เช้าวันใหม่ที่เชียงใหม่เริ่มต้นด้วยอากาศเย็นสบายลมอ่อนที่ลอดผ่านหน้าต่างโฮสเทลพัดเอากลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ที่ปลูกอยู่ริมระเบียงเข้ามาในอาคาร
ภูมิยืนมองภาพของตัวเมืองจากระเบียงห้องเขาเสียงหัวเราะของมิ้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวบทสนทนาเมื่อคืนที่ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยความรู้สึกแต่กลับล้นทะลักออกมาเหมือนเขื่อนที่แตก
มิ้น... ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างเขามาเสมอไม่ว่าจะเป็วันที่โลกทั้งใบของเขาพังลง หรือวันที่เขาประสบความสำเร็จเธออยู่ตรงนั้นเสมอ อยู่เงียบ ๆ ไม่เคยเรียกร้องไม่เคยขออะไรนอกจากให้เขามีความสุข และไม่ให้ตัวเขารู้สึกโดดเดี่ยว
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่พร้อม...
ไม่พร้อมที่จะทิ้งอดีตไม่พร้อมที่จะยอมรับว่าความทรงจำบางอย่างอาจไม่หวนกลับมาอีกแล้ว
ภูมิถอนหายใจยาวแล้วหยิบเป้สะพายขึ้นพาดบ่าเขาเดินออกจากโฮสเทลของมิ้น พร้อมกับเฟิร์นและเจมส์
เขาทิ้งโน๊ตสั้น ๆ ไว้หน้าห้องของมิ้น
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะ”
บ้านของภูมิตั้งอยู่ห่างออกจากตัวเมืองไปประมาณยี่สิบกิโลเมตรเส้นทางยังคงคุ้นเคยอย่างประหลาดสำหรับคนที่ไม่ได้กลับมานานเป็ปี
เจมส์นั่งเบาะหลังอย่างเงียบ ๆ ส่วนเฟิร์นนั่งข้างคนขับสายตาของทั้งสองทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง
จนเมื่อรถตู้หยุดลงตรงหน้าบ้านสีขาวสองชั้นเฟิร์นก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบ ๆ
บ้านของภูมิ... ใหญ่กว่าที่เธอคิดไว้มากรั้วเหล็กสีเทาเข้มตัดกับตัวบ้านที่ประดับด้วยกระจกใสบานใหญ่มีสนามหญ้าหน้าบ้านที่ตัดอย่างเรียบร้อย แต่ไร้ดอกไม้หรือร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บรรยากาศดูเงียบ... เงียบจนเกินไป
“พี่ภูมิรวยเหรอ?” เธอถามขึ้น
เจมส์หัวเราะเบา ๆ “รวยดิพี่เขาเปิดบริษัทั้แ่จบใหม่ ๆ เป็บริษัทเกี่ยวกับพวกซอฟต์แวร์บริหารเองทุกอย่าง ตอนแรกก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปี แต่สุดท้ายก็ปังมาก”
ทันทีที่ก้าวเข้าไปข้างในเฟิร์นก็รู้สึกเหมือนเหยียบย่างเข้าไปในความเงียบงันอันแสนหนาวเหน็บ
ห้องโถงกว้างและสูงโปร่งพื้นไม้ขัดมันวาวสะท้อนแสงอ่อนจากหน้าต่างบานใหญ่ ทุกอย่างสะอาด เรียบร้อยเหมือนบ้านตัวอย่างในโครงการหรู แต่ไม่มีเสียงใด ๆ ที่บอกว่าเคยมี “ชีวิต”อยู่ที่นี่
“พี่ภูมิอยู่บ้านนี้คนเดียวเหรอ?” เธอถามขณะเดินเข้าไปในโถงรับแขก
เจมส์ตอบเบา ๆ “ก็... ใช่ั้แ่เลิกกับแฟนเก่า พี่เขาก็อยู่คนเดียวมาตลอด”
เฟิร์นเหลียวมองรอบห้อง มุมหนึ่งของบ้านมีตู้โชว์กระจกสูงภายในมีโมเดลเครื่องบินเล็ก ๆ วางเรียงกันบ้าง แต่เหมือนถูกย้ายออกไปบางส่วนรอยฝุ่นเป็รูปทรงเหลี่ยมบ่งบอกว่ามีของบางอย่างเคยตั้งอยู่ที่นี่ และเพิ่งหายไป
เธอเดินเข้าไปในห้องครัวโต๊ะกินข้าวไม้โอ๊คยาวที่มีเก้าอี้หกตัวตั้งเรียงกันอย่างเรียบร้อยเหมือนในโชว์รูมเงียบจนน่าอึดอัด
“มันเหงาเนอะ…” เธอพูดเบา ๆเหมือนพูดกับตัวเอง
เจมส์เดินตามเข้ามาเขาพยักหน้าเหมือนจะรับรู้ความรู้สึกเดียวกัน “บ้านนี้เคยไม่เป็แบบนี้นะ”
เฟิร์นหันไปมองเขา
เจมส์ถอนหายใจเล็กน้อย แล้วพูดต่อ“ตอนที่พี่ภูมิคบกับฝ้าย บ้านนี้มันมีเสียงหัวเราะ มีเสียงเปิดเพลงแล้วก็มีกลิ่นอาหารแปลก ๆ ตลอดเวลา ฝ้ายชอบทำกับข้าว แล้วก็ทำเยอะมากจนบางทีกินกันไม่หมดต้องแจกเพื่อนบ้านด้วยซ้ำ”
“เจมส์เคยเจอพี่ฝ้ายเหรอ?” เฟิร์นถาม
เจมส์พยักหน้า “แค่ไม่กี่ครั้งหรอกตอนที่เขายังคบกันอยู่ เธอดูน่ารักดี… ใจดี แล้วก็เป็คนมีบรรยากาศบางอย่างรอบตัวพอเธออยู่ในห้องเหมือนห้องมันสว่างขึ้นอะ แบบนั้นเลย”
“แล้วทำไมถึงเลิกกันล่ะ…”เฟิร์นถามเสียงเบา
เจมส์ส่ายหน้า “ไม่รู้สิพี่ภูมิไม่เคยเล่า แล้วผมก็ไม่กล้าถาม เขาดูเหมือนไม่พร้อมพูดถึงมัน…”
ทั้งสองเดินขึ้นไปยังชั้นสอง ห้องนอนใหญ่ยังคงปิดประตูอยู่แต่ห้องอีกฝั่งหนึ่งเปิดอ้าเผยให้เห็นโต๊ะทำงานและชั้นวางหนังสือที่ว่างเปล่าครึ่งหนึ่ง มีสมุดบันทึกเก่า ๆและรูปถ่ายสีซีดในกรอบเงินวางอยู่บนชั้นล่างสุด
เฟิร์นก้มลงดูรูปนั้น ภาพถ่ายของภูมิและมิ้มและผู้หญิงผมยาวอีกคนหนึ่งเขายิ้มกว้างในชุดนักศึกษารอยยิ้มที่เธอไม่เคยเห็นเขาแสดงออกมาเลยตลอดเวลาที่เดินทางด้วยกันมา
เฟิร์นมองไปรอบบ้าน“ดูเงียบเหงาจัง…”
“เพราะมันไม่มีคนอยู่ไง”เจมส์ตอบเรียบ ๆ “พี่เขาแทบไม่อยู่บ้านนี้เลยั้แ่แฟนเก่าไม่อยู่แล้ว”
เธอเงียบ… คำว่า “ไม่อยู่แล้ว”ลอยวนในใจอยู่สักพัก บ้านหลังนี้อาจเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะการทำอาหารด้วยกันในครัว เสียงเพลงเปิดคลอเบา ๆ จากลำโพงไม้เก่า
แต่ตอนนี้มันเงียบ และเหงา…
ไม่นานนัก ภูมิก็เดินออกมาจากห้องด้านในพร้อมกล่องกระดาษใบใหญ่ที่เขาหิ้วออกมาอย่างระมัดระวัง
เขาวางกล่องนั้นท้ายรถตู้ แล้วหันมายิ้มให้ทั้งสองคน
“เสร็จแล้ว ไปกันต่อเถอะ”
เฟิร์นเหลือบตามองกล่องใบใหญ่ก่อนจะถาม “พี่จะไปไหนต่อเหรอ?”
“พะเยา…” ภูมิตอบโดยไม่หันกลับมามอง“พี่มีธุระต้องไปทำบางอย่างที่นั่น”
เขาไม่ได้อธิบายว่าเป็ธุระอะไร และไม่มีใครถามเพิ่ม
แต่ในแววตาของเขา ที่ทอดผ่านท้องฟ้าเชียงใหม่อันแสนกว้างออกไปไกลมันเหมือนคนที่กำลังเตรียมจะบอกลาอะไรบางอย่าง...