เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

เล่มที่ 9 ตอนที่ 251 : ง่ายต่อการตอบสนอง

        เมื่อสิ้นเสียงท้าทายของหยางเฉิน ประตูตู้คอนเทนเนอร์ก็ค่อยๆ แง้มเปิดออกมา เผยให้เห็นร่างของกลุ่มคนที่อยู่ด้านใน ค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดทีละคน

        คนแรกที่เดินออกมาเป็นชายวัยกลางคน ผิวขาว ที่สูงประมาณ 180 เซนติเมตร เขาอยู่ในชุดพักผ่อนสบายๆ พร้อมด้วยกางเกงยีนแนวคาวบอยตะวันตก

        ในมืออีกข้างของเขาถือกระเป๋าเดินทางเอาไว้ ราวกับว่ามาพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ประเทศจีน ทำให้เขาดูเหมือนกับนักท่องเที่ยวที่ไร้ซึ่งกลิ่นอายของอันตรายใดๆ โดยสิ้นเชิง

        “ท่านเฮดีส เป็นเกียรติที่ได้พบมากครับ ผม โมลิน สก็อต รอต เป็นผู้นำทีมเหยี่ยวทะเลในครั้งนี้ครับ” โมลินแนะนำตัวเองกับหยางเฉิน

        หยางเฉินยื่นมือไปทักทายโมลิน “โมลิน คุณแต่งตัวดูดีมากนะ”

        ที่ด้านหลังของโมลิน ยังมีคนอีกกว่าสิบชีวิตคนเดินออกมา แต่ละคนมีสีผิวที่แตกต่างกันไปทั้งคนผิวดำและคนเอเชีย โดยสามคนเป็นผู้หญิงและอีกแปดคนเป็นผู้ชาย ซึ่งทั้งหมดต่างสวมเสื้อผ้าแฟชั่นฤดูหนาวที่เหมาะสำหรับมาพักผ่อนเสียมากกว่า อีกทั้งยังจูงกระเป๋าเดินทางออกมา ทำให้ทั้งหมดดูเหมือนไม่ใช่พวกทหารรับจ้างมือฉมัง แต่เหมือนกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไปเช่นเดียวกับโมลิน

        “ท่านเฮดีส พวกกองพลน้อยเหยียนหวงนั้นเก่งกาจเกินไปจนพวกเราไม่ทันระมัดระวังตัวเอง โชคดีที่ท่านมาทันเวลา ไม่อย่างนั้นพวกเราคงได้วิ่งเที่ยวไปทั่วเมืองแน่ ฮ่าๆ!” โมลิน พูดขึ้นขณะยิ้มให้กลุ่มคนที่เหลือ

        หยางเฉินมองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังของโมลิน ที่แต่ละคนดูไม่มีพิษภัยใดๆ เขาถอนหายใจออกมาด้วยความชื่นชม ซึ่งต่อให้เป็นหยางเฉินหากว่าเขาไม่รู้จักกันมาก่อนก็คงยากจะบอกได้ว่า คนพวกนี้เป็นถึงหน่วยพิเศษที่ถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจเป็นการเฉพาะ

        “พวกคุณทานอาหารเย็นมาหรือยังครับ?” หยางเฉินถาม

        เมื่อได้ยินดังนั้นหลายคนในกลุ่มก็หันกลับมาหาเขาด้วยความแปลกใจ หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นติดตลกด้วยสำเนียงอิตาลี “โอ้? หรือท่านเฮดีสกำลังจะชวนพวกเราไปทานข้าว?!”        

        “อเดลิน ไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งกินขนมปังมาตั้งแต่ก่อนจะออกจากเยอรมันแล้วไม่ใช่เหรอ” หนึ่งในสมาชิกทีมที่เป็นผู้หญิงเอ่ยขึ้น เธอดูตัวเล็กกะทัดรัดเป็นอย่างมาก “เธอต้องแพ้ฉันเรื่องลดน้ำหนักครั้งนี้แน่”

        “ตั้งแต่เดินทางมา ฉันกินแค่น้ำผลไม้ไปหน่อยเดียวเองนะ แฟนนี่” อเดลินกล่าวขึ้นอย่างหดหู่

        เหล่าสมาชิกทีมเหยี่ยวทะเลต่างถกเถียงเรื่องอาหารขึ้นชื่อภายในประเทศจีน พวกเขาเอาแต่ถามว่าหยางเฉินจะพาไปกินอะไรทั้งหมดเดินตามหยางเฉินไปยังท่าเรือโดยที่ไม่สนใจเหล่ากองกำลังพิเศษที่กำลังเล็งปืนมาแม้แต่นิด ถึงแม้ว่าทีมเหยี่ยวทะเลดูเหมือนจะไม่มีอาวุธแม้แต่คนเดียว

        หยางเฉินยิ้มขึ้นมาเมื่อได้เห็นเหล่าทีมมังกร “ผู้รู้ว่าคุณดูจะภาคภูมิกับหน่วยของคุณมาก แต่ผมจะปล่อยให้พวกเขาท้องร้องก็ไม่ได้เช่นกัน ถ้ายังอยากจะสู้ผมแนะนำให้เรากินอาหารเสร็จก่อนดีกว่า ยังไงพวกคุณก็มีกระสุนเหลือเฟืออยู่แล้ว”

        เมื่อได้ยินดังนั้น โมลินก็ยิ้มให้คำพูดของหยางเฉินทันที

        หยางเฉินหันไปบอกให้สมาชิกที่เหลือตามเขาไป เมื่อทั้งหมดเดินผ่านทีมมังกรไปก็ไม่มีใครกล้าขัดพวกเขาแม้แต่คนเดียว ทีมมังกรได้แต่มองทั้งหมดเดินห่างไปเงียบๆ เท่านั้น

        ในตอนนั้นเองหยงเย่เพิ่งจะล้างคราบเลือดจากอาการบาดเจ็บก่อนหน้าก็ค่อยๆ โผล่ออกมาจากที่ซ่อน มันไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับหยางเฉินตรงๆ อีกต่อไป

        เมื่อหยงเย่เห็นหยางเฉินนำทีมเหยี่ยวทะเลทั้ง 2 คนจากไป เขาก็กัดฟันด้วยความโกรธก่อนจะหันไปคุยกับฮุยอี “ทำไมไม่หยุดพวกนั้น! คุณกลัวพวกเขาเหรอ?!”

        “พวกนั้นไม่มีจิตสังหาร” ฮุยอีตอบเสียงเรียบ

        “จิตสังหารของพวกนั้นถูกซ่อนเอาไว้ แต่จิตสังหารที่มาจากหน่วยพิเศษมันน่ากลัวยิ่งกว่า!”

        หยงเย่กล่าวด้วยความโกรธ “คุณจะให้ตัวอันตรายทั้ง 12 คนเข้าไปจงไห่จริงๆ?”

        ฮุยอีคิดถึงอดีตที่ผ่านมาอย่างช้าๆ “หยงเย่ พ่อแม่ของนายเป็นถึงคนใหญ่คนโตของรัฐบาล อีกทั้งยังมียศในตำแหน่งทางการทหารด้วย แต่นายคิดว่านายอยู่เหนือกว่าคนอื่นจริงๆ งั้นหรือ อีกอย่างหนึ่ง นายบอกว่าฉันกลัวเขา? นั่นก็ใช่! ฉันกลัวหยางเฉิน หรือนายไม่กลัว?”

        หยงเย่เงียบลงทันที

        ในตอนนั้นเองบุปผาพิรุณก็พูดแทรก “พวกเขาไม่ได้เอาอุปกรณ์ทางการทหารหรืออาวุธสงครามใดๆ เข้าสู่จงไห่ อีกทั้งยังไม่แสดงความเป็นศัตรูด้วย บางทีพวกเราก็ไม่ควรจะมุทะลุไปมากกว่านี้”

        หยงเย่เฝ้ามองบุปผาพิรุณพูดจนจบ แววตาของมันฉายแววหลงใหลออกมา “ก็ดี... นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่หนิงเอ๋อร์พูดช่วยพวกมันน่ะ”

        บุปผาพิรุณขมวดคิ้ว “หยงเย่ มันจะดีกว่านี้ถ้าคุณให้ความสนใจและใช้คำพูดกับฉันให้มันเป็นทางการมากกว่านี้”

        “ได้... ได้สิ ดอกไม้ของผม” หยงเย่ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะโดยปกติแล้วบุปผาพิรุณที่ไม่เคยพูดกับเขาหันมาตอบเขาในครั้งนี้

        เหล่าสมาชิกทีมมังกรรู้สึกสงสารหัวหน้าของเขาเป็นอย่างมากที่กำลังไล่ตามความรักอยู่แค่ฝ่ายเดียว

        หลังจากนั้นประมาณสิบนาที หยางเฉินก็โทรหาเฉียงเวยให้เธอนำรถ และคนมารับทีมเหยี่ยวทะเลเข้าไปยังตัวเมืองจงไห่

        หยางเฉินไม่ได้มีความคิดที่จะพาคนทั้งหมดมานั่งทานอาหารแผงลอยริมถนนนี่ เพราะนอกจากบางร้านจะไม่ค่อยสะอาดแล้ว ทีมเหยี่ยวทะเลที่เป็นชาวต่างชาติทั้งหมดยังดูจะเป็นจุดเด่นมากจนเกินไปด้วย ก่อนหน้านี้เขามาทานอาหารกับโม่เชี่ยนนี ทำให้หยางเฉินไม่สนใจเรื่องความสะอาดสักเท่าไร อีกอย่างหนึ่งในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ การได้ทานพวกของร้อนและของขบเคี้ยวริมทางก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน

        โมลิน และคนอื่นๆ ไม่เคยพบเห็นการขายอาหารข้างทางในลักษณะนี้มาก่อนในต่างประเทศ พวกเขาจึงตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้นทันที

        โดยเฉพาะเมื่อหยางเฉินบอกว่าร้านพวกนั้นยังเป็นแค่ร้านธรรมดาๆ ภายในเมือง โมลิน และคนอื่นๆ ก็แทบจะหลงรักในแผ่นดินจีนทันที!

        ถึงแม้ว่าหยางเฉินจะเติบโตในต่างประเทศ แต่เขาก็รู้ว่าอาหารจีนนั้นราคาถูกและปริมาณเยอะกว่ามาก คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่คนพวกนี้จะตื่นเต้นเมื่อได้เห็นอาหารหลากหลายอย่าง

        หลังจากที่ตระเตรียมทานข้าวแล้ว หยางเฉินก็พาทีมเหยี่ยวทะเลไปหาเฉียงเวยที่แก๊งหนามแดง แต่ที่ที่เขาพามานั้นเป็นหนึ่งในธุรกิจของแก๊งคือโรงแรมหรูระดับห้าดาว แตกต่างจากบาร์ที่เขามักจะไปหาเฉียงเวยเป็นประจำ เมื่อมาถึงที่โรงแรม เฉียงเวยและลูกน้องที่ไว้ใจได้ก็ออกมาต้อนรับพวกเขาทันที

        เมื่อเฉียงเวยเห็นหยางเฉินเริ่มต้นแนะนำกลุ่มคนต่างชาติกลุ่มนี้ เธอก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องเป็นกลุ่มคนที่ไม่ธรรมดาแน่นอน

        โดยเฉพาะกับพวกโมลิน ที่กำลังเดินมาทักทายเธอด้วยความเคารพ

        เมื่อโมลิน และคนอื่นๆ เห็นเฉียงเวยออกมาต้อนรับ พวกเขาก็หันไปถามหยางเฉินด้วยความอยากรู้ทันที “ท่านเฮดีส อย่าบอกผมนะว่าคนคนนี้คือเพอร์เซโฟนีของท่านตามข่าวลือ?”        

        หยางเฉินขมวดคิ้วงุนงง “นายรู้ได้ไงว่าฉันแต่งงานแล้ว?”

        โมลินหัวเราะแหะๆ พร้อมทั้งแย้มยิ้มกว้างออกมา “ก่อนหน้านี้เจนติดต่อกับสำนักงานใหญ่ของเรา เธอบอกว่าท่านเฮดีสแต่งงานแล้ว ในตอนแรกใครๆ ก็ไม่เชื่อเธอ แต่หลังจากที่เธอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าท่านแต่งงานไปแล้ว พวกเราก็เริ่มลังเลขึ้นมา จนกระทั่งได้เจอภรรยาของท่านตัวเป็นๆ นี่แหละ งดงามสมกับที่จะเป็นราชินีของพวกเราจริงๆ ครับ”

        “นี่เฉียงเวย เธอเป็นผู้หญิงของฉัน แต่ก็ไม่ได้มากไปกว่านั้น”

        หยางเฉินรู้สึกไม่เต็มใจนักที่จะต้องอธิบายเรื่องนี้ให้กับทุกคนฟังต่อหน้าเฉียงเวย บางทีครั้งหน้าที่เขาเจอเจน เขาคงต้องไปบ่นกับเธอสักหน่อยว่าอย่าพูดอะไรให้มากเกินไปนัก

        โมลินและสมาชิกในทีมพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว พวกเขาเดินไปทักทายเฉียงเวยทีละคนด้วยภาษาจีนที่ดูแปร่งๆ

        เมื่อหลายคนเข้ามาทักทายเธอ เฉียงเวยก็เอ่ยถามหยางเฉินด้วยความสนใจ “ที่รัก คุณไม่คิดจะแนะนำเพื่อนๆ ของคุณให้ฉันรู้จักบ้างเหรอคะ?”

        “นี่โมลิน ส่วนคนที่เหลือเป็นคนที่มาช่วยผมจัดการงานและเรื่องบางเรื่องครับ”

        หยางเฉินหลีกเลี่ยงชื่อของคนที่เหลือไป

        ผู้หญิงที่ชื่อแฟนนี่พูดขึ้นพร้อมทั้งรอยยิ้ม “พี่สาวเฉียงเวยสวยมากเลยนะคะ อีกอย่างหนึ่งโรงแรมนี้ก็ดูสวยงามเช่นเดียวกัน ขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่ดีอย่างนี้จริงๆ ค่ะ”

        “อย่าทำให้ขายขี้หน้าล่ะแฟนนี่ ทั้งชีวิตเธอเจอแต่ผู้หญิงตะวันตกนี่ แค่เจอสาวจีนหน่อยก็พูดตะกุกตะกักแล้วเหรอ” สมาชิกอีกคนในทีมหัวเราะใส่

        แฟนนี่หน้าแดงก่อนจะหันเตะก้นสมาชิกในทีมคนเดิม "ครั้งหน้าฉันจะใช้รองเท้าส้นสูงจิ้มก้นนายเรียงคนซะ!”

        เพราะเฉียงเวยไม่ได้รู้ภาษาต่างประเทศมากทำให้เธอไม่เข้าใจว่าทั้งสองพูดอะไรนัก แต่หยางเฉินก็แปลให้เธอฟังอย่างไม่ขาดตกแม้แต่คำเดียว

        เธอหันมายิ้มให้เขาก่อนจะขอบคุณหยางเฉินที่ช่วยแปลให้

        หยางเฉินหันกลับมาพูดกับโมลิน และคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้ม “คนรักของผมพูดภาษาต่างประเทศไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นนับแต่นี้พวกคุณต้องฝึกภาษาจีนให้คล่อง เริ่มเสียตั้งแต่วันนี้เลย เฉียงเวยจะเป็นคนดูแลพวกที่อยู่และอาหารการกินให้กับพวกคุณ ผมหวังว่าพวกคุณจะสามารถฝึกภาษาจีนจนคล่องได้นะ”

        โมลิน พูดภาษาจีนติดๆ ขัดๆ ขึ้นมา “เอ่อ พี่สาวเฉียงเวย ต้องขอโทษจริงๆ นะครับ ภาษาจีนนั้นค่อนข้างจะยากเป็นอย่างมาก แต่พวกเราจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพราะท่านเฮดีสของคุณเป็นคนสั่งเรามา”        

        เมื่อเฉียงเวยได้ฟังภาษาจีนแปลกๆ นั้น เธอก็ไม่ได้สังเกตคำพูดของโมลินนัก

        “ไม่ต้องห่วง ทางเรารับหน้าที่ดูแลที่อยู่ของพวกคุณอยู่แล้ว ถ้ามีอะไรก็บอกพนักงานของโรงแรมได้ รับรองว่าพวกเขาจะบริการให้อย่างดีที่สุดแน่นอน”

        “พวกเราไปกินอาหารแผงลอยได้หรือเปล่า?” โมลิน ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

        “แผงลอย?” เฉียงเวยรู้สึกงุนงงกับคำพูดของโมลิน        

        หยางเฉินกระแอมไอออกมาสองสามครั้งก่อนจะอธิบายให้เธอเข้าใจ

        เฉียงเวยยิ้มให้หยางเฉินอย่างอารมณ์ดีครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินนำหยางเฉินและกลุ่มเหยี่ยวทะเลไปยังโต๊ะอาหารที่จัดเอาไว้        

        “เดี๋ยวฉันจะทำอาหารอร่อยๆ ให้กินเอง” เฉียงเวยไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะให้กับคนเหล่านี้ดี

        เหล่าสมาชิกทีมเหยี่ยวทะเลต่างหันมาหาเธอด้วยแววตาหิวกระหายทันที

        “โอ้ บางทีคุณนายเฉียงเวยอาจไม่ใช่คนจีนก็ได้ ดูแล้วเธอน่าจะเป็นพระแม่มารีผู้มีเมตตามากกว่านะ!”

คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน