พฤกษ์ฝันถึงดอกไม้สามดอก
ดอกแรกบานอยู่บนโต๊ะไม้เก่าที่มีคราบน้ำชาแห้งเป็วง กลีบสีขาวอมม่วงสั่นเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีลม ข้าง ๆ มีแก้วน้ำที่ก้นแก้วเหลือเกสรเป็วงตราเล็กเท่าปลายนิ้ว
ห้องทำงานของปกรณ์ยังมืดอยู่ ธามนั่งหลับพิงชั้นหนังสือโดยมีแท็บเล็ตวางคว่ำอยู่บนตัก ส่วนอคิราห์ยืนอยู่ใกล้หน้าต่าง มือข้างหนึ่งกดผ้าพันแผลบนข้อมือตัวเอง อีกข้างจับม่านไว้เหมือนกำลังฟังเสียงนอกบ้าน
รอยตราก้านใบบนฝ่ามือเข้มขึ้นกว่าเมื่อคืน เส้นวงนอกที่เคยจางเหมือนรอยช้ำ ตอนนี้คมชัดเป็สีน้ำตาลอมดำ มีเส้นเล็กเส้นหนึ่งแยกจากวงกลางไปถึงโคนนิ้วโป้ง เหมือนรากใหม่ที่เพิ่งแทงออกจากดิน
"อย่าแตะมัน"
พฤกษ์มองเขา "คุณรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น"
"ผมเดาได้"
"คุณเดาได้หลายเื่เกินไป"
"ฝันเห็นอะไร"
พฤกษ์กำมือช้า ๆ ความร้อนแล่นขึ้นมาตามแขน "ดอกไม้สามดอก ดอกหนึ่งอยู่บ้านนี้"
ธามลืมตาทันทีเหมือนไม่ได้หลับจริง "บ้านนี้?"
"บนบันไดหน้าห้องทำงานพ่อ" พฤกษ์ตอบ แล้วมองประตูห้องที่ยังปิดสนิท "แต่เมื่อกี้ไม่มี"
ธามหยิบแท็บเล็ตขึ้นมา เปิดภาพจากกล้องวงจรปิดที่เขาต่อไว้กับระบบบ้านชั่วคราว "กล้องทางเดินจับอะไรไม่ได้ ไฟดับ่สามนาทีตอนตีสามสิบเจ็ด พอกลับมา ภาพก็เป็แบบเดิม"
"เหมือนมันไม่ต้องเดินผ่านกล้อง" พฤกษ์พูด
"หรือมีคนรู้จุดบอด" ธามสวนกลับ แต่เสียงไม่ได้มั่นใจเหมือนเคย "ผมยังไม่ตัดคนออก"
อคิราห์ก้มมองฝ่ามือพฤกษ์ "รอยเพิ่มขึ้นหลังคุณฝัน ไม่ใช่หลังมีใครเข้าบ้าน"
"แปลว่ามันไม่ได้ส่งดอกไม้มาเพื่อขู่" พฤกษ์พูดช้า ๆ "มันส่งความจำมา"
"อย่าฟังนาน"
"คุณชอบบอกให้ผมห้ามทำอะไรตอนที่ผมจำเป็ต้องทำที่สุด"
"เพราะคุณเป็คนที่พอเห็นรากแล้วจะขุดต่อจนดินพัง" อคิราห์ตอบ
นี่ไม่ใช่ประโยคของอคิราห์คนเดียว มันมีเงาของปกรณ์อยู่ในนั้นอีกแล้ว พ่อของเขาเคยบ่นอะไรไว้มากแค่ไหน และอคิราห์เก็บมันไว้มากแค่ไหน พฤกษ์ไม่รู้ว่าควรโกรธหรือควรใจอ่อนกับการที่คนตรงหน้ารู้จักเขาผ่านเสียงของคนตาย
"ถ้าดินพัง ก็แปลว่าข้างใต้มีอะไรซ่อนอยู่"
ธามมองทั้งคู่สลับกัน "ผมรู้ว่าบรรยากาศมันเหมาะกับการพูดจาเหมือนรู้ใจกัน แต่ขอถามแบบคนต้องทำรายงานนะ เราจะไปไหนต่อ"
"สวน" พฤกษ์ตอบทันที
ธามปิดแท็บเล็ตแรงกว่าจำเป็ "ไม่"
"ธาม"
"ไม่ใช่ไม่ตลอดไป แต่ไม่ใช่ตอนที่มือคุณมีตราเพิ่มหลังฝัน แล้วสมุดพ่อคุณเพิ่งเขียนว่าคุณตอบรับ" ธามชี้ไปที่ฝ่ามือพฤกษ์ "ถ้าคุณเข้าไปแล้วมันนับเป็ขั้นต่อไปล่ะ"
"ถ้าผมไม่เข้าไป มันก็จะส่งคำตอบผ่านคนอื่น" พฤกษ์มองเขา "เมษาโดนแล้ว บ้านผมโดนแล้ว ต่อไปจะเป็ใคร"
อคิราห์พูดแทน "ถ้าไม่ไปหาแหล่งกำเนิด มันจะใช้ดอกไม้สามดอกนั้นเป็ปากแทนสวน"
พฤกษ์หันไปมองเขา "คุณสนับสนุนให้ผมเข้าไป?"
"ผมสนับสนุนให้คุณเข้าไปโดยมีทางออก"
"ทางออกคืออะไร"
อคิราห์ยกข้อมือที่มีผ้าพันแผลขึ้นเล็กน้อย "ผม"
พฤกษ์ไม่ทันได้ตอบ ธามก็ถอนหายใจยาว "ดีมาก เอาตัวเองเป็อุปกรณ์นิรภัย ฟังแล้วสบายใจสุด ๆ"
"ผมไม่ใช่อุปกรณ์" อคิราห์พูด
"ใช่ คุณเป็ปริศนาเดินได้ที่เืออกเมื่อเจอดอกไม้" ธามว่า "ผมยิ่งสบายใจ"
อคิราห์มองธามนิ่ง "ผมจะไม่ให้เขาพูดชื่อ"
ธามหยุดล้อทันที "ชื่อไหน"
"ชื่อที่สวนจำ"
พฤกษ์มองอคิราห์ "คุณรู้ชื่อมันไหม"
พฤกษ์ลุกขึ้น "งั้นไปถามคนที่อยากให้ผมจำ"
แสงอ่อนตกบนใบไม้เป็แผ่นบาง กลิ่นดินหลังฝนเมื่อคืนยังชื้นอยู่ตามทางเดิน เถาวัลย์ที่เคยเกาะกำแพงเหมือนเส้นเืดำวันนี้ดูนิ่งราวกับต้นไม้ธรรมดา ถ้าไม่รู้ว่ามีคนตายที่นี่ ถ้าไม่เคยได้ยินเสียงใบไม้พูดชื่อคน พฤกษ์อาจเชื่อว่าสวนนี้เป็แค่พื้นที่ร้างที่เมืองยังไม่รู้จะจัดการอย่างไร
ครั้งนี้มันหันช้า ๆ เป็ลำดับ จากต้นใกล้ประตูไปต้นลึกในสวน ราวกับข่าวการมาถึงของเขาถูกส่งต่อผ่านรากทีละ่
ธามกลืนน้ำลาย "ผมเกลียดเวลาหลักฐานทำตัวมีมารยาท"
"มันกำลังต้อนรับ" อคิราห์พูด
"หรือกำลังนับ"
พฤกษ์เดินนำไปยังเรือนกระจกเก่าที่เคยเป็หัวใจของสวน กลีบดอกไม้สีขาวม่วงใต้หลังคากระจกยังบานอยู่กลางวงราก แต่วันนี้มันไม่เหมือนเดิม
"สามดอกที่หายไปมาจากตรงนี้" ธามย่อตัวดูดินโดยไม่แตะ "รอยตัดไม่ใช่กรรไกรธรรมดา ขอบรากไหม้บาง ๆ เหมือนถูกทำให้ยอมปล่อย"
"ปลุกนอกขอบเขต" พฤกษ์พึมพำ
อคิราห์ยืนอยู่ห่างจากวงรากหนึ่งก้าว สีหน้าเขาซีดลงทันทีที่เข้ามาใกล้ดอกหลัก ผ้าพันแผลบนข้อมือเริ่มมีรอยแดงซึมออกมาเป็จุดเล็ก ๆ
อคิราห์ส่ายหน้า "อย่าออกจากวงทางเดิน"
"แผลคุณเืออก"
"มันไม่สำคัญ"
"สำหรับคุณอาจไม่" พฤกษ์ตอบ "สำหรับผมสำคัญ"
พฤกษ์หันกลับไปทางดอกไม้เร็วเกินจำเป็ ความร้อนบนหน้าไม่ได้มาจากตราในมือ เขาบอกตัวเองว่ามันเป็เพราะกลิ่นหวานจัดในเรือนกระจก เป็เพราะอากาศชื้น เป็เพราะเขานอนไม่พอ
"อย่าแตะราก" อคิราห์เตือน
"ผมจะแตะดิน"
"ดินก็จำได้"
"ผมถึงต้องถามมัน"
อคิราห์ก้าวเข้ามาใกล้พอที่เงาของเขาทับมือพฤกษ์ "ถ้าเสียงไหนเรียกชื่อคุณ อย่าตอบ"
"ผมรู้"
"ถ้าเสียงไหนพูดเหมือนพ่อคุณ อย่าเชื่อทันที"
"ผมรู้"
"ถ้าคุณได้ยินชื่อที่คิดว่าตัวเองจำได้ อย่าพูดตาม"
พฤกษ์เงยหน้ามองเขา "คุณกลัวอะไรที่สุด"
"กลัวคุณจำได้ก่อนผมจะหยุดทัน" อคิราห์ตอบในที่สุด
แต่เสียงของอคิราห์ในประโยคนั้นไม่ใช่เสียงของคน้าควบคุม มันเป็เสียงของคนที่ยืนอยู่หน้าประตูเดิมมานานสิบปี และทุกครั้งที่ประตูขยับ เขาก็ยังกลัวว่าจะมีใครถูกลากกลับเข้าไป
ไม่ใช่สวนร้าง ไม่ใช่พื้นที่ต้องห้าม แต่เป็สวนที่มีคนเดินดูแลทุกเช้า ทางเดินปูหินสะอาด เถาวัลย์ถูกผูกไว้กับซุ้มไม้ ดอกไม้สีขาวม่วงยังมีเพียงต้นเดียว และมันถูกล้อมด้วยเส้นด้ายสีขาวกับชามน้ำสามใบ
"อย่ากินชื่อของเขา" หญิงคนนั้นพูด
"เขาฝากเ้าไว้เพื่อกันมัน ไม่ใช่เพื่อให้เ้ากลายเป็มัน"
เสียงเด็กหัวเราะดังจากอีกฟากของสวน พฤกษ์หันไปเห็นเด็กสามคนวิ่งผ่านทางเดิน คนหนึ่งสะดุดเกือบล้ม หญิงคนนั้นหันไปดุ แต่ในดวงตามีรอยยิ้ม
คนกลุ่มหนึ่งยืนล้อมวงรากเดิม ชามน้ำแตกไปหนึ่งใบ ด้ายขาวขาดเป็่ ๆ ผู้ชายคนหนึ่งที่พฤกษ์มองหน้าไม่ชัดะโว่า "ผนึกไม่พอแล้ว มันต้องมีร่าง"
หญิงคนเดิมยืนขวางดอกไม้ "ร่างไม่ใช่คำตอบ"
"ถ้าไม่มีร่าง มันจะกินชื่อคนทั้งบ้าน"
"ถ้าให้ร่าง มันจะออกจากสวน"
"ข้าจะฝากเ้าไว้" เธอพูดกับดอกไม้ "จนกว่าคนที่จำชื่อถูกต้องจะมาปลด"
พฤกษ์เห็นคนตายหลายคนยืนเรียงอยู่หลังเถาวัลย์ กิตติภพ วิเชียร และใบหน้าที่เขายังไม่รู้จักอีกหลายหน้า ทุกคนอ้าปากเหมือนจะพูด แต่ไม่มีเสียงออกมา มีเพียงกลิ่นดอกไม้หวานจัดไหลออกจากปากแทน
"ผมไม่ได้เดินเข้าไปเอง"
"มีคนให้ผมพูดชื่อ"
อีกเสียงหนึ่ง แหบกว่า เบากว่า "กลิ่นจะจับตอนเรายืนยันชื่อจริง"
เหยื่อแต่ละรายไม่ได้แค่ได้กลิ่นดอกไม้ พวกเขาถูกพาไปถึงจุดที่ต้องพูดชื่อของตัวเอง หรือชื่อของคนที่ถูกตั้งเป้า บางคนพูดเพื่อยืนยันตัวตน บางคนพูดเพราะถูกถาม บางคนพูดเพราะเชื่อว่ากำลังทำพิธีช่วยใครสักคน
"ลูกของปกรณ์"
"คุณเป็ใคร" พฤกษ์ถาม
เธอไม่ตอบตรง ๆ "อย่าปลดฉันผิดคน"
"ใครคือคุณ ใครคือมัน"
แต่ความทรงจำบางอย่างกำลังขยับอยู่หลังหน้าผาก ภาพเด็กชายในคืนฝน ภาพปกรณ์อุ้มใครบางคน ภาพอคิราห์วัยสิบเก้ายืนหน้าซีดหลังรากไม้ ภาพป้ายชื่อที่ถูกตัดเหลือเพียง พฤ...
"ถ้าใครถามชื่อนั้น ห้ามตอบ" ปกรณ์พูด "จำแค่ว่าลูกชื่อพฤกษ์ วรากุล พอ"
"แล้วชื่อก่อนนั้นล่ะครับ"
"พฤ..."
"อย่าพูด" อคิราห์กดเสียงต่ำ ใบหน้าเขาอยู่ใกล้จนลมหายใจร้อนแตะริมฝีปากพฤกษ์ "ผมบอกแล้วว่าอย่าพูด"
"คุณรู้" เขาพูดเสียงแหบ "คุณรู้ว่ามีชื่ออื่น"
"ผมรู้ว่ามีสิ่งที่พ่อคุณยอมเสียทุกอย่างเพื่อไม่ให้คุณพูด"
"นั่นไม่ใช่คำตอบ"
"ตอนนี้คำตอบฆ่าคุณได้"
"ผมขอโทษที่ต้องทำลายฉากชีวิต แต่ดินขยับอยู่"
อคิราห์รวบตัวเขากลิ้งออกจากแนวราก เศษกระเบื้องแตกกระจายตรงจุดที่พวกเขานอนอยู่เมื่อครู่ ธามถอยหลังชนโต๊ะเพาะชำแล้วสบถเบา ๆ
ธามยกโทรศัพท์ขึ้นถ่าย ภาพบนหน้าจอกลายเป็สีเทาอมเขียวทันที แต่เขายังกดบันทึกต่อด้วยสีหน้าดื้อไม่แพ้ใคร
"ไม่ใช่วันนี้" เขาพูด
"ธาม" พฤกษ์เรียก "ถ่ายตรงพื้น"
"กำลังถ่าย ถ้ามันไม่กินไฟล์ผมอีก"
"อย่าให้มันได้ร่าง"
"ให้ร่าง"
พฤกษ์กัดฟัน "คุณ้าอะไรจากผม"
อคิราห์หันมาทันที "อย่าถามแบบนั้น"
เส้นที่ชี้ไปทางอคิราห์เข้มกว่าเส้นที่ชี้มาทางพฤกษ์
ธามเห็นด้วย "อคิราห์...เืคุณเป็เงื่อนไข"
"ไม่ใช่เงื่อนไขที่ครบ" อคิราห์ตอบทันที
"แต่เป็ส่วนหนึ่ง"
อคิราห์ไม่ตอบ
พฤกษ์จับข้อมือเขาไว้ คราวนี้อคิราห์ไม่สะบัดหนี
"พอแล้ว" พฤกษ์พูด "ออกไป"
"คุณยังไม่รู้คำตอบ"
"ผมรู้มากพอจะไม่ยอมให้คุณเืออกแทนผมอีก"
ประโยคนั้นทำให้อคิราห์มองเขานิ่ง
ในแววตาอีกฝ่ายมีอะไรบางอย่างเกือบแตกออกมา ไม่ใช่คำสารภาพ ไม่ใช่คำรัก แต่เป็ความเหนื่อยล้าของคนที่อยากถูกห้ามสักครั้งและไม่รู้ว่าควรรับมันอย่างไร
พฤกษ์ออกแรงดึง
อคิราห์ยอมตาม
พวกเขาถอยออกจากวงรากทีละก้าว ธามเดินถอยหลังตามโดยไม่ลดโทรศัพท์ลง ดอกไม้ไม่ไล่ แต่มอง พฤกษ์รู้ว่ามันมอง แม้ดอกไม้ไม่มีตา
เมื่อถึงปากประตูเรือนกระจก เสียงหญิงในอดีตดังขึ้นอีกครั้ง เบากว่าครั้งก่อน
"ชื่อคือกุญแจ"
เสียงต่ำตอบจากใต้ดิน
"ชื่อคือประตู"
แล้วทั้งสองเสียงพูดพร้อมกัน
"พฤกษ์ วรากุล เป็ชื่อที่พ่อคุณให้"
พฤกษ์หยุดหายใจ
อคิราห์บีบข้อมือเขาแน่นขึ้น
กลีบดอกไม้กลางวงรากหันมาทางพวกเขาเต็มที่
"แต่ไม่ใช่ชื่อที่สวนจำ"