เรื่องราวที่ชายผู้นั้นเล่าอย่างไม่ปะติดปะต่อลอดผ่านผ้าม่านมาถึงซูอี้หว่าน ทำให้นางได้แต่เอ่ยคำชื่นชม
ทั้งชื่นชมในความภักดีและชื่นชมในความอดทน เพราะการลงมือด้วยตนเอง ถอนลูกศรที่มีเงี่ยงออกโดยปราศจากยาชาความเจ็บปวดเช่นนั้นมิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทนทานได้ และเขากลับสามารถทำเช่นนั้นทั้งยังอดทนวิ่งมาได้ไกลถึงเพียงนี้ ช่างมิใช่สิ่งที่มนุษย์จะทำได้เลย
ซูอี้หว่านถามตนเองจากใจจริงนางเองก็อาจมิอาจทำได้เช่นกัน
เมื่อเทียบกับนางแล้วเซียวจวิ้นอันย่อมมีอารมณ์ที่ซับซ้อนกว่าเมื่อทราบว่าลูกน้องของตนต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงนี้ และทั้งหมดก็เป็นเพราะตนเองในใจจึงบังเกิดความละอายใจอย่างมิอาจเอ่ยได้ยิ่งกว่านั้นคือความแค้นที่มีต่อองค์รัชทายาท
เพื่อตำแหน่งฮ่องเต้เพียงอย่างเดียวเขากระทำสิ่งใดลงไปบ้าง?
มองดูผู้คนที่พลัดพรากจากบ้านเกิดมากมายมองดูแคว้นเยว่ที่รุ่งเรืองในอดีต บัดนี้กลับหาความเจริญมิได้แล้วเขาไม่เคยรู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ?
ในขณะที่ความคิดนี้เพิ่งบังเกิดขึ้นเซียวจวิ้นอันกลับอดมิได้ที่จะหัวเราะเยาะตนเอง เขาคิดเช่นนั้นได้อย่างไร?
เซียวจวิ้นเหอเป็นคนเช่นไรเขาควรรู้มานานแล้ว ช่างน่าขันที่เมื่อก่อนมักคำนึงถึงความสัมพันธ์ฉันพี่น้องจึงยังคงเผื่อทางให้เขาอยู่เสมอ มิคาดคิดว่าเซียวจวิ้นเหอกลับเหี้ยมโหดกว่าตนเองมากนัก ถึงกับกระทำการเช่นนี้ได้!
ขณะที่เขาทุ่มเทชีวิตปกป้องแคว้นที่ชายแดนกลับถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าสมคบคิดกับศัตรูและยังวางกับดักหมายชีวิตเขาบนเส้นทางกลับสู่เมืองหลวง ยังไม่พอยังลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ บีบบังคับให้ทรงแต่งตั้งตนเป็นรัชทายาททุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า เป็นแผนการที่ซับซ้อนซึ่งเตรียมการไว้เนิ่นนาน!
คนใจดำอำมหิตไม่ซื่อสัตย์เช่นนี้ หากได้เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นเยว่จริงคาดเดาได้เลยว่าแคว้นคงถึงกาลอวสาน
เซียวจวิ้นอันตระหนักถึงหน้าที่ของตนอย่างลึกซึ้งไม่ว่าจะเพื่อตนเอง หรือเพื่อฮ่องเต้ เพื่อประชาชนชาวแคว้นเยว่ทั้งหมดเขาจำต้องเอาชนะเซียวจวิ้นเหอให้ได้ กำจัดอำนาจของเขาให้หมดสิ้นมิเช่นนั้นแคว้นนี้ย่อมมิอาจพบความสงบสุข
เมื่อคิดถึงความรับผิดชอบที่อยู่บนบ่าของตนเองเซียวจวิ้นอันจึงค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง "ในเมื่อได้พบข้าแล้วเจ้าก็จงพักรักษาตัวให้ดี ที่นี่ปลอดภัยมาก ไม่ต้องกังวล"
กล่าวจบเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วถามว่า "บอกข้ามาว่าจ้าวเฟยซ่อนตัวอยู่ที่ถ้ำใด ข้าจะร่างแผนที่แล้วให้หลี่ชิงกับจูเก่ออวิ๋นไปรับเขามา"
เขาเม้มริมฝีปากและหันกลับไปมองยังม่านกั้น ดวงตาคมกริบราวกับจะทะลุม่าน“หว่านหว่าน เจ้าสามารถรักษาคนพิการได้หรือไม่?”
คำถามของเขานั้นคลุมเครือเกินไปหากมิใช่ว่าซูอี้หว่านได้ยินบทสนทนาและพอจะเข้าใจสถานการณ์อยู่บ้างตอนนี้คงมิอาจรู้ได้ว่าเขาหมายถึงสิ่งใด
อย่างไรก็ตามจากที่ซูอี้หว่านรู้จักเขามา จวิ้นอันผู้นี้ไม่น่าจะเป็นคนพูดจาแปลกประหลาดเช่นนี้ดังนั้นเขาคงรับรู้แล้วสินะว่านางแอบฟังอยู่ตรงนี้ ใช่หรือไม่?
ในเมื่อทราบแล้วแต่กลับมิได้เอ่ยปากออกมา นั่นหมายความว่า เขายังคงมีความไว้วางใจในตัวนางอยู่บ้างมิได้คิดว่านางจะนำเรื่องเหล่านี้ไปเล่าต่อ
ดูเหมือนว่าเขาจะถือว่าพวกนางเป็นพันธมิตรแล้วจริงๆ
ถึงแม้ว่าซูอี้หว่านจะระแวดระวังเขาอยู่บ้างด้วยเหตุผลที่เขาไม่เปิดเผยฐานะ และมีที่มาที่ไปลึกลับ แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าความรู้สึกที่ได้รับความไว้วางใจเช่นนี้ ก็มิได้เลวร้าย
เมื่อคิดเช่นนั้นน้ำเสียงของซูอี้หว่านก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า"ตอนนี้ข้ายังมิอาจให้คำมั่นได้คงต้องพิจารณาสถานการณ์โดยรอบอย่างถี่ถ้วนเสียก่อนจึงจะสามารถลงความเห็นได้อย่างชัดเจน"
ด้วยเพราะเกรงว่าพวกเขาจะผิดหวังนางจึงคิดแล้วเสริมอีกประโยคหนึ่ง "แน่นอนหากได้รับบาดเจ็บมาไม่เกินหนึ่งปี และอาการไม่หนักหนาสาหัสเกินไปโอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติก็ยังมีสูง"
หากเป็นเช่นนั้นนางมั่นใจถึงแปดในสิบส่วนว่าจะสามารถรักษาเขาให้หายดี วิ่งเล่นกระโดดโลดเต้นหรือแม้แต่ฝึกวรยุทธ์ก็มิได้ขัดขวางสามารถกลับคืนสู่สภาพก่อนได้รับบาดเจ็บได้อย่างสมบูรณ์ด้วยเหตุที่ยังมิอาจทราบถึงรายละเอียดอาการ และด้วยเกรงว่าหากสถานการณ์พลิกผันไปในทางร้ายจะทำให้พวกเขาผิดหวังซูอี้หว่านจึงมิได้ปริปาก
แต่ถึงกระนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของนางสีหน้าของเซียวจวิ้นอันก็ยังคงตื่นเต้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดชายที่นอนอยู่ยิ่งหน้าแดงก่ำด้วยความตื้นตัน
เขาพยายามหันหน้ามามองซูอี้หว่านเมื่อสายตาของเขาจ้องมองมายังนาง ก็เผยให้เห็นความประหลาดใจเล็กน้อยจากนั้นจึงค่อยๆ จัดสีหน้าของตนเองให้ดีขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกในบุญคุณ"หากท่านรักษาขาของสหายข้าให้หายได้ข้าผู้น้อยย่อมต้องตอบแทนบุญคุณ"
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขาซูอี้หว่านกลับอดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา "เช่นนั้นท่านลองกล่าวมาหากข้าช่วยชีวิตท่านไว้ ท่านจะตอบแทนอย่างไรสู้ในภายภาคหน้าท่านสละทิ้งเจ้านายของท่าน มาติดตามข้าแทนจะดีหรือไม่?"
กล่าวจบยังเหลือบมองเซียวจวิ้นอันอย่างขี้เล่น ราวกับถามว่าความคิดนี้เป็นอย่างไร
ได้ยินเช่นนั้นชายผู้นั้นหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม มิได้ซีดเซียวราวกับกระดาษเช่นเมื่อก่อนกลับมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง กระอึกกระอักพูดไม่ออก
เขาเป็นองครักษ์ของนายท่านชีวิตทั้งชีวิตเป็นของนาย มิใช่ว่าเขาไม่เต็มใจที่จะตอบรับข้อเสนอของซูอี้หว่านเพียงแต่ชีวิตของเขาแต่เดิมก็มิได้เป็นของตนเองแล้วจะเอาสิ่งใดไปตอบรับข้อเสนอเช่นนั้นได้?
เซียวจวิ้นอันมองสีหน้าลำบากใจของลูกน้องก็ไม่ได้โกรธเคืองเพียงแต่ทอดสายตาอย่างจนใจไปยังซูอี้หว่านที่แย้มยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วส่ายหน้า"หว่านหว่าน ทำไมเจ้าต้องทำเช่นนี้ หากต้องการให้ตอบแทนบุญคุณข้าในฐานะเจ้านาย จะตอบแทนบุญคุณแทนพวกเขา จะได้หรือไม่?"
น้ำเสียงที่เปล่งออกมามิได้เป็นเพียงคำพูดส่งเดชแต่กลับแฝงไว้ด้วยความจริงใจ ซูอี้หว่านได้ยินดังนั้นก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมานางรีบหลบสายตาจากเขาแทบจะทันที
ซูอี้หว่านกะพริบตาปริบแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง นางยิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า"ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้นข้าจะกล้าเรียกร้องให้ท่านตอบแทนบุญคุณได้อย่างไรกัน?”
"ยิ่งกว่านั้น…"
ซูอี้หว่านเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆพลางเอ่ยว่า "เรื่องความร่วมมือเราตกลงกันไปนานแล้วไม่ใช่หรือ"
กล่าวจบโดยไม่รอให้เซียวจวิ้นอันตอบ นางก็หมุนตัวเดินออกไปทิ้งพื้นที่ส่วนตัวให้นายกับบ่าว
ฉีเฟิงรู้สึกสงสัยว่าสตรีนางนี้มีฐานะใดมีความสัมพันธ์เช่นไรกับนายท่าน
ติดตามนายท่านมานานปีเขาเคยเห็นนายท่านพูดคุยหยอกล้อกับสตรีเช่นนี้เสียที่ไหน?
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปยังเซียวจวิ้นอันที่มีท่าทีเหมือนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างเห็นได้ชัดเขาลังเลแล้วลังเลอีก ท้ายที่สุดก็ยังมิกล้าถามความสงสัยที่อยู่ในใจได้แต่ปิดปากเงียบ
ทางด้านซูอี้หว่านเพิ่งออกไปได้ไม่นาน สถานพยาบาลก็ต้อนรับผู้ป่วยรายแรกอย่างแท้จริง
คนผู้นี้เป็นสตรีวัยยี่สิบปีดูภายนอกแข็งแรงดี มิได้มีอาการป่วยใดๆเพียงแต่เมื่อมองดูสีหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์โศกของนางก็เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องกลุ้มใจไม่น้อย
สายตากวาดมองสตรีสาวผู้นั้นรอบหนึ่งซูอี้หว่านก็เก็บความสงสัยในใจ หันหลังกลับไปนั่งที่โต๊ะส่งสัญญาณให้สตรีผู้นั้นนั่งลงตรงข้ามตนเอง จากนั้นจึงค่อยถามว่า"ท่านหญิง ไม่ทราบว่าท่านต้องการให้ข้าตรวจรักษาอาการใดท่านมีอาการอย่างไรบ้าง?"
สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองซูอี้หว่านระหว่างคิ้วเผยให้เห็นความลังเลอยู่บ้าง