รอยร้าวบนเสาหินส่งแสงออกมาก่อนดวงดาวจะปรากฏเหนือช่องเพดาน
เยี่ยซิงเหอนั่งอยู่ข้างแท่นค่ายกลซึ่งพังไปครึ่งหนึ่งผ้าพันอกถูกคลายเพื่อให้หายใจสะดวก เืใต้จมูกหยุดแล้ว แต่ทุกครั้งที่หัวใจเต้นเขายังรู้สึกเหมือนประตูในร่างตอบด้วยแรงกระแทกแ่ ๆ
ผู้เฒ่าโม่สั่งให้พักจนถึงยามซวี
เขาพักเพียงจนลุกยืนได้
ตลอดบ่าย ชายชราปิดร่องค่ายกลด้วยดินเหนียว เก็บเศษทองแดงและใช้ผงถ่านถูทับรอยดาวบนพื้น เยี่ยซิงเหอช่วยโดยไม่ถามแม้แต่ละชิ้นที่เก็บลงหีบจะย้ำว่าคำตอบครั้งแรกทำลายทางตรวจที่ปลอดภัยที่สุดไปแล้ว
เมื่อแสงจากรูเพดานเปลี่ยนเป็สีเทาผู้เฒ่าโม่ยื่นถ้วยน้ำสมุนไพรให้
“ดื่มแล้วกลับเรือน”
เยี่ยซิงเหอรับถ้วย แต่ไม่ดื่ม “ท่านบอกว่าจะลองอีกวิธี”
“ข้าบอกว่าเมื่อลุกไหว มิได้บอกว่าทันทีที่เ้าฝืนยืนตรงได้”
“คนของท่านจ้าวไม่รอให้ข้าหายเจ็บ”
“พวกมันก็ไม่จำเป็ต้องตีเ้า หากเ้าฆ่าตนเองเสียก่อน”
“เช่นนั้นสอนวิธีที่ไม่ฆ่าข้า”
ผู้เฒ่าโม่มองเขานานก่อนดึงจุกกระบอกสุราออกแล้วพบว่าข้างในว่างชายชราถอนใจราวนี่เป็เหตุร้ายที่สุดของวัน
“คนหนุ่มสมัยนี้ทำของผู้อื่นพัง แล้วยังเร่งเ้าของให้สอนต่อ”
“ท่านซ่อนค่ายกลจากข้ามาหลายปี ถือว่าเราหักกลบกัน”
“วาจาเช่นนี้แปลว่าเริ่มหายแล้ว”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ไล่เขากลับ ชายชราเลื่อนตะเกียงออกจากวงกลางแล้วใช้ผ้าดำคลุมแผ่นทองแดงที่เหลือทั้งหมด ห้องหินมืดลงเหลือเพียงแสงจากช่องเพดาน
“วิธีทั่วไปล้มเหลวเพราะเ้าพยายามดึงปราณฟ้าดินเข้าเส้นทางซึ่งถูกปิด”เขากล่าว “คืนนี้จะไม่ดึง ไม่ผลัก และไม่เปิดประตู”
“แล้วจะรวบรวมสิ่งใด”
“นั่นคือคำถาม”
“ท่านรู้คำตอบหรือไม่”
“รู้ว่าคำตอบมิใช่สิ่งที่ตำราในโม่เหอสอนได้”
เยี่ยซิงเหอขึ้นนั่งบนแท่นอีกครั้ง คราวนี้วงค่ายกลไม่สว่างผู้เฒ่าโม่วางก้อนหินขาวห้าก้อนรอบตัวแทนเข็ม แต่ละก้อนอยู่ตรงตำแหน่งเสาหินเดิม
“หากก้อนใดอุ่น ให้บอก หากก้อนใดขยับ ให้หยุดหากรอยบนหลังร้อนเกินสามลมหายใจ ให้ลุกออกจากวง”
“ท่านวางหินธรรมดาเพื่อตรวจพลัง?”
“วางเพื่อให้เ้ามีสิ่งมองแทนการจ้องความมืดในอกจนเป็บ้า”
เยี่ยซิงเหอหลับตา ทำตามลมหายใจเดิมโดยไม่ดึงปราณเขาฟังเสียงน้ำ เสียงลมในช่องเพดาน และชีพจรที่ปลายนิ้ว
สิบรอบผ่านไป ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ก้อนหินยังเย็น รอยบนหลังไม่ตอบหัวใจเพียงเต้นช้าลงเพราะความเหนื่อย
“ข้ากำลังนั่งเฉย ๆ”
“อย่างน้อยครั้งนี้เ้าก็ทำสิ่งที่ไม่ทำลายถ้ำ”
“ศัตรูคงหวาดกลัวมาก”
ผู้เฒ่าโม่โยนเม็ดถั่วแห้งใส่หน้าผากเขา“ผู้รวบรวมปราณทั่วไปเริ่มจากเรียนรู้ว่าตนควบคุมลมหายใจได้เ้ากลับเริ่มจากเรียนรู้ว่ามีสิ่งใดไม่ยอมถูกควบคุม”
“ถ้าข้าไม่บังคับ มันจะเลือกข้าเมื่อใด”
“เมื่อเหตุที่เ้า้าพลังตรงกับสิ่งที่มันตอบ”
เยี่ยซิงเหอนึกถึงศิลาทดสอบประกายทองไม่ปรากฏตอนเขาอยากพิสูจน์ว่าผู้อื่นผิดมันปรากฏตอนเขายอมรับผลและเลือกไม่ยืมปราณของใคร บนทางเขามันตอบเมื่อเขาดึงผู้เฒ่าโม่ให้พ้นลูกธนู มิใช่เมื่ออยากรู้ว่าตนพิเศษเพียงใด
“มันตอบการเลือก?”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบตรง “พลังใดก็ตามที่ตอบเพียงความอยากย่อมเลี้ยงคนโลภได้ง่ายเกินไป”
เด็กหนุ่มกลับไปฟังหัวใจ คราวนี้ไม่รอแสง ไม่พยายามมองประตูเขานึกถึงคนเฝ้าประตูซึ่งยกสลักให้ศัตรูเข้าตามกฎนึกถึงหญิงดูแลลานที่เทน้ำร้อนขวางคมกระบี่ นึกถึงชาวบ้านซึ่งยอมโกหกชื่อเขาทั้งที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขานำภัยใดมาสู่โม่เหอ
สิ่งที่เขา้ามิใช่ชนะศิลา
เขา้ามีแรงพอรับผลของการมีชีวิตอยู่
ก้อนหินด้านซ้ายอุ่นขึ้น
“หนึ่งก้อน” เขากล่าว
ผู้เฒ่าโม่ขยับเข้ามาใกล้ “อย่าตามความอุ่น”
คำเตือนมาช้าไปเยี่ยซิงเหอดึงความรู้สึกนั้นเข้าหาท้องน้อยตามสัญชาตญาณเส้นร้อนพุ่งจากก้อนหินผ่านฝ่ามือ แล้วติดอยู่ตรงข้อศอก
ความเจ็บแหลมแล่นขึ้นบ่า
เขากัดฟัน บังคับให้มันผ่านจุดติดขัด
ก้อนหินกระเด็น
ปราณที่ควรเคลื่อนเข้าท้องน้อยกลับวกขึ้นสันหลังรอยเสี้ยวดาวลุกไหม้ในลมหายใจเดียว กล้ามเนื้อทั้งแผ่นหลังเกร็งจนเขาโค้งตัว
“ปล่อย!” ผู้เฒ่าโม่กดนิ้วลงข้างคอเขา
เยี่ยซิงเหอพยายาม แต่ยิ่งคิดว่าปล่อย เส้นร้อนยิ่งรัดแน่นราวเชือกซึ่งเขาดึงปลายทั้งสองด้วยตนเอง
ชายชราตบกลางอกหนึ่งครั้ง ลมหายใจถูกกระแทกออกปราณร้อนหลุดจากแขน กลับไปดับในก้อนหิน
เยี่ยซิงเหอไอจนมีรสเื “เกือบแล้ว”
“เกือบทำเส้นปราณแขนขาด”
“มันเคลื่อน”
“เพราะเ้าลากมันผิดทาง”
“ถ้าไม่ลาก มันไม่มา”
ผู้เฒ่าโม่จับข้อมือเขา ตรวจชีพจรแล้วปล่อย“เ้าฟังแต่ครึ่งแรกของทุกคำ”
“ครึ่งหลังของท่านมักเป็ความลับ”
สายตาของชายชราแข็งขึ้น แต่คราวนี้ไม่เถียงเขาเก็บก้อนหินที่กระเด็นกลับเข้าที่
“อย่าบังคับพลัง ให้พลังเลือกเ้า”
“หากมันไม่เลือก?”
“เ้าก็กลับไปฝึกกาย ฝึกการมองและมีชีวิตโดยไม่ฝากทุกอย่างไว้กับสิ่งที่ไม่เข้าใจ”
คำตอบนั้นทำให้เยี่ยซิงเหอเงียบ เขาเคยเชื่อว่าหากมีปราณทุกคำดูถูกจะหมดความหมาย แต่ค่ายกลแตกร้าวและศัตรูบนเขาพิสูจน์แล้วว่าการมีพลังมิได้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เพียงเปลี่ยนสิ่งที่อาจสูญเสีย
ผู้เฒ่าโม่พาเขาออกจากวง ให้เดินรอบห้องช้า ๆ สามรอบยกก้อนหินหนักสิบครั้ง แล้วหยุดเมื่อชายโครงเริ่มเจ็บการฝึกเหมือนวันที่ยังถูกเรียกว่าไร้ปราณต่างเพียงบัดนี้เขารู้ว่าความว่างในร่างมีประตูซ่อนอยู่
จากทางเดินด้านนอกเสียงฆ้องเฝ้าหมู่บ้านลอดผ่านชั้นหินมาเบามาก หนึ่งครั้งหมายถึงประตูเหนือปลอดภัยสองครั้งหมายถึงพบคนแปลกหน้า เยี่ยซิงเหอรอฟังจนเสียงเดียวจางจึงปล่อยไหล่ซึ่งเกร็งลง
ผู้เฒ่าโม่เห็น “เ้ากำลังนับเสียงจากหมู่บ้าน”
“คนพวกนั้นอาจย้อนกลับก่อนค่ำ”
“จึงต้องฝึกให้พลังออกมาเร็ว?”
“จึงต้องรู้ว่าหากมันออกมา ข้าจะทำร้ายคนใกล้ตัวหรือไม่”
คำตอบทำให้ชายชราเลิกยิ้มผู้เฒ่าโม่หยิบเศษถ้วยดินวางไว้สี่ทิศรอบแท่น “ถ้าพลังปรากฏอย่าทดลองกับผนังหรือเสา ให้มองเศษถ้วยเหล่านี้ หากชิ้นใดสั่น แตก หรือร้อนเ้าต้องจำระยะ มิใช่หลงมองแสงบนมือตน”
เยี่ยซิงเหอจัดถ้วยให้ห่างออกเท่ากัน“เมื่อก่อนท่านสอนว่าคนถือมีดต้องรู้ว่ามีผู้ใดยืนหลังเป้าหมาย”
“พลังที่มองไม่เห็นยิ่งต้องรู้เพราะคนใช้มักโทษว่าตนไม่ตั้งใจหลังทำร้ายผู้อื่น”
“หากควบคุมไม่ได้ ข้าจะไม่ใช้ในหมู่บ้าน”
“คำสาบานง่ายเมื่อพลังยังไม่มารอวันที่คนที่เ้ารักอยู่หน้าเขี้ยว แล้วดูว่าเ้าจะจำได้หรือไม่”
เยี่ยซิงเหอไม่รับปากซ้ำ เขารู้ว่าชายชราพูดจริงการตัดสินใจใต้แรงกดดันต่างจากคำประกาศในถ้ำว่าง เขาจึงจำตำแหน่งเศษถ้วยทุกชิ้นแทน
เมื่อกลับมานั่ง ดวงดาวดวงแรกปรากฏตรงช่องเพดาน
แสงเล็กเท่าเม็ดถั่วตกลงกลางแท่น มิได้สว่างกว่าตะเกียงแต่ทันทีที่แตะพื้น รอยไหม้รูปดาวจากค่ายกลเมื่อกลางวันตอบด้วยประกายทองจาง
เยี่ยซิงเหอเห็นโดยไม่ต้องหลับตา
“ท่านรู้ว่าดาวจะอยู่ตรงนั้น”
“ข้ารู้ว่ารูเพดานหันไปทางใด”
“ผู้ใดสร้าง”
“ถามหลังเ้าผ่านคืนนี้”
ชายชราเลื่อนก้อนหินทั้งห้าออก เหลือพื้นที่ว่างรอบเส้นแสง“นั่งนอกวง อย่าแตะรอยค่ายกล”
เยี่ยซิงเหอทำตาม เขาวางมือบนเข่า หายใจโดยไม่ขอให้แสงเข้ามา
ลมเหนือยอดเขาพัด เมฆบางเลื่อนผ่าน แสงดาวดับไปชั่วครู่
รอยบนหลังเย็นลง
เมฆพ้นช่อง แสงกลับมา ความเย็นตรงสะบักเปลี่ยนเป็อุ่น
เขาเริ่มเห็นจังหวะ มิใช่จังหวะหายใจของตนหากเป็การปรากฏและเลือนของแสงผ่านไอน้ำเหนือูเา ทุกครั้งที่ดาวสว่างความอุ่นขยับเข้ากลางอก ทุกครั้งที่เมฆบัง มันหยุด แต่ไม่หาย
เยี่ยซิงเหอไม่ดึงเขาเพียงทำให้ลมหายใจช้าพอจะไม่รบกวนจังหวะนั้น
ประกายสีทองปรากฏตรงปลายนิ้ว
เล็กจนคล้ายตาฝาด
ผู้เฒ่าโม่ไม่ขยับ
ประกายที่สองผุดขึ้นข้างกัน ทั้งสองมิได้ไหลเข้าสู่เส้นปราณแขนกลับลอยเหนือผิวหนึ่งเส้นผม แล้วเคลื่อนตามชีพจรไปยังข้อมือ
เยี่ยซิงเหอรู้สึกถึงมันโดยไม่ต้องจับ มันเย็นเมื่ออยู่ภายนอกแต่อุ่นเมื่อผ่านเหนือเส้นเื
เขาอยากสั่งให้มันรวมตัวความคิดเพียงวูบนั้นทำให้ประกายหนึ่งดับ
จึงปล่อยความอยากผ่านไป
ประกายที่เหลือเลื่อนไปถึงข้อศอก หยุดตรงจุดซึ่งเคยเจ็บแล้วเปลี่ยนทางขึ้นบ่าเอง มันมิได้เดินตามร่องปราณทั่วไปแต่เลือกช่องว่างระหว่างเส้นเ่าั้ ราวสายน้ำซึมผ่านรอยแตกของหิน
เมื่อถึงสะบัก เสียงในห้วงจิตดังขึ้นอีกครั้ง
กลับมา
คราวนี้เยี่ยซิงเหอไม่ตามเสียงเขาจำคำผู้เฒ่าโม่และยึดเพียงสิ่งที่ััได้ปราณเส้นเล็กเคลื่อนจากบ่าเข้ากลางอก ก่อนแตกออกเป็ละอองสีทองทั่วร่าง
ก้อนฝุ่นบนพื้นลอยขึ้น
แผ่นทองแดงซึ่งกองอยู่ในหีบสั่นกริ่ง
ผู้เฒ่าโม่คว้าเศษผ้าดำคลุมรูเพดานทันที ห้องมืดสนิทแต่ละอองทองมิได้ดับ มันเปลี่ยนจากลอยภายนอกเป็สว่างอยู่ใต้ผิวเยี่ยซิงเหอ
เด็กหนุ่มลืมตา “ข้าควบคุมได้”
“ยัง” ชายชราตอบ “เ้าเพียงไม่ทำให้มันหนี”
เยี่ยซิงเหอยกฝ่ามือ ปราณทองรวมเป็เส้นบางเท่าเส้นด้ายเขาลองเคลื่อนไปยังนิ้วชี้ มันตามครึ่งชุ่นแล้วแตก เส้นเืตรงข้อมือปวดตุบ
“พอ”
คราวนี้เขาปล่อยทันที
ละอองส่วนใหญ่สลาย แต่ความร้อนก้อนหนึ่งพุ่งกลับหลังหัวใจรอยเสี้ยวดาวใต้สะบักแผ่กว้างออก ราวหมึกทองหยดลงบนผิวแล้วลากเส้นของมันเอง
ผู้เฒ่าโม่ดึงเสื้อเขาลงจากบ่า
ความเย็นในถ้ำััแผ่นหลัง แต่กลางรอยนั้นร้อนจัดแสงทองวาดวงกลมซ้อนกันรอบดาวห้าแฉก เส้นนอกสุดไม่สมบูรณ์ส่วนที่ขาดหายเหมือนถูกโซ่ดำพาดทับ
เยี่ยซิงเหอมองไม่เห็น ทว่าเห็นสีหน้าผู้เฒ่าโม่ผ่านเงาบนผนัง
ชายชราซึ่งเผชิญลูกธนูดำโดยไม่กะพริบตา กำลังกลัว
“มันคืออะไร”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ เขาใช้ผ้าชุบน้ำเย็นกดลงบนรอยแสงทองลอดผ้าขึ้นมาอยู่สามลมหายใจ ก่อนค่อยจาง
“ท่านรู้จัก” เยี่ยซิงเหอกล่าว
“ข้าเคยเห็นบันทึก”
“บันทึกของผู้ใด”
“คนซึ่งไม่อยู่ให้เ้าถามแล้ว”
“เกี่ยวกับบิดามารดาของข้าหรือไม่”
มือที่กดผ้าหยุดเพียงชั่วครู่
นั่นเพียงพอเป็คำตอบ แม้ไม่ใช่คำที่เขา้า
เยี่ยซิงเหอจับข้อมือผู้เฒ่าโม่“ท่านรู้ชื่อมันั้แ่เมื่อใด”
“ก่อนเ้าจะรู้จักชื่อตนเอง”
“แล้วปล่อยให้ข้าเชื่อว่าร่างพิการมาตลอด?”
“ข้าปล่อยให้เ้ามีชีวิตโดยไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันอยู่ในร่าง”
“คนพวกนั้นยังรู้”
“เพราะผนึกเริ่มตอบ ไม่ใช่เพราะข้าบอก”
“แต่ท่านเลือกไม่บอกข้า”
ผู้เฒ่าโม่ดึงมือกลับช้า ๆ “ใช่”
คำยอมรับตรงกว่าทุกคำที่ชายชราพูดั้แ่เข้าถ้ำแต่มันกลับทำให้ความเงียบหนักขึ้น
เยี่ยซิงเหอลุกยืน ความเหนื่อยทำให้พื้นไหวเขาจึงวางมือพิงผนัง มิยอมให้ผู้เฒ่าโม่ช่วย
“หากท่าน้าให้ข้าไว้ใจท่านต้องเลิกใช้คำว่าเพื่อปกป้องแทนคำตอบทุกครั้ง”
“หากคำตอบทำให้ศัตรูได้ยิน เ้าจะยังอยากได้หรือ”
“บอกข้าว่าส่วนใดพูดได้ ส่วนใดพูดแล้วอันตรายแต่อย่าตัดสินแทนว่าข้าควรรู้อะไรเกี่ยวกับร่างตน”
ผู้เฒ่าโม่มองรอยค่ายกลซึ่งแตกเพราะการตัดสินใจของเยี่ยซิงเหอชายชรารู้แล้วว่าการสั่งให้เด็กหนุ่มหยุดโดยไม่ให้เหตุผลทำให้เขาฝืนหนักกว่าเดิม
“สิ่งที่ปรากฏบนหลังเ้าเป็ตรา” เขากล่าวในที่สุด“มันกักพลังไว้มากกว่าปล่อยพลังออก และยิ่งใช้ยิ่งทิ้งร่องรอยให้ผู้ซึ่งรู้วิธีตามหา”
“ชื่อของมัน”
“ชื่อมิใช่คำตอบทั้งหมด”
“แต่เป็คำตอบที่ท่านมี”
ผ้าดำเหนือช่องเพดานขยับตามลมแสงดาวรั่วผ่านขอบตกลงบนรอยแตกของแท่น ประกายทองเส้นสุดท้ายใต้ผิวเยี่ยซิงเหอดับไปเหลือเพียงความล้าและความรู้ว่าพลังนั้นมีอยู่จริง
ผู้เฒ่าโม่เก็บผ้าเย็นออกจากแผ่นหลังเขา แล้วเอ่ยช้า ๆราวแต่ละพยางค์อาจปลุกสิ่งซึ่งหลับอยู่
ก่อนคำนั้นหลุดจากปาก ชายชราดับตะเกียงทุกดวงตรวจผ้าปิดช่องเพดาน และวางฝ่ามือลงบนรอยแตกของแท่น ราวต้องแน่ใจว่าไม่มีแสง เสียงหรือเส้นปราณใดเล็ดลอดออกจากถ้ำ
เยี่ยซิงเหอมองการกระทำเ่าั้ชื่อซึ่งกำลังจะได้ยินจึงหนักกว่าคำเรียกมันเป็สิ่งที่ผู้เฒ่าโม่เชื่อว่าแม้แตู่เาก็ไม่ควรรับรู้
ด้านนอก เสียงฆ้องจากโม่เหอดังหนึ่งครั้งแล้วเงียบ ข้างในถ้ำรอยบนแผ่นหลังเขาเต้นตอบหัวใจ ทั้งที่ปราณทองสลายหมดแล้ว
ผู้เฒ่าโม่หันกลับมา สีหน้าไม่มีแววคนเมาหรือคำประชดเหลืออยู่
“ดวงตรามหาจักรวาล”