เพียงครึ่งวันมู่ไห่เฉินก็อ่อนล้ามือไม้จับกระบี่ยังสั่นระริกไม่อาจจะหยุดได้ หันไปยังฝั่งศิษย์พี่นางยังสงบในแบบของนาง นิ้วมือนางแม้งดงามแต่ก็ผิวด้านไม่รู้ว่าเพราะจับเครื่องดีดมานานหรือกระบี่ในมือนางนั้นต้องผ่านวีรกรรมมามากมายเพียงใด
“วันนี้การประลองก็พอแต่เพียงเท่านี้เถอะ วันนี้เ้าอยากรู้สิ่งใด หากข้ารู้ข้าจะช่วยชี้แนะให้เ้า”
มู่ไห่เฉินนึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากจะมั่วแต่ฝึกยุทธ์ก็คงจะน่าเบื่อเกินไป
“ท่านจะช่วยสอนดนตรีให้ข้าได้หรือไม่”
ศิษย์พี่ได้ยินก็ทำสีหน้าแปลกใจ นางคิดว่าจะให้ช่วยชี้แนะยอดวิชาจากนางเสียอีก นางก็ยิ้มออกมาก่อนจะเดินไปยังซอกหินและหยิบกล่องโลหะสีดำขนาดเท่าฝ่ามือ ยาวสักครึ่งแขน
นางวางลงอย่างประณีตก่อนจะปลดผนึกเปิดหีบนั้นออกมา ด้านในมีวัตถุถูกคลุมด้วยผ้าอีกชั้น และเมื่อเปิดออกก็กลายเป็ขลุ่ยหยกสีเขียวฟ้าผสานกัน
ศิษย์พี่ยกขลุ่ยขึ้นมาดูอย่างถ้วนถี่ก่อนจะนำขลุ่ยมาลอง นางค่อย ๆ เป่าลมเหมือนพยายามไล่ตัวโน้ต
“รับนี้ไปสิ ไม่ได้ใช้งานมานาน แต่เหมือนจะยังใช้งานได้อยู่”
ศิษย์พี่ยื่นขลุ่ยให้มู่ไห่เฉินรับไว้ เขารับขลุ่ยพร้อมกับตรวจสอบขลุ่ยอย่างละเอียดก็พบว่าขลุ่ยเล่มนี้สลักชื่อของศิษย์พี่เอาไว้
มู่ไห่เฉินเริ่มเป่าขลุ่ยสองสามครั้ง นี่ทำให้นึกถึง่อดีตสมัยมัธยมปลาย จำได้ยามนั้นคุณครูเคยให้เลือกเครื่องดนตรีจีนมาเล่น ตอนนั้นเขาเลือกขลุ่ยจีนโบราณ นั้นก็เพียงเพราะเครื่องดนตรีมีราคาถูก ใช้งานง่าย แต่เขาจำได้ตอนนั้นมันไม่ง่ายเหมือนที่คิด การเป่าขลุ่ยให้ออกเสียงนั้นเขายังต้องพยายามอยู่นาน จนกระทั่งต้องไปขอให้ครูดนตรีช่วยสอน
เขาจำได้ว่าเพลงที่เขาเลือกสอบนั้นคือบทเพลงจากเื่อนิเมะเื่หนึ่ง เนื่องจากตัวเพลงตอนที่เขาฟังนั้นมีความไพเราะ อีกทั้งไม่ยาวจนเกินไป ถึงจะพูดเช่นนั้นเขาก็ใช้เวลาทั้งเทอมเพื่อจะฝึกฝนมัน
มู่ไห่เฉินเริ่มบรรเลงไล่โน้ตโดเรมีจากความทรงจำก่อนจะกลืนน้ำลายและเริ่มเป่าขลุ่ยบทเพลงที่อยู่ในความทรงจำ
เขาเป่าขลุ่ยตามบทเพลงที่เคยเล่น มีบาง่ก็ติดขัดต้องไล่โน๊ตอยู่สองสามครั้ง แต่สุดท้ายแล้วก็สามารถเป่าจนจบบทเพลงได้
“บทเพลงแปลกใหม่น่าสนใจ ข้าแม้ฟังมามากมายหลายบทเพลง แต่เพลงนี้นับว่าน่าสนใจมาก ไม่รู้ว่าบทเพลงนี้มีชื่อว่าอย่างไร แล้วเ้าเรียนรู้มาจากผู้ใด” เสียงจากศิษย์พี่ที่ดูมีท่าทีสนใจ
มู่ไห่เฉินครุ่นคิด หากจะบอกว่าบทเพลงนี้คือมาจากอนิเมะที่ดูก็คงจะแปลกเกินไป อีกทั้งชื่อเพลง ความหมายของเพลงตอนนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
“บทเพลงนี้มีชื่อว่าเคียงคู่ ข้าเคยฝึกจากผู้เฒ่าประหลาดผู้หนึ่ง แต่ทว่าความสามารถเื่ดนตรี เมื่อสักครู่ก็เป็ทั้งหมดของข้าแล้ว”
นางนั่งนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกู่ฉินขึ้นมาดีดท่วงทำนองเพลงเมื่อสักครู่ นางเล่นถูกเล่นผิดอยู่สองสามครั้งก่อนที่จะเริ่มต้นใหม่และเล่นจนจบเพลงได้ บทเพลงที่นางเล่นยังแต่งเติมส่วนที่ขาด และเพิ่มเติมตัวโน๊ตใหม่เข้าไปทำให้บทเพลงรื่นไหลยิ่งขึ้น
มู่ไห่เฉินที่นั่งฟังยังต้องทึ่งกับความสามารถของนาง ไม่คิดไม่ฝันว่าเพียงนางฟังแค่ครั้งเดียวก็สามารถเล่นตามได้แล้ว ทั้ง ๆ ที่ตอนที่เขาเล่นนั้นขาด่ขาดตอนไปมา
่บ่ายก็กลายเป็การฝึกดนตรีของมู่ไห่เฉิน อีกทั้งมู่ไห่เฉินเองก็ได้พยายามถ่ายทอดเื่ตัวโน๊ต โด เร มี ให้ศิษย์พี่ฟัง นางฟังอย่างตั้งใจ แม้มู่ไห่เฉินจะมีความรู้เื่ดนตรีแบบตื้นเขินมากก็ตาม
ทุก ๆ วันมู่ไห่เฉินมีความสุขมาก ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ไม่เคยมีใครพูดคุยสนทนาเช่นสหายเรื่อยเปื่อยได้มากมายถึงเพียงนี้ แม้ศิษย์พี่คล้ายจะเป็คนพูดน้อย แต่นางก็พยายามตอบและพูดคุยด้วยเสมอ อาจจะด้วยที่ว่าเห็นมู่ไห่เฉินเป็ศิษย์น้อง เลยพยายามใส่ใจเป็พิเศษ
หลังจากวันนั้นมู่ไห่เฉินก็พกขลุ่ยศิษย์พี่ติดหลังตลอดเวลา เพียงเวลาสั้นๆเขาเองก็รู้สึกว่าชีวิตนั้นมีความสุขมาก ๆ แต่ความสุขนั้นก็ไม่ได้อยู่ยั่งยืนตลอดไปดั่งวลีที่ว่าไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา
“วันสุดท้ายแล้ว แสดงให้ศิษย์พี่ผู้นี้เห็นหน่อยว่าเ้าพัฒนามากขึ้นเพียงใด”
เสียงจากศิษย์พี่ที่นุ่มนวลสดใสดั่งเช่นเคยที่พูดกับมู่ไห่เฉิน แต่คำพูดนี้กลับสะท้านอยู่ในอก
“วันสุดท้ายหรือ หมายความว่าอย่างไร ท่านจะไปแล้วหรือ เหตุใดไม่บอกข้าล่วงหน้าหลายวันหน่อย หรือเพราะเกิดเหตุอันใดท่านถึงจากไปเร็วเช่นนี้”
คำถามที่ค้างคาใจมากมายล้วนถูกพูดออกมาอย่างไม่เป็สับเป็คำ และไม่ถูกเรียบเรียงแต่อย่างใด
“อาจารย์ให้ข้ามาช่วยฝึกเ้าเดือนเดียว เื่นี้เ้าไม่รู้หรือ เอาเป็ว่า ต้องโทษศิษย์พี่ที่ลืมบอกเ้า เช่นนั้นวันนี้ก็มาเต็มที่กันเถอะ”
มู่ไห่เฉินว้าวุ่นจิตใจทันทีเมื่อรู้แล้วว่าศิษย์พี่จะจากไปในวันพรุ่งนี้ เขาหลับตาลง และพยายามตั้งสติอีกครั้ง
“วันนี้ข้าจะแสดงฝีมือที่มีให้เต็มที่ ศิษย์พี่รับมือ”
มู่ไห่เฉินพูดเสร็จก็ชักกระบี่พุ่งตรงเข้าไป ก่อนจะฟาดกระบี่อย่างดุดัน ศิษย์พี่เองก็ไม่ได้อ่อนข้อให้ ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด เพลงกระบี่ประจำสำนักนั้นปะทะกันดังสนั่น มู่ไห่เฉินใช้เพลงกระบี่เดียวพลันสลับกระบี่คู่สลับไปมา เขาพยายามแสดงความสามารถพลิกแพลงอย่างสุดความสามารถ
ซูเหมยหลินเห็นเช่นนั้นก็เริ่มออกท่วงท่าที่แปลกใหม่ สิ่งนี้แน่นอนไม่ใช่วิชาของสำนัก แต่ก็มีหลายส่วนที่เป็วิชาสำนัก แท้จริงแล้วกระบวนท่าไม่จำเป็ต้องเป็เช่นนั้นเสมอไป แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ยิ่งการต่อสู้จริงยิ่งต้องรู้จักพลิกแพลงกลยุทธ์เพื่อเอาชนะ
มู่ไห่เฉินเมื่อเห็นว่ากระบวนท่าของศิษย์พี่ผิดแปลกไป ยิ่งตนใช้กระบวนท่าสำนักก็ยิ่งถูกดักทาง ดังนั้นการต่อสู้จึงเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ สองมือตั้งรับจู่โจมอย่างมั่นคง
อย่างไรก็ดีศิษย์พี่ก็ใช้วิชาฝ่ามืออัดลมปราณผ่านอากาศซัดใส่อกมู่ไห่เฉิน กระบวนท่านี้แม้จะแปลกใหม่ แต่มู่ไห่เฉินเองก็ััถึงพลังนี้ได้ เขาพยายามตั้งรับด้วยลมปราณ แต่นั้นก็ทำให้ต้องเสียหลัก กระบวนท่าแตกสลายเปิดโอกาสให้กระบี่ศิษย์พี่พุ่งตรงเข้ามายังใบหน้า
มู่ไห่เฉินยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี ครั้งนี้เหมือนศิษย์พี่จะสอนบทเรียนอันใหญ่หลวงให้มู่ไห่เฉิน แม้นางไม่ได้พูดแต่ก็แสดงออกมาให้เห็นจนหมด บางทีมู่ไห่เฉินก็คิดว่าวิธีเช่นนี้เข้าใจง่ายกว่าการพูดเสียอีก
“บทเรียนสุดท้ายของท่านนี้ ล้ำค่าจริง ๆ ขอบคุณท่านมากศิษย์พี่”
ซูเหมยหลินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกโล่งใจที่มู่ไห่เฉินเข้าใจเจตนาของตน นางยังมองอีกว่าศิษย์น้องผู้นี้มีความนึกคิดที่ยอดเยี่ยม ไม่กี่ปีก็คงสามารถพัฒนาตัวเองไปได้ไกลแน่นอน
มู่ไห่เฉินล้มตัวนอนลงบนพื้นอย่างโล่งอก ในหัวเหมือนสับสนแต่ก็ว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้หลังจากนี้จะเป็เช่นไร
เขาพยายามควบคุมลมหายใจจ้องมองก้อนเมฆที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า จากนั้นก็หลับตาพยายามรับฟังเสียงลมที่พัดผ่านกิ่งไม้ เสียงน้ำที่ไหลอย่างต่อเนื่องไร้สิ้นสุด อากาศที่เย็นสบายเมื่อต้องสายลมพัดผ่าน
“นี่คือระบบให้คำแนะนำ”
“ท่านได้รับระบบจำแนกวิชา หลังจากนี้ท่านจะสามารถจำแนกวิชาของบุคคลอื่นได้ และยังสามารถเลือกดาวน์โหลดทีละวิชาได้”
มู่ไห่เฉินลืมตาขึ้นอย่างตื่นเต้น นานแค่ไหนแล้วที่ระบบให้คำแนะนำไม่ได้ให้ระบบที่ยอดเยี่ยมในการพัฒนาตัวเอง ครั้งนี้ระบบเหมือนได้มอบหนทางการพัฒนาตนเองที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งแล้ว
มู่ไห่เฉินรีบลุกขึ้นนั่งและจ้องมองไปยังศิษย์พี่ แล้วก็เป็อย่างที่คิด เขาสามารถเลือกจำแนกและมองเห็นทุกวิชาที่ศิษย์พี่มี ไม่ว่าจะเป็วิชาในสำนักหรือนอกสำนัก ประสบการณ์การต่อสู้ ประสบการณ์ด้านอักษร และประสบการณ์ด้านดนตรี
ที่สำคัญคือการเลือกดาวน์โหลดแต่ละวิชายังใช้เวลาของตนเอง ซึ่งมันดีกว่าการเลือกดาวน์โหลดทั้งหมดจากเมื่อก่อนมาก เพราะถ้าเป็อย่างเมื่อก่อน การดาวน์โหลดนั้นจะได้ทุกสิ่งที่คนผู้นั้นมี แต่กลับใช้เวลามากมายจนมองว่าแทบเป็ไปไม่ได้ที่จะสามารถพัฒนาตนเองได้อีก
“เ้าจ้องมองข้าเช่นนั้นหมายความว่าเช่นไร”
มู่ไห่เฉินได้ยินก็รู้ตัวว่าตนเองนั้นมีใบหน้าที่เปียมสุขและกำลังจ้องมองศิษย์พี่อยู่
“ข้าแค่ดีใจที่มีท่านเป็ศิษย์พี่ พรุ่งนี้จากกันแล้วไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะได้เจอท่านอีก”
ซูเหมยหลินหัวเราะออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็
“ไร้เดียงสานัก ปีหนึ่งข้าจะกลับมาครั้งสองครั้ง อย่างไรเสียเราจะได้เจอกันทุกปีแน่นอน”
มู่ไห่เฉินได้ยินก็นึกขึ้นได้ว่าเป็จริงเช่นนั้น นางไม่ได้จะจากไปตลอดกาล อย่างไรเสียช้าเร็วก็ต้องได้พบกันอีก
“ศิษย์พี่คืนนี้ท่านจะอยู่เป็เพื่อนข้าดึกเสียหน่อยได้หรือไม่”
ซูเหมยหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ได้สิ ถือเป็การไถ่โทษที่ศิษย์พี่ไม่ได้แจ้งวันกลับให้เ้าแล้วกัน”