ต้นไม้ในป่าแถบนี้มีความสูงใหญ่กว่าชายป่าด้านนอกและมีจำนวนต้นขึ้นหนาแน่นมากกว่ายอดไม้้าเบียดเสียดกันก็ปิดคลุมแทบไม่มีแสงตะวันส่องลงมาถึงพื้นดิน จิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์สองคนเดินสำรวจพื้นที่ที่หล่นลงมาเกือบค่อนวันจู่ๆก็มีเสียงหึ่งๆดังแว่วมาจากทางด้านหน้าเสียงนี้ฟังดูคล้ายเสียงสัตว์จำพวกผึ้งหรือต่อสายตาของทั้งสองสอดส่ายเพื่อพยายามมองหาแหล่งที่มาของเสียงอย่างระมัดระวัง ใช่ !เป็ฝูงต่อแต่นี่มันต่อั์พวกมันแต่ละตัวมีขนาดใหญ่เท่ากาน้ำชาในอารามเลยทีเดียวปีกบนหลังสั่นไหวทำให้มีเสียงดัง
ทั้งสองทรุดตัวแอบหลังพุ่มไม้หนาแน่นห่างไปสักห้าสิบก้าวทันทีที่มองเห็นฝูงต่อั์ฝูงต่อกำลังรุมซากสัตว์บนพื้นมองไม่ออกว่าเป็สัตว์ชนิดใดที่โชคร้ายพวกนางมองเห็นเพียงต่อดำลายเหลืองแดงสดบินวนขึ้นๆลงๆนับว่าพวกนางสองคนโชคยังดีมากการฝึกฝนร่างกายและวิทยายุทธ์ใน่ที่ผ่านมาทำให้ความสามารถในการได้ยินไวกว่าปกติไม่เดินทะเล่อทะล่าเข้าไปจนกลายเป็อาหารจานถัดไปของพวกมันจิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์หันเข้าหากันก่อนจะพยักหน้าให้กันค่อยๆถอนเท้าถอยหลังกลับอย่างเบาๆไร้เสียงรบกวน (พวกนางมิกล้ารบกวนพวกมันอย่างเด็ดขาด)เมื่อถอยมาจนไกลมากราวๆ สิบฉื่อคิดว่าน่าจะปลอดภัยแล้วก็หันหลังกลับออกวิ่งทันที
“รอดแล้วๆ โชคดีที่เราได้ยินเสียงพวกมันก่อนมิเช่นนั้นซากต่อไปที่พวกมันจะแทะกินคงไม่พ้นเราสองคนเป็แน่ ศิษย์น้อง”
“ใช่ โชคดีที่ได้ยินเสียก่อน”
เดินมาอีกห้าหกลี้ทั้งสองได้พบนกตัวหนึ่งตกอยู่มองแล้วน่าจะเป็ลูกนกกระมังขนของมันยังขึ้นไม่ทั่วตัวเลยตัวใหญ่เท่าลูกวัวแรกเกิด ขนอ่อนที่มองเห็นมีสีแดงเพลิงมีหงอนน้อยๆสีเหลืองสดสวยงามมาก มองดูบริเวณต้นไม้รอบๆ ที่สูงจนต้องแหงนคอตั้งมันส่งเสียงร้อง(แกว๊กๆ แกว๊กๆ) ส่งสายตาระแวดระวังมองมาก่อนจะจ้องไปที่จิ่วเหมยฮวาทั้งสองหยุดเดินใกล้ๆ
“ศิษย์น้องเ้ากล้าเกินไปแล้วมือที่ยื่นมือไปแตะที่ขนของลูกนกตัวใหญ่นั่นไม่อยากเก็บไว้หรือไรหากเ้าเห็นปากของมันหรือไม่ หากมันจิกเ้ากระดูกแขนต้องหักแน่”
“จิ่วเอ๋อร์ เ้าดูสิไม่มีอาการเกรี้ยวกราดดุร้ายใส่ข้าสักนิด”
“เ้าควรระวังมากกว่านี้มันอันตรายเกินไปนะ”
“ข้าถึงได้พยายามทำให้มันรู้สึกว่าพวกเราเป็มิตรไม่ได้คิดจะทำร้ายมัน.
จิ่วเอ๋อร์มองดูท่าทางที่ค่อยๆลูบไปบนขนที่ปีกเบาๆกับท่าทางของนกที่หรี่ตาลงเล็กน้อยคล้ายพอใจที่ถูกลูบเช่นนี้
“เ้านกน้อยให้ข้าดูหน่อยสิว่าเ้าเป็อะไร เ้ามีาแที่โคนปีกคงด้วยนี่คงจะตกลงมาจาก้าสินะ พ่อแม่เ้าไปไหนกันหล่ะ”
จิ่วเอ๋อร์แถวนี้น่าจะพอหาสมุนไพที่ใช้ทำแผลให้มันได้ พวกเราลองช่วยกันดูหน่อยเถอะ”
“อือ”
ห่างไปไม่ไกลนักสองคนช่วยกันหาสมุนไพรจนพบใช้ชายผ้าฉีกเป็เส้นเล็กๆพันปิดไว้ด้านนอกก่อนจะบอกลามันเพื่อเดินทางต่อไปลูกนกส่งเสียงร้องคล้ายจะเรียกให้พวกนางอยู่ต่อแต่พวกนางเองก็มีเป้าหมายที่เร่งด่วนไม่อาจจะอยู่ดูแลมันได้นางได้แต่หวังว่าพ่อและแม่นกจะมาพบลูกนก (ั์) ตัวนี้
จิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์เดินมาในทิศทางตรงข้ามกับจุดที่ลูกนกตกลงมาาเ็สองคนเดินทะลุมาจนถึงริมหน้าผา ฝั่งตรงข้ามห่างออกไปไม่มากนักแค่ความกว้างของลำธารที่พวกนางชอบไปจับปลาเท่านั้นเอง
ก้อนหินในมือถูกทิ้งลงไปนานราวครึ่งเค่อ(หกถึงเจ็ดนาที)
“ด้านล่างลึกเพียงใดกัน”
“น่าเสียดาย สองฝั่งห่างกันเพียงเท่านี้แต่พวกเราไร้ความสามารถ”
“นั่นสินะ ข้าอยู่อารามมาั้แ่เด็กไม่เคยมีความคิดจะฝึกฝนพลังิญญาเอาแต่กินเล่นไปเื่เปื่อย ยามที่ต้องใช้พลังไม่สามารถที่จะขี่กระบี่บินหรือเหาะเหินเดินอากาศได้คิดข้ามไปที่ฝั่งนั้นมีแต่จะตกลงไปตายเท่านั้น”
“จิ่วเอ๋อร์มีเถาวัลย์เส้นไม่เล็กห้อยอยู่เ้าว่าถ้าโหนไว้จะสามารถข้ามไปถึงอีกฝั่งได้หรือไม่”
“เ้าเลิกฝันไปเถอะ ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของเราสองคนข้าว่าตกไปก็หาซากศพไม่เจอตายเปล่า”
“เช่นนั้นควรทำเช่นไร”
ได้แต่ก้มมองลงไปเบื้องล่างความลึกที่มองไม่เห็นจิ่วเหมยฮวามองไปอีกฝั่งนางมองเห็นต้นไม้ที่มีลักษณะของต้นโสมมันต้องใช่แน่นอนมีโสมจำนวนมากขึ้นอยู่ไม่แน่อาจมีสิ่งที่นางกำลังตามหาอยู่ก็เป็ได้เพราะมีความหวังจึงทำให้ไม่อาจละทิ้งไปได้พวกนางนั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าผาอย่างไม่อาจตัดใจ
“อาจารย์เป็คนดีไม่แน่อาจมีปาฏิหาริย์ช่วยให้พวกเราได้ข้ามไปอีกฝั่งก็ได้”
“นั่นสิ ข้าเองเกือบตายมาครั้งหนึ่งยังรอดมาได้เลย”
แสงตะวันร้อนแรงขึ้นทุกทีบนท้องฟ้ามีเงาดำขนาดใหญ่พาดผ่านมาทั้งสองคนจึงแหงนหน้าขึ้นมองที่เห็นคือนกขนาดใหญ่บินวนอยู่นกสองตัวบินวนเวียนสูงมาก ทันใดนั้นก็พุ่งดิ่งลงมา ยิ่งใกล้ยิ่งใหญ่ นกั์นี่น่าทำไมวันนี้เจอแต่สัตว์ปีกทั้งฝูงต่อ ทั้งลูกนก ตอนนี้เป็นกตัวใหญ่ั์ทั้งคู่มันสองตัวร่อนลงมายืนอยู่ห่างไปเพียงห้าหกก้าวหากมันพุ่งเข้ามาพวกนางคงวิ่งหนีไม่ทัน
จิ่วเหมยฮวาเบิกตามองดูนกั์ทั้งสองตัวด้วยใจที่เต้นระทึกเมื่อมันหยุดยืนนิ่งไม่มีที่ท่าจะทำอันตรายพวกนางทำให้ความรู้สึกกลับสู่ปกติคิดว่ามันน่าเป็สัตว์อสูรหรือสัตว์เวทย์หรือไม่ก็อาจจะเป็ระดับสูงกว่านั้นไม่แน่อาจจะมีสติปัญญาพอที่จะสื่อสารกันได้ นางค่อยๆขยับตัวผ่อนคลายลดท่าที่หวาดระแวงที่เป็อยู่ลง
"ท่านทั้งสองเป็สัตว์อสูรหรือสัตว์เวทย์ในที่แห่งนี้ใช่หรือไม่ข้าทั้งสองไม่ได้ตั้งใจลุกล้ำอณาเขตแต่อย่างใดเพียง้าเข้ามาหาสมุนไพรเพื่อนำไปปรุงโอสถรักษาอาจารย์ของข้าน้อยทั้งสอง”
จิ่วเหมยฮวาเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวานอย่างเป็มิตร ก่อนจะส่งสายตาชวนสงสารไปให้นกทั้งสอง
“ไม่ต้องกลัวเราทั้งสอง พวกท่านทั้งสองเป็มนุษย์ที่มีเมตตาช่วยลูกของเราข้ากับภรรยามาเพื่อขอบคุณ”
พ่อนกตัวใหญ่เอ่ยออกมาพลางหันไปผงกหัวให้กับนกตัวเมียที่ขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย
“มนุษย์บอบบางเช่นพวกท่าน มาทำอะไรริมผาแห่งนี้มันอันตราย หุบเหวด้านล่างลึกยิ่งมีแต่โขดหินแหลมคมท่านทั้งสองมีสิ่งใดที่้า ท่านอยากให้ข้าทั้งสองช่วยหรือไม่”
“จริงหรือ พวกท่านจะช่วยพวกเรา.
“ใช่ ท่านช่วยลูกเรา เราก็ช่วยท่านตอบแทน”
ในความคิดของนกั์ตรงไปตรงมาอย่างยิ่งในเมื่อทั้งสองคนช่วยรักษาาแให้ลูกเพียงตัวเดียวของมันมันก็ต้องช่วยทั้งสองเป็การตอบแทนไม่ติดค้างเอาไว้
“พวกเราสองคนเข้ามาในป่าแห่งนี้เพื่อค้นหาสมุนไพรสองชนิดไปเป็ส่วนผสมของโอสถรักษาอาจารย์ที่กำลังป่วยหนักคือ ต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬ และโสมพันปี แต่ท่านดูสิ หน้าผาฝั่งนั้นข้าคิดว่ามีโสมเป็จำนวนมากอาจจะมีโสมพันปีอยู่ก็ได้ ข้าไม่สามารถข้ามไป”
“ข้าไม่แน่ใจว่าฝั่งนั้นจะมีของที่ท่าน้าหรือไม่แต่ข้าแข็งแรงพอที่จะพาท่านคนใดคนหนึ่งข้ามไปค้นหาถ้าพวกท่านโชคดีอาจจะพบและสามารถนำโสมกลับมาได้”
นกั์เป็สัตว์อสูรเป็เผ่าพันธุ์ที่เหย่อหยิ่งไม่เคยยอมรับใช้มนุษย์อ่อนแอการให้มนุษย์ให้ขึ้นหลังนั้นไม่เคยมีมาก่อนเช่นกันแต่เห็นแก่ที่นางมีจิตใจดีมันจึงยอมให้นางขึ้นหลังจิ่วเหมยฮวารูปร่างบอบบางกว่าจึงเป็ผู้ที่จะข้ามไปเก็บต้นโสม เมื่อขึ้นเรียบร้อยแล้วนกั์ก็กางปีกพานางบินข้ามไปยังอีกฝั่งเมื่อเกาะกับก้อนหินใหญ่ได้มันย่อตัวให้นางลงจากหลังแล้วมันก็ยืนรอนิ่งๆที่หน้าผาปล่อยให้นางเดินเข้าไปสำรวจบริเวณด้านที่มีโสมขึ้นอยู่ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยโสมทั้งเล็กทั้งใหญ่ขึ้นอยู่อย่างมากมายละลานตา
ทุ่งโสม !!โสมชัดๆ มีมากมายมหาศาลทั้งอายุน้อยจนหลายร้อยปี โสมพันปีลำต้นไม่อยู่ในดินจิ่วเหมยฮวาวิ่งไปวิ่งมา พยายามมองหาไปทั่วๆในใจนางคิดว่าต้องหาโสมพันปีให้เจอเพียงแต่โสมมากมายขนาดนี้หากสามารถนำกลับไปได้สักหนึ่งส่วนคงสามารถช่วยเหลือคนที่ป่วยไข้ได้อีกมากมาย"
“มนุษย์เ้าโลภมากเกินไปหรือเปล่า!! ”
“นั่นเสียงใคร”
“เ้าตอบข้ามา แน่ใจว่าโสมเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนมากมิใช่ประโยชน์ส่วนตน”
“ข้าแน่ใจ ผู้บำเพ็ญย่อมละเว้นการโกหกการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเป็หน้าที่ของผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนเป็การสะสมบุญกุศล”
“ดี เช่นนั้นข้าช่วยเ้าเองปล่อยข้าออกจากถุงผ้า”
จิ่วเหมยฮวาคลายถุงผ้าให้เ้างูสีขาวออกมามันคายแหวนหยกมันแพะสีขาวออกมาให้ แล้วบอกให้ข้าหยดเืลงบนแหวนที่แท้แหวนหยกก็เป็ของวิเศษสามารถใช้เก็บสิ่งของภายในได้มันสอนคาถาสำหรับการใช้มิติด้านในแหวนนางลองใช้จิตสำรวจดูเป็ที่ว่างกว้างยาวด้านละสองสามจั๊งเป็ขนาดที่นางมองว่าใหญ่แล้วแต่เ้างูขาวกลับบอกว่านี่ยังเล็กหากเ้าของมันแข็งแกร่งขึ้นพื้นที่ด้านในสามารถมีขนาดที่ใหญ่มากกว่านี้อีกการนำเข้านำออกทำได้เฉพาะผู้เป็เ้าของเท่านั้นไม่ต้องกลัวผู้ใดจะแย่งชิงสิ่งของและสามารถให้นางนำต้นโสมกลับไปและสามารถคงสภาพไว้ช่างสะดวกอย่างยิ่ง
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ดูแลข้าน้อยขออนุญาตนำโสมจากพื้นที่นี้ออกไปจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่เจ็บป่วยลำบากเดือดร้อนภายนอกหุบเขาแห่งนี้นะเ้าคะ”
จิ่วเหมยฮวาบอกกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหุบเขานางเชื่อว่าของที่มีพลังฟ้าดินย่อมได้รับการปกปักษ์รักษาจากเทพเซียนจึงบอกกล่าวก่อนจะเลือกเก็บโสมที่มีอายุต่ำกว่าพันปีจิ่วเหมยฮวาคัดแยกต้นโสมตามความจำเป็สองอย่างคือนำไปเป็ต้นพันธุ์และนำไปใช้ปรุงโอสถหลังจากค่อยๆจัดเรียงในแหวนเรียบร้อยแล้วจากนี้ก็เป็เวลาที่ต้องใช้พลังกายพลังใจอย่างแท้จริง (ไล่จับโสมพันปีกันเถอะ)
นางยืนนิ่งๆสอดส่ายสายตาไปทั่วทุกมุมจนมองเห็นการเคลื่อนไหวที่อยู่ไม่ไกลต้นโสมที่สูงเกือบเท่าเข่ากำลังวิ่งไปมาไม่หยุดนิ่งการไล่จับ โสมหนีและแอบซ่อนนางตามหา ขณะที่นักั์เกาะหินค่อย เ้างูขดหลับอย่างสบายใจสุดท้ายก่อนตะวันลับฟ้าก็จับโสมต้นนั้นได้เรียบร้อยสภาพของนางตอนนี้อนาทยิ่งนักผมเผ้ายุ่งเหยิงจากตอนนี้สามารถประเมินตนเองได้เรียบร้อยร่างกายนี้ยังอ่อนแอเกินไปกลับไปครานี้ต้องฝึกฝนเพิ่มให้มากขึ้นแค่วิ่งตามต้นโสมหนึ่งชั่วยามถึงกับขาอ่อนแรงแทบยกเท้าเดินไม่ไหว
นกั์พานางข้ามหุบเหวกลับอีกฟากด้วยเห็นความพยามยามของนางและยามนี้ค่อนข้างใกล้ค่ำเข้ามาทุกทีนกตัวเมียก็เสนอให้ทั้งสองขึ้นหลังพาไปส่งตัวเมียพยายามให้จิ่วเอ๋อร์ที่ร่างเล็กกว่าเล็กน้อยขึ้นหลัง มันก่อนจะพากันบินต่ำๆ มายังจุดที่พวกเราช่วยลูกนกเพื่อที่จะส่งทั้งสองเดินทางต่อไปเพื่อหาหญ้าแสงจันทร์ทมิฬพ่อนกและแม่นกต้องนำลูกนกกลับขึ้นรังก่อนจะตามไปช่วยทั้งสองคนอีกครั้งก่อนจากลาลูกนกั์สีแดงเพลิงได้ให้เ้างูขาวบอกกับจิ่วเหมยฮวาว่าเมื่อกำลังิญญาของนางเข้มแข็งพอขอให้นางตั้งจิตรำลึกถึงมันลูกนก้าที่จะทำพันธสัญญาเพื่ออยู่เป็สัตว์อสูรย์ของนาง เมื่อเห็นแววตาของลูกนกนางก็รู้สึกเอ็นดูและผูกพันขึ้นเล็กน้อยจิ่วเหมยฮวายกมือลูบหัวลูกนกและพยักหน้าให้นกั์ได้บอกทิศทางให้กับทั้งสองให้เดินเข้าไปในเขตสัตว์อสูรชั้นสูง
“หลังจากนี้ท่านทั้งสองต้องไปต่อกันเองเพราะเราสองต้องนำบุตรกลับไปรักษาตัวที่รัง”
จิ่วเหมยฮวาและจิ่วเอ๋อร์สองคนพยายามเดินต่อกันไปตามทิศที่ได้รับคำแนะนำ เสียงเยาะเย้ยถากถางดังออกมาจากในห่อผ้า
“ต่อให้พวกเ้าหาจนพบ ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถนำมันกลับไปได้นะ ลำพังตบะบำเพ็ญของเ้าสองคนเรียกได้ว่าไม่มีด้วยซ้ำ”
“หมายความว่าอย่างไร พูดมาให้ชัดเจนไม่เช่นนั้นข้าจะจับเ้าย่างเป็อาหารในมื้อต่อไป”
เ้างูนิสัยไม่ดีพูดจาให้คนอยากรู้แล้วมันก็ไม่ยอมส่งเสียงใดๆออกมาอีกเลยขดนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่ว่านางจะเปิดวางออกเอาไม้เขี่ย เอาไม้จิ่มๆมันก็ยังคงปิดตาสนิท (แน่จริงเ้าก็นอนแบบนี้ให้ได้ตลอดเลยนะ)
เดินทางผ่านไปอีกวันพวกนางสองคนก็พบทะเลสาบตามที่นกั์บอกเอาไว้ (นกั์กลับมาอีกครั้งหลังจากดูแลเ้าลูกนกให้ปลอดภัยแล้ว)พวกมันเป็ห่วงกลัวทั้งสองจะเป็อันตรายไม่อาจตัดใจได้จึงย้อนกลับมาเพื่อพาทั้งสองบินมาที่แห่งนี้ก่อนถึงริมลำธารเป็ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายคนโอบแต่ริมลำธารระยะสิบจั้งกลับเป็ต้นไม้ขนาดเล็กมากมายหลายชนิดมองดูเป็ที่ราบน้ำในทะเลสาบเป็สีเขียวมรกตใสแต่มองไม่เห็นก้นมีเกาะกลางทะเลสาบที่คาดว่าต้นหญ้าแสงจันทร์ทมิฬจะขึ้นอยู่ที่นั่น
เมื่อมีพันธุ์ไม้หลากหลายแตกต่างจากชายป่ารอบอารามทำให้ดึงดูดความสนใจจิ่วเหมยฮวาอย่างยิ่ง ดังนั้นระหว่างที่รอการปรากฏขึ้นของสมุนไพรวิเศษสองสาวช่วยกันจับปลามาได้จำนวนมากมาทำอาหารมื้อเย็นการย่างปลาที่ช่วยกันจับมานั้นปรุงแบบสูตรพิเศษจากสมุนไพรที่เก็บได้จากระหว่างทาง ดังนั้นระหว่างรอปลาสุก จิ่วเหมยฮวาจึงแยกตัวออกมาเพื่อขุดกล้าไม้เล็กๆเข้าไปเก็บรักษาไว้ในแหวนมิติั้แ่ได้แหวนนี้มาทำให้สะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นนั่นยิ่งทำให้นางสนใจเ้างูขาวมากๆ มากกว่าความชอบในตอนแรกที่พบต้องรู้ว่าในดินแดนโบราณยุคนี้สัตว์เวทย์เป็สิ่งที่สูงค่าและหายากเ้างูนี่อยู่ระดับไหนนางก็มองไม่ออกหากไม่ได้ทำพันธสัญญาก็ควรจะเป็พันธมิตรกันไว้ดีกว่าต้องหาวิธีหลอกล่ออีกฝ่ายตลอดเวลา