ตอนที่ 26 ข้ามั่นใจว่าจะจัดการได้ (2)
“น่ารังเกียจที่สุด!” อันเสี่ยวเย่ว์ตบโต๊ะ ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ “ในเมื่อพวกเขาไม่มีน้ำใจ ก็อย่าหาว่าข้าไร้คุณธรรม ข้าจะต้องให้พวกเขาได้รับผลจากสิ่งที่พวกเขาก่อแน่”
“เสี่ยวเย่ว์ เจ้าคิดดีแล้วหรือว่าจะทำอย่างไร” เจ้าของที่ดินเกาถาม
“ลุงเกา ช่วยสืบให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าเวลาอยู่ในตัวตำบลอันหยวนเฟิงเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายที่เขาใช้ไปกับหอฮวาหม่าน เขาไปหาผู้หญิงคนไหน และมักจะไปเมื่อใด ยิ่งละเอียดยิ่งดี ถ้ามีหลักฐานก็จะดีมาก” อันเสี่ยวเย่ว์มองเจ้าของที่ดินเกา
“เรื่องนี้ไม่ยาก! อันหยวนเฟิงคนนั้นมักเข้าออกที่หอฮวาหม่านตลอด เพื่อนเก่าข้ามีหุ้นส่วนที่นั่น นับว่าเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กๆ ข้าจะส่งคนไปถามเพื่อนข้าคนนั้นดู พรุ่งนี้เช้าจะให้ข้อมูลเจ้า” เจ้าของที่ดินเการับปากทันที ในเมื่อเขาคิดแล้วว่าจะให้อันเสี่ยวเย่ว์แต่งงานกับลูกชายคนเดียวของตน ตนย่อมต้องช่วยเหลือเรื่องนี้แน่ ยิ่งไปกว่านั้นอันเสี่ยวเย่ว์ยังมีบุญคุณช่วยชีวิตลูกชายเขาอีก
อันเสี่ยวเย่ว์พยักหน้า “ขอบคุณลุงเกามาก ถ้าเกิดเป็นไปได้ ข้าอยากจะรู้ว่าอันหยวนเฟิงเกี่ยวข้องกับบ่อนพนันลับๆ บ้างหรือไม่”
“ได้ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าต้องการอะไร ถ้าจำเป็น ข้าจะให้อันหยวนเฟิงติดหนี้ก้อนโต เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ต่อให้เขาไม่ไปเกี่ยวข้องกับบ่อนพนัน แต่แค่ค่าใช้จ่ายในหอฮวาหม่านก็เพียงพอแล้ว” เจ้าของที่ดินเกาหัวเราะอย่างชั่วร้าย “เสี่ยวเย่ว์ เจ้าอาจไม่รู้ว่า ข้ายังมีเพื่อนที่เป็นคนปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูงด้วย”
“ลุงเกา ท่านยังไม่ต้องลงมือ ถ้าไม่ถึงที่สุด ข้ายังไม่อยากให้อันหยวนเฟิงติดหนี้ก้อนโต เพราะว่าสุดท้ายภาระเหล่านั้นจะต้องมาตกอยู่ที่บ้านตระกูลอันแน่ ข้าเองก็จะซวยไปด้วย ข้าแค่อยากจะจับจุดอ่อนของเขาให้มากหน่อย ให้เขาอย่าโอหังมากนัก ปกป้องตนเอง ปกป้องพี่หญิงและน้องชาย” อันเสี่ยวเย่ว์รีบพูด กลัวว่าเจ้าของที่ดินเกาลงมือหนักไป ถึงจะเป็นการระบายอารมณ์ให้นาง แต่กลับจะสร้างความลำบากให้นางไม่น้อยเหมือนกัน
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าแค่สืบข่าว ถ้าเจ้ายังไม่พูดอะไร ข้าจะยังไม่ลงมือ” เจ้าของที่ดินเกาพูด แล้วห่อของกินให้อันเสี่ยวเย่ว์ “เสี่ยวเย่ว์ ข้ารู้ว่าเจ้าออกมาได้ไม่นานนัก การที่เจ้ามาหาจะต้องเพราะหิวแน่ ของพวกนี้เจ้าเอากลับไปกิน พรุ่งนี้เช้าข้าจะส่งข่าวให้เจ้า อยากให้ข้าทำอะไร เจ้าแค่พูดออกมาก็ได้แล้ว อย่าเกรงใจลุงเกาเด็ดขาด”
“ลุงเกา ข้ายังอยากรู้ข้อมูลของตระกูลเซวีย ครอบครัวตระกูลโจว และในวังจะพาคนไปเมื่อไร ข้าต้องคิดแผนรับมือก่อนล่วงหน้า” อันเสี่ยวเย่ว์พูด “รู้เขารู้เราถึงจะรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
“ครอบครัวตระกูลโจวทำอาชีพฆ่าหมู แทบจะรับเหมากิจการของภัตตาคารในเมืองหลวงไปจนหมด ในตัวตำบลก็ถือว่าเป็นครอบครัวร่ำรวยขึ้นชื่อ แต่คนในครอบครัวนี้นิสัยไม่ดี สาวใช้ บ่าวรับใช้ในบ้านเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก จะต้องไม่ใช่ที่ที่ดีแน่ ตระกูลเซวียข้ายิ่งคุ้นเคย ก่อนหม่านไฉจะเกิดเรื่อง พวกเราเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน ตระกูลเซวียมีลูกชายสามคน คนโตจากไปเร็ว คนรองมียศมีตำแหน่ง คนเล็กก็คือคนที่จะแต่งพี่สาวเจ้าเป็นอนุภรรยา เขามีชื่อว่าเซวียหมิงสี่ เขาไม่เรียนวิชาความรู้ ชอบกินเหล้าเสเพล อายุไม่ถือว่ามาก แต่แต่งผู้หญิงไปสี่คนแล้ว ถ้าพี่สาวเจ้าแต่งกับเขา ก็เท่ากับเป็นอนุภรรยาคนที่ห้า ได้ยินว่าเขายังทุบตีผู้หญิงด้วย เห็นว่าอนุภรรยาคนที่สามของเซวียหมิงสี่ถูกเซวียหมิงสี่ที่เมาเหล้าตีตาย แต่คุณชายรองตระกูลเซวียอยู่ในวังหลวง เป็นเพราะเขาใช้เส้นสายเรื่องนี้จึงจบลง ส่วนเรื่องที่ในวังจะคัดเลือกขันทีน้อย ข้าเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะนำตัวไปเมื่อใด แต่ข้าจะไปสืบข่าวมาให้เจ้า” เจ้าของที่ดินเกาพูดสรุปให้อย่างรัดกุม
อันเสี่ยวเย่ว์พยักหน้า “ลุงเกา บุญคุณครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เสี่ยวเย่ว์จะจดจำไว้ในใจ ข้าไม่สามารถอยู่ได้นานจริงๆ เช้าวันพรุ่งนี้ข้าจะมาหาท่านที่นี่ รบกวนท่านช่วยสืบข่าวด้วย”
อันเสี่ยวเย่ว์พาอันหยวนเซิงกลับไปที่บ้าน ตอนนี้เหล่าผู้หญิงในบ้านต่างก็กำลังร้องไห้
“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรหรือ พี่หญิงใหญ่...” อันหยวนเซิงเห็นสภาพเช่นนี้ก็รีบปีนขึ้นไปบนตั่งที่นอนด้วยท่าทางกังวลใจเป็นอย่างมาก
อันเสี่ยวเย่ว์ไม่ต้องถามก็รู้ว่า ก่อนหน้านี้พวกนางจะต้องกำลังปรึกษาว่าจะรับมือการถูกขายอย่างไร กับเรื่องที่จะต้องเป็นขันทีน้อย แต่ก็เพราะอ่อนแอไร้ความสามารถ ถึงได้กอดกันร้องไห้
“ท่านแม่ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ สถานการณ์คร่าวๆ เจ้าของที่ดินเกาบอกข้าหมดแล้ว ท่านปู่กับท่านย่าตอนนี้ยังไม่ได้บอกพวกท่านหรือ” อันเสี่ยวเย่ว์ถาม
ไม่ว่าอันเฉิงเยี่ยกับหม่าซื่อจะพูดออกมาหรือไม่ เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ ถ้าหม่าซื่อกับเสิ่นซื่อแอบไปจัดการกันเองลับๆ การจัดการเรื่องนี้ก็จะสะดวกหน่อย ถ้าอันเฉิงเยี่ยเห็นด้วย ทั้งยังพูดออกมาตรงๆ แบบนั้นก็ยุ่งยากแล้ว
“ยังเลย! แต่ว่าคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้แล้ว” หลิ่วซื่อพูดเสียงกลั้นสะอื้น
“แบบนี้คิดจะบีบคั้นพวกเราบ้านใหญ่บ้านรองให้ตายเลยนี่!” ฝานซื่อกำหมัด “อย่างมาก ข้าจะพาเสี่ยวเหมยหนีไป ไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว คงไม่ถึงกับไม่มีที่ให้อยู่ จะยอมให้ลูกต้องมาทรมานแบบนั้นไม่ได้ น้องสะใภ้รอง ไม่อย่างนั้นพวกเราไปด้วยกันดีหรือไม่ เจ้าเองก็ไม่อยากให้ลูกสาวต้องแต่งงานเป็นอนุภรรยาคนที่ห้าของคนอื่น ไม่อยากให้หยวนเซิงต้องกลายเป็นขันทีนี่!”
“นี่...นี่...” หลิ่วซื่อลังเล แต่ก็ยังตัดสินใจ “ถ้าไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ พวกเราก็หนีกัน รอให้พ่อเด็กๆ กลับมา พวกเราค่อยวางแผนกันอีกครั้ง”
“ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านแม่ พวกเราไม่มีเงิน ไม่มีม้า อาศัยขาทั้งสองจะไปได้ไกลเท่าไร เกรงว่ายังหนีไปได้ไม่ไกลก็คงถูกจับกลับมาแล้ว” อันเสี่ยวเย่ว์ไม่คิดว่าการหนีจะเป็นความคิดที่ดี “เรื่องนี้พวกท่านทำเป็นไม่รู้ไปก่อน ข้าปรึกษากับเจ้าของที่ดินเกาแล้ว เขาจะแอบช่วยพวกเรา หลังจากนี้จะทำอย่างไร ในใจข้าพอมีแผนการอยู่ พวกท่านวางใจได้ ถึงเรื่องจะยุ่งยาก แต่ข้ามั่นใจว่าจัดการได้”
“เสี่ยวเย่ว์ จริงหรือ” ฝานซื่อมองไปที่อันเสี่ยวเย่ว์ คล้ายกับมองเห็นความหวัง อย่างไรหลังจากที่อันเสี่ยวเย่ว์หายดีแล้วนางก็ฉลาดมากจริงๆ
“จริงเจ้าค่ะ!” อันเสี่ยวเย่ว์พยักหน้าหนักแน่น “ความจริง ที่ท่านป้าสะใภ้ใหญ่พูดมาเป็นการเตือนข้าว่า ถ้าพวกเราไม่สามารถแยกบ้านได้ และต้องโดนรังแกแบบนี้ตลอด วันหลังเราก็หนีไปจากบ้านตระกูลอันด้วยกัน เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไร อย่างไรพวกเราก็หนีไม่พ้น ถ้าพวกเราซ่อนเงิน ซ่อนอาหารเอาไว้บ้าง แล้ววางแผนกันดีๆ ต่อไปอยากจะหนีก็ถือว่าเป็นอีกวิธีที่จะหนีจากสถานการณ์ลำบากนี้ได้”