บทที่ 18 ชอนอีเซกับพวกขยะ 3 (1)
"แปลกตรงไหน?"
ซนซองวอนยังคงจ้องมองจานสลัดต่อไป เขาเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตอบว่า
"่นี้พี่โดนฟ้าผ่ามาหรือเปล่า?"
"ว่าไงนะ?"
เขาไม่ได้ตั้งใจถามว่าผมโดนฟ้าผ่าจริง ๆ ใช่ไหม อาจจะแค่ประชดที่ผมเปลี่ยนไป
"อะไรทำให้อยู่ดี ๆ พี่ก็เข้ามาทำความสะอาดหอพักของเรา แล้วก็เก็บกวาดตู้เย็นให้เราด้วย? ปกติเวลาพี่จะกินบะหมี่ก็ยังใช้ให้ผมไปต้มให้ แล้วจู่ ๆ ก็มาทำอาหารให้พวกเรากินเนี่ยนะ?"
ผมได้แต่บ่นอยู่ในใจว่าชอนอีเซเป็คนเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?
ส่วนปากของผมก็ตอบไปว่า "นายเองก็รู้ดี ก่อนหน้านี้ฉันได้มีเวลาพักอยู่ที่บ้าน ฉันก็เลยได้คิดนั่นคิดนี่ ฉันตัดสินใจว่าจะเป็คนแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว"
"ดังนั้นพี่ก็เลยพยายามเปลี่ยนเป็คนใหม่ ยอมรับโทรศัพท์แม้แต่ตอนที่พี่ผู้จัดการโทรไป แล้วพี่ก็จะใช้พวกเราเป็หนูทดลองกินอาหารที่พี่เพิ่งฝึกทำใช่ไหม?"
ผมนึกดูถูกพวกเด็กรุ่นใหม่เอาไว้เยอะ แต่ไม่คิดเลยว่ากรรมจะตามสนองผมรวดเร็วขนาดนี้
ผมได้แต่กัดฟันบอกตัวเองอยู่ในใจว่า 'เ้าหมอนี่อยู่ในวัยที่พอจะเป็ลูกชายเราได้แล้ว อย่าไปทะเลาะกับมันเลยดีกว่า'
"พวกเราแค่นัดจะมาคุยกันไม่ใช่หรือไง ไม่เห็นต้องมากินอะไรพวกนี้เลย"
ผมแทบจะหมดความอดทนกับหมอนี่แล้วจริง ๆ
ผมขึ้นเสียงเล็กน้อย คิดว่าตนเองควรจะทำให้เขาหุบปากลงบ้าง
"ถ้านายไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน เอาไปเก็บไว้ในตู้เย็น เดี๋ยวพอคยองฮวาหรือเยจุนมาถึง ค่อยให้พวกเขากินแทนก็ได้"
เมื่อผมพยายามจะเก็บจานสลัดที่อยู่ตรงหน้าซนซองวอน เขาก็รีบขยับจานหนีไป
"ทำมาให้แล้วจะแย่งกลับไปง่าย ๆ ได้ไง?"
หลังจากนั้นซนซองวอนก็ใช้ส้อมจิ้มเนื้อไก่ใส่เข้าไปในปาก
ดวงตาของเขายังคงมีความสงสัยก่อนที่เนื้อไก่จะเข้าปาก แต่เมื่อได้ลองชิมเนื้ออกไก่แล้ว แววตาของเขาก็เปลี่ยนเป็ความประหลาดใจ
"ทำไมอร่อยแบบนี้เนี่ย?"
เขาพูดทั้งที่ยังมีเนื้อไก่อยู่ในปาก
ผมเคยได้ยินคำชมแบบนี้เป็ปกติแล้ว แต่ว่า...
เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความลังเลใจเมื่อสักครู่เริ่มอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย นั่นก็ทำให้ผมมีความสุขจริง ๆ
"ผมจะกินให้หมดเลยครับ"
ในเวลาเดียวกันนี้ นาซอนอูก็กำลังใช้ส้อมจิ้มเนื้ออกไก่เข้าไปในปากอย่างหยุดไม่ได้
"นี่ อร่อยจริง ๆ ด้วย...! ผมไม่รู้มาก่อนเลยนะว่าเนื้ออกไก่จะชุ่มฉ่ำแล้วก็นุ่มได้ขนาดนี้ พี่อย่าไปสนใจฟังคำพูดพี่ซองวอนเขาเลยนะครับ!"
เมื่อคนเราได้รับประทานของอร่อยเป็ประจำ ต่อมรับรสก็จะมีประสิทธิภาพในการรับรู้รสชาติอาหารต่าง ๆ มากขึ้น
เรียกได้ว่าพวกเขาจะมีมาตรฐานรสชาติสูงขึ้นนั่นเอง
และในขณะนี้ นาซอนอูก็กำลังจะรับประทานสลัดพาสต้าอกไก่เกือบหมดจานในเวลาเพียงพริบตาเดียว
"ค่อย ๆ กินสิ นี่คืออาหารกลางวันของนาย แล้วนายก็ห้ามกินอะไรเด็ดขาด จนกว่าจะถึงเวลาอาหารค่ำ"
"อ้าว!"
ดวงตาของนาซอนอูเบิกโตด้วยความตกตะลึง
ดวงตาของเขายังเบิกโตได้มากกว่านี้อีกเหรอ?
ผมรู้สึกแปลกประหลาดเล็กน้อยที่รอบกายมีแต่คนหน้าตาดี เพราะในชีวิตก่อนของผม คนรอบตัวผมมีแต่คนหน้าตาธรรมดาทั้งนั้น
เมื่อนึกดูแล้ว รยูคยองฮวากับโอเยจุนก็ดูจะหน้าตาดีไม่แพ้สมาชิกทั้งสองคนนี้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น...
วงบอยกรุ๊ปที่มีสมาชิกหน้าตาหล่อเหลาและมีความสามารถพอสมควรก็ไม่ควรต้องมานั่งจับเจ่าอยู่ในหอพักแบบนี้เลย
มื้อกลางวันผ่านไปแล้ว
ปัญหาก็คือ ผมจะทำอะไรเป็อาหารค่ำดี? ทำมันเผาที่กินง่ายหรือว่าจะทำผักกาดย่างดี?
ปัจจุบันนี้ผู้คนนิยมนำเอาเต้าหู้มาย่างไฟอ่อน ๆ ด้วยเช่นกัน
และการนำผักกาดมาย่างไฟอ่อน ๆ ก็เป็การรับประทานอาหารที่ไม่ต้องห่วงเื่แคลอรี ถึงจะรับประทานในจำนวนมากก็ตาม
แต่ว่าเ้าเด็กพวกนี้...พวกเขาคงได้บ่นกันอีกแน่ ๆ
ซนซองวอนยังคงจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาสงสัยในขณะที่รับประทานสลัดในจานของเขาต่อไป และในเวลาเดียวกันนี้ นาซอนอูก็รับประทานสลัดของเขาหมดแล้ว
ผมเองก็ต้องรับประทานบ้างเหมือนกัน
ต้องใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการต้มอกไก่ ผมต้มบร็อกโคลีและโยนผักอื่น ๆ ที่เหลืออยู่ใส่ลงไป แล้วก็นำมาจัดใส่จาน
แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
อย่างเช่นห้องครัวที่สะอาดเอี่ยม
โดยเฉพาะเมื่อนึกได้ว่าชอนอีเซคนเก่าเป็คนที่ไม่เคยทำอาหาร แม้แต่จะกินบะหมี่ก็ยังใช้ให้คนอื่นไปต้มให้
แต่เท่าที่สังเกตดูตอนนี้ คนอื่น ๆ ดูเหมือนจะไม่สนใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่
เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว ผมก็ไปที่อ่างล้างจานและเริ่มเตรียมวัตถุดิบที่เหลืออยู่ ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบของผมทั้งสะอาดและปลอดภัย ผักพวกนี้สามารถหยิบกินได้สด ๆ เลยด้วยซ้ำ
"พี่ครับ มีอะไรให้ผมช่วยบ้างไหม?"
จู่ ๆ จานสลัดที่ว่างเปล่าสองจานก็ปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้า
เมื่อซนซองวอนกินหมดก็เดินเอาจานมาทิ้งไว้ แล้วเขาก็กลับเข้าไปเก็บตัวอยู่ในห้อง
นาซอนอูยังคงพอจะมีจิตสำนึกอยู่บ้าง
"ไม่มีอะไรแล้ว ว่าแต่คยองฮวากับเยจุนจะกลับมาเมื่อไหร่?"
ผมเห็นข้อความในแช็ตกลุ่มระบุเอาไว้ว่าพวกเขาออกไปทำงานข้างนอก
"ใกล้จะกลับมาแล้วล่ะครับ!"
ดังนั้นภารกิจของผมในครั้งนี้จะเสร็จสิ้นลงก็ต่อเมื่อได้พบหน้ากับเพื่อนร่วมวงอีกสองคนนั่นเอง
ผมเริ่มวางแผนการอยู่ในใจ
...
ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!
"อ่า กลับมาแล้ว"
หลังจากรอคอยอยู่พักใหญ่ ผมก็ได้ยินเสียงกดรหัสผ่านที่หน้าประตู หลังจากนั้น เ้าของเสียงดังกังวานนั้นก็เปิดประตูเดินเข้ามาด้านในด้วยลักษณะที่เหมือนกับจะพังประตูลงไปทั้งบาน
นี่คงจะเป็โอเยจุนแน่ ๆ
ขนาดไม่ต้องเห็นหน้าผมก็รู้
"เบา ๆ หน่อยสิ เสียงของนายดังลงไปถึงชั้นล่างแล้วมั้ง"
ในเวลาเดียวกันนี้ เสียงที่สงบสุขุมก็ดังขึ้นเป็การตัดอารมณ์โอเยจุน เ้าของเสียงนี้ดูจะมีอายุมากกว่าโอเยจุนเล็กน้อย
แน่นอนว่าย่อมต้องเป็รยูคยองฮวา
"กลับมาแล้วเหรอครับ? วันนี้เป็ยังไงกันบ้าง?"
เ้าหมูตอนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะออกไปต้อนรับทั้งสองคนที่หน้าประตู
"ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ดีเจสั่งให้ทำอะไรเราก็ทำตามนั้น อยากให้เราร้องเพลงอะไร เราก็ต้องร้อง"
โอเยจุนเป็แรปเปอร์ที่มีพร์ และคุณสามารถบอกได้เลยว่าการที่เขามาอยู่ในวงของผมนั้น ออกจะเป็เื่ที่เสียของอยู่ไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงเป็คนที่มีโอกาสมากที่สุดในการออกจากวง
โอเยจุนบอกว่าตนเองได้รับการติดต่อจากค่ายเพลงฮิปฮอปหลายค่าย
แต่เขาก็จำเป็ต้องปฏิเสธไปเพราะติดสัญญากับค่ายของพ่อผม
และผมก็ยังได้ยินมาว่าทั้งสองคนนี้เป็สมาชิกรุ่นแรกเริ่มของวงที่มีด้วยกันเจ็ดคน ก่อนที่ในวงจะลดเหลือห้าคนในปัจจุบัน
และเราคงรับคนเพิ่มไม่ไหวแล้ว