————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
เื่นี้หยกเปิดให้ อ่านฟรี! จนจบเลยค่ะ ~
แต่จะเป็การอ่านฟรีในแบบที่กำหนดนะคะ
โดยแต่ละตอนที่ลงไปแล้วจะเริ่มติดเหรียญในเวลา 00.00 น. ของทุกวันค่ะ
เพราะงั้นอย่าลืม กดหัวใจ กับ กดเพิ่มเข้าชั้น เอาไว้ด้วยน้าจะได้ไม่พลาดตอนใหม่ ๆ กันนะคะ ^^'
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
House of Book Cafe
่บ่าย...
“สวัสดีค่ะพี่เพลง” เสียงใสของเด็กวัยรุ่นใบหน้าน่ารักกำลังเอ่ยทักทาย ขณะที่ฉันกำลังเหม่อมองวิวด้านนอกร้าน
“สวัสดีจ้ะน้องออม”
“ขอโทษที่ออมมาช้านะคะพี่เพลง พอดีระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุบนถนน รถติดยาวเลยค่ะพี่” เธอรีบลากเก้าอี้ด้านหน้าออกพร้อมหย่อนตัวนั่งลง และดึงสมาร์ตโฟนหน้าจอขนาดสิบสองนิ้วคู่ใจออกมา ระหว่างนั้นก็ไม่ลืมที่จะอธิบายสิ่งที่เธอไปเจอมาพร้อมเหตุผลว่าทำไมถึงมาสาย
“ไม่เป็ไรจ้ะ ว่าแต่...น้องออมไม่ได้เป็อะไรมากใช่ไหม?” ระหว่างที่ถามสายตาคมของฉันก็มองสำรวจเด็กตรงหน้าด้วยความเป็ห่วง แต่พอเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติก็เลยลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ออมสบายดีค่ะ” เมื่อเธอจัดแจงทุกอย่างเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ฉันใจเต้นเล่น ไม่ว่าเราสองคนจะเจอกันกี่ครั้งแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กคนนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน
“งั้นเรามาเริ่มกันเลยเนอะ”
ฉันชื่อ ‘บทเพลง’ หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่าเพลงก็ได้ คงกำลังสงสัยกันอยู่ใช่ไหมว่าเหตุการณ์เมื่อกี้มันคืออะไร เอาเป็ว่าฉันจะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ นะ
ฉันไม่ได้มีงานเป็หลักเป็แหล่งเท่าไร ส่วนใหญ่ทำงานอิสระมากกว่า และงานที่ฉันกำลังทำอยู่ก็เป็งานที่ฉันรักมากที่สุดในชีวิตนั่นก็คือ ‘การวาดรูป’
แน่นอนว่าหากเปิดรับคอมมิชชั่นเพียงอย่างเดียวก็คงพอกินพอใช้แหละ แต่เพราะฉันไม่ได้ดังเหมือนนักวาดคนอื่นที่มีลูกค้าเข้ามาจองคิวเต็มทุกเดือน หรือเต็มทั้งปี เพราะงั้นทางเลือกอีกทางก็คือการเป็ติวเตอร์สอนวาดรูป
และเด็กตรงหน้า หรือที่ฉันเรียกเธอว่า ‘น้องออม’ ก็เป็หนึ่งในนักเรียนอันน้อยนิดที่หลงเข้ามาจ้างฉันติวให้
เพราะความที่ฉันไม่มีคิวงานให้ทำการสอนพิเศษก็เลยสามารถทำได้ทุกวัน หรือตามที่น้องออม้าให้สอน ซึ่งแต่ละอาทิตย์ก็จะสอนอยู่ที่กี่วันฉันไม่สามารถบอกแบบเจาะจงได้เลยสักวัน อย่างเมื่ออาทิตย์ก่อนฉันสอนน้องไปเลยทั้งอาทิตย์ แต่ถ้านับก่อนหน้าสอนเพียงแค่สามสี่วันต่ออาทิตย์เอง
เื่ราวของฉันก็มีเท่านี้ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไรเลยใช่ไหม...นั่นแหละคือฉันเอง ผู้หญิงที่ไม่มีอะไรให้ใครต้องมาสนใจ แต่เชื่อหรือเปล่าว่าฉันชอบตัวตนแบบนี้ที่สุดแล้ว
ตกเย็น
“ยังไงเดี๋ยวหนูทักไปบอกนะพี่เพลง” เด็กตรงหน้าเก็บของลงกระเป๋าหลังจากที่เราสองคนใช้เวลาในร้านนี้ไปเกือบครึ่งวันก็ถึงเวลาที่ต้องบอกลาเมื่อการเรียนการสอนจบลง
“โอเค ว่าแต่น้องออมกลับยังไง พี่ชายมารับใช่ไหม?” เท่าที่จำได้เหมือนว่าพี่ชายของน้องออมมักจะมารับมาส่งตลอด ท่าทางคงเป็พี่ชายที่หวงน้องสาวน่าดู แต่ก็เข้าใจแหละ น่ารักขนาดนี้ ถ้าเป็ฉันก็คงไม่ปล่อยให้ไปไหนมาไหนคนเดียวเช่นกัน
“ใช่ค่ะ งั้นออมไปก่อนนะพี่เพลงไว้เจอกันค่ะ” น้องออมยกมือไหว้ฉันพร้อมเดินไปอีกทางด้วยความรีบเร่ง คงเพราะไม่อยากฟังเสียงบ่นจากพี่ชาย เธอถึงได้รีบแบบนั้นตามที่น้องมักจะบ่นให้ฉันฟังเสมอว่าพี่ชายของเธอชอบดุ ทั้งที่ฝ่ายนั้นก็เป็คนเสนอตัวที่จะมารับมาส่งเองแท้ ๆ
เอาจริงฉันเองก็ยังไม่เคยเห็นพี่ชายของน้องออมเลยทั้งที่ก็สอนเธอมาหลายเดือนแล้ว แต่เพราะไม่ได้สำคัญอะไรฉันก็เลยปล่อยผ่านไปดีกว่า
จะว่าไปแล้วฉันก็อยากให้พี่ตัวเองลองทำแบบนี้บ้างจังอยากรู้ว่ามันจะรู้สึกแบบไหนนะ แต่...มันคงเป็ไปไม่ได้หรอก
RrrrrRrrr
เพราะเผลอคิดถึงเื่บางอย่างเข้าก็เลยทำให้ฉันรู้สึกแย่นิดหน่อย แต่พอเห็นว่ามีสายของคนสำคัญโทร. เข้ามา อารมณ์ด้านลบก็หายไป และแทนที่ด้วยร้อยยิ้มหวาน
“เลิกเรียนแล้วเหรอคลื่น” ไม่รอให้คนโทร. เข้ามาได้พูดอะไร ฉันก็โพล่งพรวดออกไปเองด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเกินเบอร์
“ใช่ครับ แล้วนี่พี่เพลงสอนเสร็จหรือยัง?”
“เสร็จแล้ว ๆ” ระหว่างที่คุยฉันก็มองบรรยากาศรอบร้านด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยนไป ทีแรกรู้สึกเบื่อเวลาที่ต้องออกมาเจอผู้คนมากมาย ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกต่างออกไป และมักจะเป็แบบนี้ทุกครั้งที่แฟนของฉันหรือ ‘คลื่น’ โทร. มาหา
“ถ้างั้น...เดี๋ยวคลื่นไปรับนะ วันนี้คลื่นมีซ้อม เลยอยากให้พี่เพลงไปดูด้วย ถือว่าไปเฝ้าคลื่นก็ได้” ฉันอมยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดที่ดูเหมือนจะเอาแต่ใจ แต่ทำไมฉันกลับมองว่าน่ารักยังไงไม่รู้
“ได้สิ เพลงรอที่ร้านเดิมนะ”
‘คลื่น’ คือชื่อแฟนที่คบกันมาสามปีกว่าของฉันเอง และอีกไม่กี่เดือนก็จะครบรอบสี่ปีที่เราคบกันแล้ว พวกเราคบกันมานานมาก แต่ไม่ว่าจะเป็ฉันหรือเขา เราสองคนก็ยังคงเหมือนเดิมั้แ่วันแรกไม่มีใครเปลี่ยน
คลื่นอายุน้อยกว่าฉันสองปี เอาจริงคลื่นควรเรียนจบได้ตั้งนานแล้ว แต่เพราะเขาต้องทำงานไปด้วยก็เลยทำให้จบช้ากว่าคนอื่น เพราะไม่ค่อยมีเวลาไปมหา’ ลัยเท่าไร
ส่วนคำว่า ‘ซ้อม’ ที่เขาพูดถึงเมื่อกี้ก็เป็เหตุผลหลักที่ทำให้เขายังเรียนไม่จบ เขาเป็นักแข่งรถที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย แถมยังเป็ตัวเต็งตัวหลักของทีมอีก เลยทำให้เขาต้องใช้เวลาไปกับการซ้อมมากกว่าการไปเรียน
ฉันเองก็ไม่เห็นด้วยเท่าไร เพราะเป็ห่วงเขามาก และการแข่งรถมันไม่ใช่รถยนต์ แต่เป็รถมอเตอร์ไซค์ก็ยิ่งทำให้ฉันกังวลมากกว่าเดิม ถึงจะรู้สึกไม่โอเค แต่เอาจริงฉันก็ไม่เคยพูด เพราะไม่อยากไปก้าวก่ายเื่ส่วนตัวของเขา
เพราะขนาดเขาเองก็ไม่เคยมาก้าวก่ายเื่งานของฉันเหมือนกัน ทำให้ฉันรู้สึกเกรงใจอีกฝ่าย และกระดากปากที่จะพูดหรือไปตำหนิเขานั่นแหละ
น่าแปลกที่วันนี้เขาอยากให้ฉันไปด้วย เพราะนาน ๆ ทีเท่านั้น ฉันถึงจะได้ไปดูเขาซ้อมที่สนามใหญ่ เราสองคนไม่ได้เจอกันบ่อย เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องทำกัน เราคบกันแบบผู้ใหญ่ เลยทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเหมือนเด็กวัยรุ่น ซึ่งมันก็ดี แต่บางทีมันก็เหงา อาจเพราะฉันมีเวลาว่างมากกว่าเขาด้วยแหละ
Moto Racing International Circuit
ห้องรับรอง
“พี่เพลงนั่งดูคลื่นในห้องนี้นะ ข้างนอกมันร้อน เดี๋ยวจะไม่สบาย” เขาจูงมือฉันพามานั่งบนเก้าอี้โซฟาซึ่งตั้งหันไปทางหน้าต่างแบบกระจกใสบานใหญ่ที่มองออกไปจะเห็นเป็สนามฝึกซ้อมขนาดใหญ่มาก พร้อมทีมงานหลายสิบคนที่กำลังเตรียมตัวตามซุ้มหน้าที่ของตัวอยู่ระหว่างที่เราสองคนอยู่บนนี้ด้วยกัน
“ไม่สบายก็ดีสิ” ฉันพูดเสียงเบา
“ไม่ดี...เดี๋ยวคลื่นไม่มีสมาธิซ้อม” เขามองฉันด้วยสายตาเป็ห่วง และจะเป็แบบนี้ทุกครั้งที่ฉันชอบอ้อนเขา
คลื่นเป็ผู้ชายหน้าหล่ออินเตอร์ เพราะเขาเป็ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ยิ่งเขาเซตผมแบบแสกข้างสไตล์เกาหลีที่มาพร้อมการทำสีผมดำแดงสะท้อนทอง ก็ทำให้น่ามองมากกว่าเดิม นี่ยังไม่รวมกับส่วนสูง 180 ซม. นะ ถ้าให้บรรยายความหล่อของแฟนตัวเองพูดทั้งวันเห็นทีคงจะไม่พอ :p
“หยอกเล่นน่า ไปเถอะ เดี๋ยวนั่งให้กำลังใจตรงนี้ โอเคนะ”
“คิดถึง” ระหว่างที่ฉันกำลังดันให้อีกฝ่ายออกไป และกำลังหมุนตัวเดินไปนั่งลงบนโซฟาก็ถูกผู้ชายด้านหลังดึงเข้าไปกอดเสียก่อน ดีที่ห้องนี้ไม่มีคนอื่นนอกจากเราสองคน
“คิดถึงเหมือนกัน” ฉันแตะมือลงบนหลังมือของเขาพร้อมหันไปหาอีกฝ่ายแล้วสวมกอดเช่นเดียวกัน
อย่างที่บอกว่าเราสองคนไม่ได้เจอกันบ่อย แต่ทุกครั้งที่เจอกัน เราก็มักจะกอดกันให้หายคิดถึงเสมอ เพียงแต่วันนี้เขาดูอ้อนกว่าปกติ แต่เอาเถอะฉันเองก็ชอบด้วย เลยไม่ได้ว่าอะไร
ระหว่างซ้อม
“…” จะให้บอกว่าฉันนั่งดูเขาทุกนาที หรือทุกเวลาเลยก็คงโกหก เพราะความจริงเวลาได้มาดูเขาซ้อมทีไรฉันก็มักจะใช้เวลาไปกับการโพสต์หาลูกค้าให้มาจ้างตัวเองวาดรูปมากกว่าอย่างเช่นตอนนี้ก็ด้วย เพราะหลังจากเขาออกไป ฉันก็ดูเขาซ้อมแค่ไม่กี่นาที ก่อนจะหยิบมือถือคู่ใจออกมากดเข้ากลุ่มของนักวาดรูปเพื่อไปโพสต์งานของตัวเองทิ้งเอาไว้
สำหรับฉันทุกนาทีมีค่าเสมอ ยิ่งทำงานอิสระก็ยิ่งต้องโพสต์หาลูกค้าบ่อย ๆ หรือก็คือต้องขยันโพสต์งานตัวเองลงกลุ่มตลอดเมื่อมีโอกาส
แกร๊ก ~
ห้องที่ฉันนั่งอยู่มันเป็ห้องที่มีคนเข้าออกตลอด ไม่ได้มีแค่ฉันหรอกที่มานั่งดูการซ้อมของแฟนตัวเองคนเดียว แต่นักแข่งคนอื่นเขาก็มีคนของเขามาดูด้วย ถึงแม้จะเป็แค่การซ้อมก็ตาม
หลังจากโพสต์งานเสร็จฉันก็เงยหน้าขึ้นมาดูคลื่นต่อ ดูเหมือนตอนนี้เขากำลังเตรียมตัวซ้อมรอบที่สอง แถมยังโบกมือมาทางฉันอย่างกับเด็กน้อย
“ไม่อายคนหรือไง” ฉันบ่นกับตัวเองเสียงเบาแล้วลอบยิ้มออกมา ก่อนที่จะโบกมือตอบกลับเขาด้วยเช่นกัน
คลื่นได้รับการดูแลเป็อย่างดีมากกว่าคนอื่น เป็เพราะเขาคือลูกชายของผู้มีอิทธิพลด้านนี้ อย่างเช่นสนามแข่งที่เขาพาฉันมา ครอบครัวเขาก็เป็เ้าของ หรือแม้แต่ยี่ห้อรถ รวมถึงสังกัดนักแข่งก็เป็แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ชื่อดังจากต่างประเทศ โดยประเทศไทยมีผู้นำเข้าและทำสัญญาจนได้ถือลิขสิทธิ์เพียงเ้าเดียวมา นั่นก็คือครอบครัวของแฟนฉันเอง
เขามีพร้อมทุกอย่าง แต่น้อยคนนักจะรู้ความจริงว่าคลื่นไม่เคยมีความสุขเลย ถึงแม้เขาไม่เคยพูดออกมา แต่ฉันก็รับรู้ได้จากสิ่งที่เห็นมาตลอดเวลาที่เราสองคนคบกัน
เื่ที่เราคบกัน ครอบครัวเขารับรู้ และไม่เคยห้ามหรือพูดไม่ดีกับฉันเหมือนอย่างในหนังหรือละครทำกันเวลาที่ชายหญิงมีฐานะแตกต่างกัน เพราะแบบนี้เลยทำให้เราสองคนยังคงคบกันต่อไปเรื่อย ๆ หรือไม่ก็คงเป็เพราะพวกเขาไม่เคยสนใจลูกชายตัวเองเลยก็ได้ถ้าจะพูดให้ถูก
โซนร้านอาหารหรูในย่านแห่งหนึ่ง
หลังจากซ้อมเสร็จคลื่นก็พาฉันมาร้านอาหารแถวสนามแข่ง โดยใช้เวลาในการเดินทางไม่กี่นาทีเท่านั้น
“คลื่นให้พี่เพลงเลือกเลย” เราสองคนเดินมาหยุดอยู่กลางจัตุรัสที่มีร้านอาหารราคาแพงรายรอบล้อมด้าน
ทุกครั้งที่เรามาทานข้าวด้วยกันฉันมักจะรู้สึกหนักใจเสมอ ทั้งเื่ที่ต้องเลือกร้าน และก็เื่ราคา
“ร้านนี้ดีไหม คลื่นอยากทานหรือเปล่า” ฉันชี้ไปหาร้านที่คิดว่าน่าจะราคาไม่แพงมาก ก่อนจะหันไปถามผู้ชายด้านข้างที่พยักหน้าให้แบบตามใจสุด
คบกันมานานเลยทำให้ฉันรู้ว่าควรต้องทำยังไง เพราะถ้าพูดออกไปว่าทุกร้านดูแพง แน่นอนว่าต้องโดนคลื่นโกรธแน่ และเพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะฉันเลยทำแบบนี้ตลอด
เลือกมองหาร้านที่ดูไม่แพงแทนง่ายกว่าเยอะ แต่บางครั้งเลือกผิดบ้างก็มี อย่างเช่นตอนนี้ที่ฉันกำลังยืนดูเมนูหน้าร้าน เห็นราคาแล้วได้แต่เม้มปากแน่น และเลือกที่จะเงียบไป
“ผมอยากได้ห้องส่วนตัวครับ” ระหว่างที่คลื่นกำลังคุยกับพนักงาน ฉันก็เอาแต่เปิดเมนูดูไม่หยุด พร้อมถอนหายใจทุกครั้งที่เห็นราคาต่อหนึ่งจาน เนื่องจากมันสามารถทำให้ฉันอยู่ได้ไปสองวันเลย
“เลิกดูได้แล้วพี่เพลง” คลื่นเดินมาดึงฉันให้ออกจากหน้าเมนูตัวอย่าง ก่อนจะพากันเดินตามพี่พนักงานเข้าร้านไปในที่สุด
“สั่งไปแค่นั้นอิ่มแน่นะ?” คลื่นถามย้ำกับฉันอีกครั้งหลังจากเราสองคนสั่งอาหารกันไปเรียบร้อยแล้ว
“อิ่มสิ”
“สั่งเพิ่มไหม คลื่นว่าพี่เพลงไม่อิ่มแน่”
“เห็นเพลงเป็หมูหรือไงคลื่น”
“อืม”
“คลื่น!” ฉันตีแขนเขาด้วยความแรงระดับเด็กอนุบาลก่อนจะหันไปมองรอบร้านต่อ เพราะหลงใหลในการตกแต่งแนวธรรมชาติ อีกทั้งยังมีห้องส่วนตัวให้อยู่กันสองคนอีกด้วย
“หมูมันน่ารักนะคลื่นชอบ” แก้มฉันถูกบีบเบา ๆ ด้วยมือของชายที่นั่งข้างกัน แถมยังทำในระหว่างที่ฉันไม่ได้ตั้งตัวด้วย เลยทำให้รู้สึกขนลุกนิดหน่อย
ถึงเราจะคบกันมานาน แต่ก็ไม่ค่อยได้สกินชิปกันเท่าไร นอกจากกอดกัน นั่นคือมากสุดแล้ว แม้แต่จูบจุ๊บหรือหอมแก้มแบบที่คู่อื่นทำก็ยังไม่เคยถึงขั้นนั้น นอกจากจับมือ
อย่างเมื่อกี้ที่เขามาบีบแก้มฉัน นี่ก็เป็ครั้งแรกเลยที่เขาทำแบบนี้ เลยแอบรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ
“…” แต่มันไม่ได้จบแค่นี้อย่างที่ฉันคิด กลับกลายเป็ว่าใบหน้าของเขากำลังเลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้น จนััได้ถึงลมหายใจอุ่นที่กำลังเป่ารถลงมาบนใบหน้า
“ขออนุญาตนะคะ” จนเสียงพนักงานที่มาเสิร์ฟอาหารดังขึ้น เลยทำให้เราสองคนผละออกจากกันไป
“วันนี้พี่เพลงทำคลื่นอารมณ์ไม่ดีนะ” ระหว่างที่กำลังทานอาหารเขาก็พูดบางอย่างขึ้นมา จนฉันต้องขมวดคิ้ว เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองไปทำอะไรให้เขาอารมณ์ไม่ดีตอนไหน
หรือจะเป็ตอนที่เรากำลังจูบกัน แต่ไม่สำเร็จงั้นเหรอ...
“ตอนที่กำลังซ้อมคลื่นเห็นพี่เพลงนั่งอยู่กับผู้ชายคนอื่นด้วยนะ รู้ตัวหรือเปล่า” ฉันยังไม่มีโอกาสได้ถามหรือพูดอะไร เสียงเข้มก็แทรกขึ้นมาก่อนแล้ว
นั่งข้างผู้ชาย...ฉันยังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองไปนั่งข้างผู้ชายตอนไหน
“บ้าเหรอคลื่น เพลงไม่เห็นรู้สึก...อ่าจริงด้วย” ฉันกำลังจะแก้ตัว แต่ดันนึกบางอย่างออก เพราะที่จำได้ระหว่างที่ฉันกำลังก้มหน้าดูมือถือ รู้สึกเหมือนจะมีคนมานั่งข้าง ๆ แต่ไม่ได้สนใจอะไร ก็เลยไม่ได้สังเกตหรือหันไปมอง
“น้อยใจ” คลื่นตักอาหารลงมาที่จานฉันพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจอย่างที่เขากำลังบอก
“เพลงไม่ได้สนใจเลย คลื่นก็รู้ว่าห้องนั้นมีคนเข้าออกตลอด แล้วที่นั่งมันก็ไม่ได้มีเยอะด้วย ไม่น้อยใจสิ เพลงมองแต่คลื่นคนเดียว นี่เพลงยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าคนที่มานั่งข้างเพลงเขาคือใคร”
“เป็มันไง” เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงน่ากลัว พร้อมดวงตาที่แข็งกระด้าง จนฉันเลือกที่จะหยุดการกระทำตรงหน้าไป
“ขอโทษ...คลื่นไม่ได้ตั้งใจจะทำให้พี่เพลงกลัว” พอเขารู้ตัวว่าเผลอแสดงออกมาแบบไหนก็รีบเอื้อมมือมาแตะลงบนหลังมือของฉันอย่างรีบร้อน
“ไม่เป็ไร ไว้รอบหน้าเพลงจะระวังตัวให้มากกว่านี้นะคลื่นเองก็อย่าคิดมากเลย คงไม่มีอะไรหรอก” ฉันพูดปลอบใจคนตรงหน้า เพราะรู้ดีว่า ‘มัน’ ที่เขาพูดถึงนั้นคือใคร
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok - นักเขียนนิยาย
(https://www.facebook.com/SunisayokWriter)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
