนิตสีขาวอ่อนสวยงาม
มีน้ำพุขนาดใหญ่ที่ปั้นเป็รูปปั้นเทพธิดายืนเด่นเป็สง่าอยู่ตรงกลาง เทพธิดาตนนั้นมีหน้าตาคล้ายกับอัลมอนด์ หรือจะเรียกว่าเทพเ้าผู้หลงรักตนเองจนเอารูปปั้นของตนเองมาไว้หน้าบ้านของตนเอง
แน่นอนว่าว่า บนหลังคามีชั้นดาดฟ้าที่ถูกปูเรียบและมีเสากันตก อีกทั้งบนดาดฟ้ายัง แท้งค์น้ำขนาดใหญ่พร้อมกับเก้าอี้มากมายราวกับคนรวยที่จัดงานปาร์ตี้สังสรรค์กันทุกวัน
“นี่เหรอ คฤหาสน์ของเธอ…”
นารุคามิอึ้งในความใหญ่โตของคฤหาสน์จนแทบไม่สงสัยเลยว่าไปเอาเงินพวกนี้มาจากไหนมากมายขนาดนี้ ‘เทพเ้าเสกได้ก็เสกสิ’ คำพูดนี้ผุดขึ้นมาในความคิดของนารุคามิทันที มันเป็คำพูดของเทพเ้ารุ่นพี่คนหนึ่งที่ค่อนข้างหยิ่งยโสโอหัง
“ใช่ค่ะ อึ้งไปเลยใช่ไหมล่ะ ตอนนี้มันเป็บ้านของพวกเราแล้วนะ”
อัลมอนด์ส่งยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะเปิดประตูรั้วเข้าไปด้านใน เมื่อทั้งสองและทารกอีกหนึ่งคนเดินเข้าไป ทันใดนั้นก็ได้กลิ่นหญ้าเขียวฟุ้งเตะจมูก กลิ่นหญ้าผสมกับไอดินชื้น ๆ ที่เพิ่งถูกพ่อบ้านรดน้ำในยามเช้า ทำให้รู้สึกสดชื่นจนเหมือนปอดได้รับการชะล้าง
“กลับมาสักทีนะ”
เสียงของบุคคลปริศนาที่ชะโงกหัวออกมาจากดาดฟ้า ใบหน้าของเธอผู้นั้น ยิ้มอ่อน ๆ ด้วยความเ้าเล่ห์ รับกับแววตาสีแดงฉานที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะปลอดภัย
อีกทั้งเธอผู้นั้นยังมีเรือนผมสีแดงเรืองแสงที่คล้ายกับอัลมอนด์ แถมเรือนผมนั้นยังพริ้วสวยงามเมื่อมีลมพัดเบา ก่อนที่เธอพูดนั้นจะรีบรุดลงบันไดมาจากดาดฟ้า เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับกระเบื้องของบันไดดังเตาะแตะลงมาสู่ห้องโถงชั้นหนึ่งด้วยความไวแสง
เมื่ออัลมอนด์เปิดประตูเข้ามาก็หวังจะพบคนรับใช้กล่าวคำทักทายเมื่อนายมาถึง แต่ด้านในกลับว่างเปล่าไร้วี่แววของเสียงอันใด แต่กลับได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงสลับถี่ ๆ ดังลงมาจากบันไดกลางคฤหาสน์
“กลับมาสักทีนะ”
ร่างเล็กเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เล็กราวกับชิปมั้งฟังดูแหลมสูงจนต้องปิดหู เธอมีเรือนผมสีแดงเรืองแสง ั์ตาแหลมยาวสีแดงฉานแต่มีสีส้มแซมอยู่บ้าง ร่างกายของเธอนั้นเล็กราวกับเด็กอายุสิบขวบ
“ว่าไงจ้ะ น้องสาวแสนดีของฉัน”
อัลมอนด์ย่อเข่าลงให้พอดีกับตัวของสาวน้อยผู้นั้นก่อนจะยิ้มอ่อน ๆ
“พี่คะ ไปเอาใครเข้าบ้านอีกแล้วเนี่ย !”
สาวน้อยผู้นั้นเอ่ยด้วยเสียงดังฟังชัดและชี้นิ้วไปที่นารุคามิ สีหน้าของเธอ นั้นบูดเบี้ยวราวกับเด็กที่ไม่รู้จักกาลเทศะ แววตาสีแดงฉานจับจ้องไปที่ั์ตาของนารุคามิ เมื่อเธอเห็นดังนั้นจึงยิ้มทักทายและโบกมือให้
“อ๋อ คนนี้เหรอ”
อัลมอนด์เอ่ยพลางหันมามองนารุคามิ
“รุ่นพี่ของพี่เองจ้า !”
ทันทีที่พูดจบสาวน้อยคนนั้นก็ใเล็กน้อย ก่อนจะเบี่ยงหน้าไปอีกทางหนึ่ง พลางท้าวเอล
“ฉันขอแนะนำให้รู้จัก นี่น้องสาววัยสิบขวบของฉันค่ะ แม้จะห่างกับฉันสิบล้านปี แต่เธอก็เพิ่งเกิด แถมเป็เทพเ้าฝึกหัดอยู่ ท่านพี่ไม่ถือสาใช่ไหมคะ”
“อืม...ถึงจะบอกว่าห่างกันสิบล้านปีก็เถอะ ฉันชื่อนารุคามิ ยินดีที่ได้รู้จัก”
นารุคามิส่งยิ้มอ่อน ๆ พลางมองไปที่สาวน้อยที่ทำสีหน้าบูดบึ้งตึง ปากเม้มแน่น กอดอกราวกับกำลังบอกว่าตนเองเหนือกว่า
"ฉันชื่อทูน่า"
'ตระกูลนี้ชื่อเป็ของกินหมดเลยเหรอ ? '
นารุคามิคิดแล้วชี้ไปที่ทารกที่อยู่ในอ้อมแขนจนทูน่าที่ั์ตาแหลมก็อดไม่ได้ที่จะทำแววตาเป็ประกาย
"เด็กคนนี้ชื่อคิราเอล เป็ลูกของฉันเอง"
เมื่อทูน่ารู้ตัวว่าตนกำลังหลงไปกับอีกฝ่าย ก็กลับมาชักสีหน้าใส่ทันที
"เด็กหน้าตาหน้าเกลียดแบบนั้น ให้เข้ามาในรั้วขุนนางได้ยังไงกัน ! "
"เดี๋ยวเถอะทูน่า พูดจาให้มันดี ๆ หน่อย ! "
อัลมอนด์นำมือท้าวเอวก่อนจะเข้าไปดุน้องสาวผู้ปากร้าย
“แล้วมันจะทำไมคะ บ้านนี้ก็ของหนู พี่ไม่มีสิทธิ์เถียง !”
ทูน่าเริ่มชักสีหน้าอีกครั้งจนอัลมอนด์โกรธเืขึ้นหน้า